of 21/21
เรื่อง ระบบต่อมไร้ท่อ (EDOCRINE SYSTEM) อาจารย์ รภัทร เอกนิธิเศรษฐ์

เรื่อง ระบบต่อมไร้ท่อ...ต อมใต สมองหร อต อมพ ท อ ทาร หร อไฮโปไฟซ ส (pituitary

  • View
    0

  • Download
    0

Embed Size (px)

Text of เรื่อง ระบบต่อมไร้ท่อ...ต อมใต สมองหร...

  • เร่ือง ระบบต่อมไร้ท่อ

    (EDOCRINE SYSTEM)

    อาจารย์ รภัทร เอกนิธิเศรษฐ์

  • สารบัญ

    เรื่อง หน้า

    ระบบต่อมไร้ท่อ (EDOCRINE SYSTEM) ต่อมไร้ท่อ (ENDOCRINE หรือ DUCTLESS GLANDS) 1 ต่อมใต้สมอง (PITUITARY GLAND) 3 ต่อมใต้สมองส่วนหน้า (ANTERIOR PITUITARY) 5 ต่อมใต้สมองส่วนหลัง (POSTERIOR PITUITARY) 6 จุลกายวิภาคของต่อมใต้สมอง (MICROSCOPIC ANATOMY OF THE PITUITARY GLAND) 7 ต่อมไพนีล (THE PINEAL GLAND) 9 จุลกายวิภาคของต่อมไพนีล (MICROSCOPIC ANATOMY OF THE PINEAL GLAND) 10 ต่อมธัยรอยด์ (THE THYROLD GLAND) 10 จุลกายวิภาคของต่อมธัยรอยด์ (MICROSCOPIC ANATOMY OF THE THYROID GLAND) 13 ต่อมพาราธัยรอยด์ (PARATHYROID GLANG) 13 จุลกายวิภาคของต่อมพาราธัยรอยด์ (MICROSCOPIC ANATOMY OF THE PARATHYROID 14 GLANG) ต่อมหมวกไต (ADRENAL GLAND) 14 จุลกายวิภาคต่อมหมวกไต (MICROSCOPIC ANATOMY OF THE SUPRERENAL GLAND) 16 ต่อมธัยมัส (THE THYMUS) 17 จุลกายวิภาคของต่อมธัยมัส (MICROSCOPIC ANATOMY OF THE THYMUS GLAND) 18 ตับอ่อน (PANCREAS) 19

  • จุลกายวิภาคของตับอ่อน (MICROSCOPIC ANATOMY OF THE PANCREAS) 20 เอกสารอ้างอิง 21

  • ระบบต่อมไร้ท่อ EDOCRINE SYSTEM

    สิ่งมีชีวิตทุกชนิดจะสามารถด ารงชีวิตอยู่ได้จะต้องมีระบบคอยปรับสภาพภายในร่างกายให้คงที่ไม่เปลี่ยนแปลงตามสิ่งแวดล้อมน าในเนื อเยื่อและของเหลวในเลือดคงอยู่ในสภาวะสมดุลได้โดยการควบคุมของระบบประสาทและระบบต่อมไร้ท่อ ซึ่งทั ง 2 ระบบนี ท างานในระดับเซลล์ แต่แตกต่างกันในแง่ของลักษณะการท างาน และความเร็วของการปรับของการปรับสู่สมดุล ระบบประสาทอัตโนมัติส่งกระแสประสาทไปตามบริเวณของเส้นประสาทส่วนปลายไปยังอวัยวะเป้าหมาย อวัยวะที่ถูกกระตุ้นจะตอบสนองและยุติไป ส่วนระบบต่อมไร้ท่อฮอร์โมนที่หลั่งฮอร์โมนที่หลั่งออกจะไปสู่อวัยวะเป้าหมายที่ไกลออกไปทางกระแสเลือด และการตอบสนองเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปช้าๆแต่คงอยู่นาน ทั งระบบประสาทอัตโนมัติและระบบต่อมไร้ท่อจะถูกควบคุมอีกชั นหนึ่งโดยสมองส่วน Hypothalamusโดยการควบคุมนี จะท าให้ระบบทั งสองท างานร่วมกันในการควบคุมการเผาผลาญต่าง ๆในร่างกายและปรับสภาพสภาวะร่างกายให้อยู่ในสมดุลตลอดเวลา

    ต่อมไร้ท่อ (ENDOCRINE หรือ DUCTLESS GLANDS)

    ค าว่า Ductless แปลว่า ท่อ ใช้กับต่อมเฉพาะที่ผลิตสารและหลั่งสารเข้าสู่ระบบไหลเวียนโดยไม่ผ่านท่อใด ๆ ต่อมเหล่านี จากต่อมมีท่อ ( Exocrine glands ) ที่ไม่มีท่อติดต่อกับเยื่อบุผิวที่ต่อมนั นได้พัฒนามาแต่กลับสัมผัสอย่างใกล้ชิดกับหลอดเลือดภายในต่อม มีเซลล์เรียงตัวกันหลายแบบเช่นเป็นแถว ( Columns ) เป็นถุง ( Vesicles ) หรือเป็นกลุ่มก้อน ( Clusters ) และมีหลอดเลือดมาเลี ยงมากมาย มีการเชื่อมต่อโดยตรงระหว่างหลอดเลือดแดงและหลอดเลือดด าขนาดเล็ก ต่อมหนึ่งอาจเป็นทั งต่อมมีท่อและต่อมไร้ท่อได้ เช่น ตับอ่อน ( Pancreas ) และต่อมเพศ ( Gonads ) โดยที่ส่วนต่อมไร้ท่อสร้างฮอร์โมนขับออกสู่กระแสเลือดในขณะที่ส่วนที่เป็นต่อมมีท่อสร้างน าย่อยหรือเซลล์เพศแล้วหลั่งออกไปตามท่อโดยเฉพาะ

    ต่อมไร้ท่อแบ่งออกได้ 3 ชนิด 1.ชนิดที่ต่อมอยู่เดี่ยวต่างหาก คือ

    – Pituitary gland – Thyroid gland – Parathyroid gland

  • – Adrenal gland – Pineal gland – Thymus gland

    2.ชนิดที่พบอยู่ร่วมกับต่อมมีท่อ คือ – Islets of Langerhans ใน Pancreas – Ovary และ Testis – Kidney – Placenta

    3.ชนิดที่เซลล์กระจายอยู่ตามอวัยวะต่างๆ เรียกว่า Diffuse neuroendocrine gland ประกอบด้วยเซลล์ที่สร้างฮอร์โมนที่เป็นสารประกอบพวก Peptides และ Amine ซึ่งเซลล์เหล่านี จะกระจายอยู่ในเนื อผิวที่บุในทางเดินอาหาร ต่อมไร้ท่อสร้างสารที่เรียกว่าฮอร์โมน ควบคุมและปรับการท างานของเซลล์เป้าหมายในเนื อเยื่อหลายชนิดการท างานนี เป็นแบบที่เฉพาะเจาะจงตอ่เนื อเยื่อเป้าหมายเท่านั น

    ต่อมใต้สมอง (PITUITARY GLAND)

    ต่อมใต้สมองหรือต่อมพิทูอิทารี หรือไฮโปไฟซีส (pituitary หรือ hypophysis) รูปร่าง ค่อนข้างกลม คล้ายถั่ว (bean-shaped) ขนาดประมาณ 1.2 x 1.5 เซนติเมตร ในผู้ใหญ่หนัก ประมาณ 0.4-0.6 กรัม ตั งอยู่ใน

  • แอ่งเรียกว่าเซลลา เทอร์ซิกา (sella turcica) ของกระดูก สฟีนอยด์ (sphenoid) โดยอยู่ใต้ส่วนไฮโปทาลามัส มีส่วนติดต่อ กับไฮโปทาลามัส เป็นก้านยาว ซึ่งถ้าเป็น ภาพสามมิติจะมีรูปร่างเป็นกรวยเรียกว่า ก้านต่อมใต้สมองหรือ อินฟันดิบูลัม (infundibulum)

    ต่อมใต้สมองแบ่งตามโครงสร้างและหน้าที่ออกเป็น 2 ส่วน คือ 1. ต่อมใต้สมองส่วนหน้า (anterior pituitary) หรืออะดิโนไฮโปไฟซิส (adenohypophysis) ประกอบด้วยส่วนที่อยู่ห่างไกลออกไป เรียกว่าพาร์ส ดิสตาลิส (pars distalis) ซึ่งเป็นส่วนใหญ่ ของต่อม ส่วนที่มี ลักษณะเป็นท่อเรียกว่าพาร์ส ทูเบอราลิส (pars tuberalis) และส่วนที่อยู่ ตรงกลาง เรียกว่า พาร์ส อินเทอร์มีเดีย (pars intermedia) ซึ่งไม่มีบทบาทแล้วในมนุษย์ แต่มีบท บาทในสัตว์ 2. ต่อมใต้สมองส่วนหลัง (posterior pituitary) หรือนิวโรไฮโปไฟซิส (neurohypophysis) ประกอบด้วย มีเดียน เอมีเนนส์ (median eminence) ส่วนที่มีเส้นประสาทอยู่มากเรียกว่า พาร์สเนอโวซา (pars nervosa) ทั งสองส่วนเชื่อมด้วยส่วนที่สาม คือก้านอินฟันดิบิวลัม ( infundibulum) ซึ่งถ้าเป็นภาพสามมิติจะเห็นว่ามีรูปร่างคล้ายกรวย

    การควบคุมการหลั่งฮอร์โมนมี 2 แบบ คือ 1. การควบคุมแบบย้อนกลับ คือ การที่ฮอร์โมนที่มีปริมาณมากเกินไปยับยั งการหลั่ง ของตัวเอง หรือไปยับยั งฮอร์โมนตัวอื่น ที่มีหน้าที่กระตุ้นการหลั่งของฮอร์โมนนั น โดยวิธีทางตรงหรือวิธี ทางอ้อม เช่นไทโรโทรปิน รีลิสซิงฮอร์โมน (TRH) ไปกระตุ้นต่อม ใต้สมอง ส่วนหน้าให้หลั่ง ไทรอยด์สติมิวเลติงฮอร์- โมน(TSH) ออกมาแล้วฮอร์โมนนี ไป กระตุ้นการท างานของต่อม ไทรอยด์ให้สร้างไทรอยด์ฮอร์โมน (T3 หรือ T4) เมื่อไทรอยด์ ฮอร์โมนมีระดับท่ีสูงแล้วจะไปยับยั งการสร้าง ของ TSH หรือไปยับยั งการสร้าง TRH 2. การควบคุมด้วยระบบประสาท คือ การควบคุมจากระบบประสาทเมื่อระบบประสาท ถูกกระตุ้น จะท าให้ มีการหลั่งฮอร์โมนทันที เช่น ฮอร์โมนจากต่อมใต้สมอง ถ้ามีการ กระตุ้นระบบประสาท จะมีการหลั่งฮอร์โมนที่ช่วยใน การหลั่งของฮอร์โมนอ่ืนหรือรีลิสซิง แฟคเตอร์ (releasing factor) หรือฮอร์โมนที่ ยับยั งการหลั่งของฮอร์โมนอ่ืนหรืออินฮิบิทิง แฟคเตอร์ (inhibiting factor) จากสมองส่วน ไฮโปทาลามัส เข้าสู่กระแสเลือด แล้วสาร เหล่านี ไปกระตุ้น หรือยับยั งการหลั่งฮอร์โมน จากต่อมใต้สมองส่วนหน้า เส้นเลือดที่เลี ยงต่อมใต้สมองมาจากเส้นเลือดแดง (internal carotid arteries) 3 เส้น คือ ซูพีเรียไฮโพไฟเซียล (superior hypophyseal arteries) มาที่มีเดียน เอมิเนนส์ (median eminence) แล้วไปตามเส้นเลือดพอร์ทัลแบบยาวที่ต่อมใต้สมองส่วนหน้า ต่อมใต้สมองส่วน หลังได้รับเลือดมาจาก เส้นเลือดแดงชื่อมิดเดิลและอินฟีเรียไฮโพ ไพเซียล (middle และ inferior hypophyseal arteries)

  • ต่อมใต้สมองส่วนหน้า (ANTERIOR PITUITARY)

    ต่อมใต้สมองส่วนหน้า เซลล์ของต่อมใต้สมองส่วนหน้าจะสร้างฮอร์โมนได้ต้องถูกกระตุ้นจากฮอร์โมนประสาทหรือรีลีสซิ่งฮอร์โมน ( releasing hormone ) ที่สร้างจากนิวโรซีครีทอรีเซลล์ ( neurosecretory cell) ที่มีตัวเซลล์อยู่ที่สมองส่วนไฮโพทาลามัสเสียก่อนสร้างและหลั่งฮอร์โมน 7 ชนิด คือ

    1. ACTH( Adenocorticotropic hormone or Corticotropin) กระตุ้นการเจริญเติบโตสั่งเคราะห์ฮอร์โมนจากเลือกต่อมหมวกไต คือ ฮอร์โมนคอร์ติซอลกระตุ้นการกระจายตัวของเมลานินใต้ผิวหนัง กระตุ้นการสลายตัวของ ไขมัน กระตุ้นการส่งผ่านกรดอะมิโนและกลูโคสที่กล้ามเนื อ

    2. MSH (Melanocyte stimulating hormone) ควบคุมสีผิว 3. GH (Growth hormone) ควบคุมการเจริญเติบโตตามปกติของร่างกาย ลดการสะสมไขมันรักษา

    ระดับน าตาลกลูโคสให้คงท่ี 4. PRL กระตุ้นต่อมน านมให้สร้างน านมในผู้หญิงที่ตั งครรภ์และขณะเลี ยงทารกและพบว่าขณะที่ทารก

    ดูดนมแม่จะมีการกระตุ้นให้หลั่งฮอร์โมนนี เพิ่มมากขึ นท าให้มีน านมเลี ยงทารกตลอดเวลาแต่ถ้ามารดาที่ไม่ให้นมทารกการหลั่งฮอร์โมนนี จะน้อยลงมีผลท าให้ต่อมน านมหยุดสร้างน านม

  • 5. FSH (Follicle stimulating hormone) กระตุ้น และควบคุมการเจริญเติบโตและสร้างฮอร์โมนเพศหญิงของรังไข่ การตก ไข่ (Ovulation) การสร้างเชื ออสุจิในเพศชาย

    6. LH (Luteinizing hormone) ในผู้ชายท าหน้าทีก่ระตุ้นให้ กลุ่มเซลล์อินเตอร์สติเชียล หรือ เซลล์เลย์ดิกสร้างฮอร์โมนเพศชาย คือ เทสโทสเทอโรน ในผู้หญิงท าหน้าที่กระตุ้นการตกไข่จากฟอลลิเคิลและกระตุ้นให้เกิดคอร์ปัสลูเทียมและสร้างฮอร์โมนโพรเจสเทอโรน ท าหน้าที่ร่วมกับฮอร์โมนอีสโทรเจนท าให้มีการเปลี่ยนแปลงที่รังไข่และมดลูกเพ่ือรอรับการฝังตัวของเอ็มบริโอ

    7. TSH หลั่ง มากตอนกลางคืนขณะหลับ ลดลงหลังตื่น กระตุ้นและควบคุมการท างานของต่อมไทรอยด์ โดยกระตุ้นการเจริญเติบโตของต่อมให้มีการสร้างและการหลั่งฮอร์โมนจากต่อมคือ T3 และ T4 กระตุ้นการสลายไขมันจากเนื อเยื่อไขมัน

    ต่อมใต้สมองส่วนหลัง (POSTERIOR PITUITARY)

    ต่อมใต้สมองส่วนหลัง ไม่ได้สร้างฮอร์โมนได้เอง แต่มีปลายแอกซอนของนิวโรซีครีทอรีเซลล์ จากสมองส่วนไฮโปทาลามัสมาสิ นสุด และหลั่งฮอร์โมนประสาทออกมาสู่กระแสเลือดเข้าสู่เส้นเลือดที่มาเลี ยงต่อม ใต้สมองส่วนหลังดังนั นฮอร์โมนที่หลั่งออกมาจากต่อมใต้สมองส่วนหลังก็คือ ฮอร์โมนประสาทนั่นเอง เป็นที่เก็บและหลั่ง ฮอร์โมน 2 ชนิดซึ่งสร้างจากเซลล์ประสาทใน ไฮโปธาลามัส คือ 1. Oxytocin คือ ฮอร์โมนที่มีสูตรเคมีคล้ายกับ ADH มาก แต่มีหน้าที่แตกต่างกัน ออกซิโทซินจะถูกหลั่งออกมามากในหญิงตั งครรถ์ที่ใกล้คลอด โดยมีผลกระตุ้นให้มดลูกหดตัวเป็นระยะ ๆ ซึ่งช่วยใหเกิดกระบวนการคลอด นอกจากนั นภายหลังคลอด การดูดนมของทารกจะเป็นการกระตุ้นการหลั่งออกซิโทซิน นอกจากนั นจะท าให้มดลูกเข้าอู่เร็ว เนื่องจากมีการหดตัวของมดลูก 2. วาโสเพรสซิน (Vasopressin antidiuretic hormone = ADH) ท าหน้าที่กระตุ้นการดูดซึมน ากลับสู่กระแสเลือดบริเวณท่อรวม (collecting duct) ของหน่วยไต ซึ่งช่วยรักษาสมดุลน า ถ้าขาดจะเป็นโรคเบาจืด จะปัสสาวะบ่อยเนื่องจาก ท่อหน่วยไตดูดน ากลับเข้าสู่ท่อได้น้อย

    จุลกายวิภาคของต่อมใต้สมอง (MICROSCOPIC ANATOMY OF THE PITUITARY GLAND)

    ต่อมใต้สมอง (Pituitary gland หรือ Hypophysis) เป็นต่อมไร้ท่อที่มีขนาดเล็ก ขนาดประมาณ 1 เซนติเมตร หนักประมาณ 0.5 กรัม อยู่ตรงกลางในส่วนที่เป็นฐานของกะโหลกศีรษะซึ่งเป็นฐานรองรับสมองทั งหมด ต่อมนี จึงได้ชื่อว่า ต่อมใต้สมอง

  • ต่อมใต้สมองสร้างฮอร์โมนส าคัญทั งหมด 9 ชนิดเพ่ือควบคุมการท างานของต่อมไร้ท่อเกือบทั งหมดทั่วร่างกายโดยอยู่ในการควบคุมของฮอร์โมนจากสมองไฮโปธาลามัส

    ต่อมใต้สมองแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนหน้าและส่วนหลัง 1. ต่อมใต้สมองส่วนหน้า (Anterior pituitary หรือ Adenohypophysis): ต่อมส่วนนี ถูกควบคุมโดยสมองไฮโปธาลามัส มีหน้าที่สร้างฮอร์โมนทั งหมด 7 ชนิด ได้แก่

    – Adenocorticotropic hormone หรือ Corticotropin เรียกย่อว่า ACTH มีหน้าที่ควบคุมการท างานของต่อมหมวกไต

    – Beta-endorphin ท าหน้าที่เก่ียวข้องกับความเจ็บปวดของร่างกาย – Thyroid stimulating hormone หรือ Thyrotropin เรียกย่อว่า TSH/ทีเอสเอช มีหน้าที่

    ควบคมุการท างานของต่อมไทรอยด์ – Follicle stimulating hormone เรียกย่อว่า FSH/เอฟเอสเอช มีหน้าที่ควบคุมการเจริญเติบโต

    และการท างานของรังไข่ในผู้หญิงและของอัณฑะในผู้ชาย โดยจะท างานร่วมกับฮอร์โมน LH – Luteinizing hormone หรือ Lutropin เรียกย่อว่า LH/แอลเอช มีหน้าที่ควบคุมการท างานของ

    รังไข่ในผู้หญิงและของอัณฑะในผู้ชาย – ฮอร์โมนเพ่ือการเจริญเติบโต (Growth hormone หรือ Human growth hormone) เรียกย่อ

    ว่า GH/จีเอช หรือ HGH/เอชจีเอช – Prolactin หรือ Lactogenic hormone (ไม่นิยมเรียกย่อ) หน้าที่ควบคุมการสร้างฮอร์โมนเพศ

    ของรังไข่และการสร้างน านมของเต้านม

    อนึ่ง ปัจจุบันพบว่า เนื อเยื่อส่วนที่อยู่ระหว่างต่อมใต้สมองส่วนหน้าและต่อมใต้สมองส่วนหลังเรียกว่า Intermediate lobe (ซึ่งการศึกษาเชื่อว่า น่าจะเป็นส่วนของต่อมใต้สมองส่วนหน้า) จะสร้างฮอร์โมนชื่อ Melanocyte stimulating hormone เรียกย่อว่า MSH/เอ็มเอสเอช ที่มีหน้าที่กระตุ้นการท างานของเซลล์เม็ดสี (Melanocyte) เช่น ที่ผิวหนัง ผม ขนต่างๆ และยังช่วยกระตุ้นความรู้สึกหิวและความรู้สึกทางเพศ

    2. ต่อมใต้สมองส่วนหลัง (Posterior pituitary): สร้างฮอร์โมน 2 ชนิดคือ – Oxytocin มีหน้าที่ช่วยการบีบตัวของมดลูกและในการหลั่งน านม และอาจเกี่ยว ข้องกับความ

    เสียวสุดยอดทางเพศ (Orgasm) – Vasopressin หรือ Antidiuretic hormone เรียกย่อว่า ADH/เอดีเอช มีหน้าที่ช่วยไตในการคง

    สมดุลของน าในร่างกายโดยการช่วยดูดซึมน ากลับเข้าหลอดเลือด ไม่ให้ไตขับปัสสาวะ/น าออกในปริมาณมากเกินไป, ช่วยการบีบตัวของหลอดเลือดแดง เพ่ือคงความดันโลหิตให้อยู่ในภาวะปกติด้วย, และเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดความก้าวร้าวในผู้ชาย

  • ทั งนี ต่อมใต้สมองมักไม่ค่อยเกิดโรค เมื่อเกิดโรคมักเกิดจากเนื องอกหรือเซลล์ต่อมใต้สมองท างานเกินปกติ ซึ่งทั ง 2 กรณีจะส่งผลให้มีการสร้างฮอร์โมนผิดปกติ ซึ่งมีได้ทั งการสร้างฮอร์โมนต่างๆลดลงหรือการสร้างฮอร์โมนต่างๆในปริมาณเพ่ิมขึ น

    ต่อมไพนีล (THE PINEAL GLAND)

    ต่อมไพนีล เป็นอวัยวะเล็กๆ สีน าตาลแดงรูปลูกแพร ซึ่งวางอยู่เหนือสมองส่วนกลาง (midbrain) อยู่ใต้ splenium ของ corpus callosum ต่อมนี วัดความยาวได้ 8 ม.ม. และส่วนฐานชี ไปทางด้านหน้า และติดอยู่กับขั ว (peduncleหรือ stalk) แบ่งออกเป็น 2 ชั น คือ superior และ inferior lamina โดยตรงกลางระหว่างสองชั นนี เป็น pineal recess ของ third ventricle inferior lamina อยู่ติดกับ posterior commissure ส่วน superior lamina ไปยึดติดกับ habenular commissure ต่อมไพนีล ในสัตว์เลี ยงลูกด้วยนมเป็นต่อมไร้ท่อหลักท่ีส าคัญในการปรับแต่งการท างานของต่อมไร้ท่ออ่ืนๆ ต่อมที่ถูก pineal gland ควบคุมคือ adenohypophysis, neurohypopysis, endocrinepancreas, parathyroids , adrenal cortex, adrenal medulla และ gonads ผลของฮอร์โมน ที่หลั่งจากต่อมไพนีลต่อต่อมไร้ท่ออ่ืนๆโดยทั่วไปเป็นผลในการยับยั งการท างาน (inhibitory) เมื่อเส้นประสาทตาถูกกระตุ้นแล้วจะมีการยับยั งการท างานของต่อมนี ดังนั นต่อมนี จะท างานมากในเวลากลางคืน เป็นผลให้มีการพักผ่อนของต่อมไร้ท่ออื่นๆที่ถูกควบคุมอยู่

  • จุลกายวิภาคของต่อมไพนีล (MICROSCOPIC ANATOMY OF THE PINEAL GLAND)

    ถุงหุ้ม(capsule) ต่อมนี ต่อเนื่องมาจากเยื่อหุ้มสมองชั นใน(pia mater) จากถุงหุ้มนี่จะมีผนังกั นยื่นเข้าไปในเนื อต่อม แบ่งต่อมออกเป็นกลีบ(lobe) และกลีบย่อย(lobule) กลีบย่อยแต่ละกลีบ ประกอบด้วยเซลล์หลักที่เปลี่ยนแปลงมาจากเซลล์ประสาท (modified neurons) เรียกว่า pinealocyte หรือ pineal chief cells การย้อมธรรมดาด้วย H&E จะเห็นนิวเคลียส กลมมีnucleoli เด่นชัดเหมือนเซลล์ประสาท แต่ cytoplasm มองเห็นไม่ชัด แต่เมื่อย้อมพิเศษด้วย silver stain จะเห็นส่วนยื่นของเซลล์ยาว แตกแขนงและปลายพองเป็นกระเปาะไปเกาะกับหลอดเลือดฝอยในไซโทรพลาซึม มี granules และ lipid droplets นอกจากนั นสามารถพบ supporting cells ที่พบในระบบประสาทส่วนกลางได้ คือ neuroglial cells พวก astrocyte และ microglia ได ้ ในเนื อต่อมมี่โครงสร้างลักษณะเป็นวงซ้อนกัน (lamellated bodies) มีขนาดต่างๆกัน ย้อมติดสีน าเงิน เรียกโครงสร้างนี ว่า Brain sand หรือ Corpora arenacer หรือ Acervuli

    ต่อมธัยรอยด์ (THE THYROLD GLAND)

    ต่อมธัยรอยด์ เป็นต่อมสีน าตาลแดงที่มีเลือดมาเลี ยงมาก อยู่ที่ส่วนล่างของคอทางด้านหน้าตรงกับกระดูกสันหลังส่วนคอ ตั งแต่อันที่ 6 ถึงกระดูกสันหลังส่วนอกอันที่ 1 ถูกหุ้มด้วยเยื่อพังผืดที่หุ้มกล่องเสียงและหลอดลม ที่เรียกว่า Pretracheal layer of deep cervical fascia ประกอบด้วยกลีบขวา (right lobe) และกลีบซ้าย(left

  • lobe) ติดต่อถึงกันข้ามแนวกลางตัวโดยส่วนคอดที่เรียกว่า isthmus น าหนักแตกต่างกันได้บ้างแต่ปกติหนัก 25 กรัม โตเล็กน้อยในเพสหญิง และจะโตมากขึ นเมื่อมีประจ าเดือนหรือตั งครรภ์ กลีบข้างเป็นรูปกรวยมียอดชี ขึ นไปทางด้านบนค่อนมาทางด้านหลังจนถึงระดับ oblique line ของกระดูกอ่อน thyroid ฐานอยู่ประมาณระดับกระดูกอ่อนของหลอดลมวงที่ห้าหรือหก ความกว้างทางด้านข้าง 3 ซม. และมีความหนาตามแนวหน้าหลังวัดได้ 2 ซม. ทางด้านในค่อนมาทางด้านหลังของทั งสองกลีบยึดติดด้านข้างของกระดูกอ่อน cricoid โดยเยื่อพังผืดเป็นแถบเหนียวเรียกว่า lateral ligament ของต่อมธัยรอยด์ ทางด้านข้างและด้านผิวหน้านูนออก ถัดอกไปจาก pretracheal fascia ด้านนี ของต่อมถูกหุ้มทับอีกชั นอย่างมิดชิดโดยกล้ามเนื อ sternothyroid และจุดเกาะของกล้ามเนื อนี เองที่ oblique line ของกระดูกอ่อน thyroid ป้องกันไม่ให้ส่วนบนของ lobe ขยายขึ นไปมากกว่านั น ทางด้านผิวในทาบไปกับกล่องเสียง (larynx) และหลอดลม (tracher) ทางด้านผิวด้านนอกค่อนไปทางด้านหลังจะสัมพันธ์กับ carotid sheath ที่คลุมอยู่บน common carotid artery ต่อมพาราธัยรอยด์มักอยู่ทางด้านผิวนอกค่อนไปทางด้านหลังนี ส่วนคอดเชื่อมส่วนล่างของทั งสองกลีบ เข้าด้วยกันวัดตามขวางได้ 1.25 ซม. และวัดได้เท่ากันในแนวดิ่ง และมักคลุมอยู่บนกระดูกอ่อนของหลอดลมวงที่สองและสาม แต่อาจสูงหรือต่ ากว่านี ได้ ในบางครั งส่วนคอดนี อาจไม่มีก็ได ้ กลีบสุดท้ายที่มีรูปร่างเป็นกรวยแหลมคือ pyramidal lobe อาจพบได้ในบางคน โดยยื่นขึ นไปจากส่วนบนของส่วนคอดไปยังกระดูก hyoid หรือจากส่วนที่ติดกันของกลีบใดก็ได้กับส่วนคอด ซึ่งมักจะเป็นกลีบซ้ายอาจพบว่าแยกออกจากต่อม หรือมี 2 หรือ 3 ส่วนแยกกันได ้ แถบพังผืดหรือกล้ามเนื อปนพังผืดบางครั งเชื่อมส่วนกลางของกระดูก hyoid เข้ากันส่วนคอดของต่อมหรือเชื่อมเข้ากับ pyramidal lobe เมื่อเป็นกล้ามเนื ออาจถูกเรียกว่า levator of thyroid gland บางครั งมีก้อนเนื อเยื่อของต่อมธัยรอยด์ อยู่ในบริเวณกลีบข้าง หรืออยู่ทางด้านบนของส่วนคอดมักถูกเรียกว่า accessory thyroid gland ร่องรอยที่เหลือของ thyroglossal duch ที่เกิดจากการเจริญเติบโตของ thyroid gland อาจยังคงอยู่ระหว่างส่วนคอดกับ foramen caecum ของลิ นและอาจท าให้เกิดก้อนเนื อ หรือถุงน าของเนื อเยื่อติอมธัยรอยดอ์ยู่ใกล้แนวกลางตัวหรือแม้แต่ในเนื อของลิ น บริเวณท่ีซึ่งเคยเป็นจุดก าเนิดของต่อมไร้ท่อต่อมนี ในตัวอ่อน

  • จุลกายวิภาคของต่อมธัยรอยด์ (MICROSCOPIC ANATOMY OF THE THYROID GLAND)

    ต่อมธัยรอยด์มถุงหุ้ม (capsule) เป็นเนื อเยื่อติดต่อชนิดเส้นใยบางๆ มีส่วนของถุงหุ้มด้านในยื่นเป็นผนังกั น เข้าไปแบ่งต่อมออกเป็นกลีบและกลีบย่อย แต่ละกลีบย่อยประกอบด้วย เซลล์รูปลูกบาศก์ (follicular cell) เรียงตัวชั นเดียวเป็นถุงน าเล็กๆมากมายมีขนาดแตกต่างกันไป ภายในถุงน าที่เรียกว่า follicle นี มีสาร colloid ที่สร้างและหลั่งจากเซลล์เหล่านี บรรจุอยู่ สารเหล่านี คือ hyoid hormone นั่นเอง รอบๆ follicle เป็น reticular network เป็นโครงร่างรองรับถุงน าเหล่านี และมีหลอดเลือดฝอยแทรกอยู่มากมายทั่วไป follicular cell มีนิวเคลียสกลมใส cytoplasm มี granules เล็กๆติดสีฟ้า ที่ผิวของเซลล์ด้านที่สัมผัสกับ colloid มี microvilli ที่มองไม่เห็นด้วยกล้องจุลทรรศน์ธรรมดายื่นออกไป ในช่องระหว่าง follicles ที่ติดกันจะมีเซลล์อีกชนิดหนึ่งมีขนาดใหญ่ cytoplasm มีมากและใสมองไม่เห็น granules เรียกเซลล์ชนิดนี ว่า Parafollicular cells หรือ C-cells เซลล์ชนิดนี มีหน้าที่สร้าง thyrocalcitonin

    ต่อมพาราธัยรอยด์(PARATHYROID GLANG)

    ต่อมพาราไทรอยด์ เป็นต่อมเล็กๆมีทั งหมด 4 ต่อมโดยที่อยู่ติดกับด้านหลังของต่อมธัยรอยด์ 2 ข้างซึ่งพบ ข้างละ 2 ต่อม มีความส าคัญในสัตว์เลี ยงลูกด้วยนมเท่านั น ต่อมพาราไทรอยด์สร้างพาราไทรอยด์ฮอร์โมน (parathyroid hormone) หรือ พาราฮอร์โมน (parathormone) เรียกชื่อย่อว่าพีทีเอช (PTH) ท าให้ระดับความเข้มข้น ของแคลเซียมในกระแสเลือดเพ่ิมขึ น และลดระดับของฟอสเฟตที่กระดูก ไต และล าไส้เล็ก เพ่ิมกระบวนการสลายแคลเซียมออกจากกระดูก และยับยั งกระบวนการสร้างกระดูก ในขณะ เดียวกันก็เพ่ิมการดูดกลับของแคลเซียมที่ไตท าให้ระดับแคลเซียมในกระแสเลือด เพิ่มขึ น กระตุ้นการขับฟอสเฟตออกไปกับปัสสาวะ พาราฮอร์โมนเร่งอัตราการดูดซึม แคลเซียมจากอาหารที่ ล าไส้เล็กโดยการท างานร่วมกับวิตามินดี พาราฮอร์โมนเพ่ิมการ สลายแคลเซียมจากกระดูกและ เพ่ิมการดูดซึมแคลเซียมกลับที่ไต เร่งการขับฟอสเฟตที่ ไต ท าให้ระดับของแคลเซียม(Ca2+) ในกระแสเลือดเพ่ิมขึ น

    จุลกายวิภาคของต่อมพาราธัยรอยด์ (MICROSCOPIC ANATOMY OF THE PARATHYROID GLANG)

    ต่อมพาราธัยรอยด์มีถุงหุ้มบางมากและหุ้มอีกชั นที่ถุงหุ้มของต่อมธัยรอยด์จากถุงมีแผ่นกั น (septa) ยื่นเข้าไปในเนื อต่อม มีเส้นใยสานเป็นร่างแห (reticular network) ค าจุนเซลล์แล้วมีหลอดเลือดฝอยแทรกอยู่ทั่วไป

  • เซลล์ที่พบในต่อมพาราธัยรอยด์มี 2 ชนิด เรียงตัวเป็นแท่งแทรกด้วยหลอดเลือดฝอย บางแห่งเกาะกันเป็นกลุ่มแน่น เซลล์ชนิดแรกที่พบคือ Principal cells หรือ Chief cells มีจ านวนมากมาย ลักษณะเป็นทรงกลม มี nucleus ใหญ่เกือบเต็มเซลล์ cytoplasm น้อยติดสีจาง principal cells คือเซลล์ที่สร้าง parathormone อีกชนิดหนึ่งเป็นเซลล์ขนาดใหญ่มีจ านวนน้อยพบเกาะกันเป็นกลุ่ม มี nucleus เล็กสีเข้ม cytoplasm มี granules ติดสีชมพู เรียกเซลล์ชนิดนี ว่า Oxyphils หรือ Acidophilic cells เซลล์ชนิดนี คือ principal cells ที่เสื่อมสภาพไปจะพบได้มากขึ นเรื่อยๆ เมื่ออายุเพื่มขึ น

    ต่อมหมวกไต (ADRENAL GLAND)

    ต่อมหมวกไตมีลักษณะเป็นต่อมขนาดเล็กรูปสามเหลี่ยมครอบอยู่ทางส่วนบนของไตทั ง 2 ข้างประกอบด้วย เนื อเยื่อ 2 ชั นที่แตกต่างกันและแยกออกจากกันอย่างชัดเจนคือ

    1. เนื อเยื่อชั นนอก เรียกว่าอะดรีนัลคอร์เทกซ์ (adrenal cortex) เจริญมาจากเนื อชั นกลาง (mesoderm) สร้างฮอร์โมนประเภทสารสเตียรอยด์ได้มากชนิดที่สุด

    อะดรีนัลคอร์เทกซ์(Adrenal cortex) สร้างฮอร์โมน 3 กลุ่ม คือ

    – กลูโคคอร์ติคอยด์ (Glucocorticoids) เช่น คอร์ติซอลCortisol hormone ท าหน้าที่ กระตุ้นการสลาย glycogen ไปเป็น glucose กระตุ้นการสลายไขมันไปเป็นกรดไขมัน เพ่ิมการดูด Na+ กลับที่ท่อของหน่วยไต ถ้า cortisol มากเกินไปจะเป็น Cushing’s syndrome

    – มิเนอราโลคอร์ติคอยด์ (Mineralocorticoids) เช่น Aldosterone hormone ท าหน้าที่ ควบคุมเมตาโบลิซึมของเกลือแร่เป็นส าคัญ เพ่ิมการดูด Na+ กลับ และเพ่ิมการขับ K+ และ Cl- ทิ งไปกับปัสสาวะ

    – อะดรีนัลเซกส์ ฮอร์โมน (Adrenal sex hormone) ได้แก่ ฮอร์โมนเพศต่างๆ คือ Estrogen , Progesterone และ Testosterone ถ้าต่อมหมวกไตส่วนนอกถูกท าลายจนไม่สามารถสร้างฮอร์โมนได้ จะท าให้เป็น Addoson’s disease ซึ่งมีอาการ คือ คนไข้จะซูบผอม ผิวหนังตกกระ ร่างกายไม่สามารถรักษาสมดุลของแร่ธาตุ อาจถึงแก่ความตาย

    2. เนื อเยื่อชั นใน เรียกว่าอะดรีนัลเมดุลลา (adrenal medulla) เจริญมาจากเนื อชั นนอก (ectoderm) สร้างฮอร์โมนจ าพวก Amine , Polypeptide

    อะดรีนัล เมดุลลา(Adrenal medulla) เป็นต่อมที่อยู่ภายใต้การควบคุมของระบบซิมพาเธติกสร้างฮอร์โมนส าคัญ 2 ชนิด คือ

  • – Adrenalin หรือ Epinephrine มีปริมาณมาก มีอวัยวะเป้าหมายคือ ตับกล้ามเนื อหัวใจ และกล้ามเนื อเรียบ หน้าที่ของ adrenalin คือ เพ่ิมอัตราการเต้นของหัวใจ เพ่ิมระดับน าตาลในเลือด เพ่ิมการใช้ O2 ของเซลล์ ท าให้เซลล์มีพลังงานมาก กระตุ้นให้ artery เล็กๆที่อวัยวะภายในขยายตัว ช่วยให้การล าเลียงอาหาร O ไปให้อวัยวะได้มากขึ น หลั่งออกมามาก เมื่อร่างกายอยู่ในภาวะฉุกเฉิน จึงเรียก adrenal medulla ที่สร้างฮอร์โมนนี ว่า“ต่อมฉุกเฉิน (The gland of Emergency)”

    – Noradrenalin หรือ Norepinephrine มีปริมาณน้อย มีอวัยวะเป้าหมาย คือตับ กล้ามเนื อหัวใจ และกล้ามเนื อเรียบ หน้าที่ของ Noradrenalin มีหน้าที่เช่นเดียวกับ Adrenalin แต่มีฤทธิ์ต่ ากว่าและผลที่ได้ต่างไปจาก Adrenalin คือท าให้artery หดตัว

    จุลกายวิภาคต่อมหมวกไต (MICROSCOPIC ANATOMY OF THE SUPRERENAL GLAND)

  • ต่อมหมวกไตมีถุงหุ้มเป็นเนื อเยื อต่อชนิดที่มีเส้นใยหนาแน่น (dense fibrous connective tissue) เป็นเนื อต่อมแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ adrenal cortex ซึ่งอยู่ใต้ต่อถุงหุ้มเข้าไปและ adrenal medulla ซึ่งถูก adrenal cortex หุ้มไว้ ส่วนของ adrenal cortex แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ตามลักษณะการจัดเรียงตัวของเซลล์ในเนื อต่อมจากด้านนอกเข้าไปด้านในคือ Zona glomerulus, Zona fasciculate และ Zona reticularis

    – Zona glomerulus เป็นชั นนอกสุดอยู่ติดกับถุงหุ้ม เป็นชั นที่บางประกอบด้วยเซลล์ทรงกระบอกเรียงตัวเป็นรูปวงรี มี nucleus สีเข้ม cytoplasm น้อยสีฟ้าจางมีหลอดเลือดฝอยแทรกอยู่ระหว่างวงของเซลล์

    – Zona fasciculate เป็นชั นกลางหนาที่สุด มีเซลล์รูปหลายเหลี่ยมขนาดใหญ่เรียงตัวเป็นแท่นคั่นด้วยหลอดเลือดฝอย cytoplasm เป็นฟองเพราะมี lipid droplets มาก เซลล์แทบไม่ติดสี แต่ในชั นล่างๆติดสีฟ้าจาง

    – Zona reticularis เป็นชั นในสุดของชั น adrenal cortex มีเซลล์เรียงตัวต่อกันเป็นร่างแห เซลล์มีขนาดเล็กกลม มี nucleus เล็ก cytoplasm ติดสีแดงเข้มในเซลล์ล่างๆ เพราะมี granule ที่ติดสี

    ส่วนของ adrenal medulla ที่อยู่กลางต่อม มีหลอดเลือดด าขนาดใหญ่แทรกอยู่ เซลล์เป็นรูปไข่เรียงตัวเป็นร่างแห ล้อมรอบด้วยหลอดเลือดฝอยมากมาย nucleus ของเซลล์ใส (vesicular nucleus) cytoplasm มี granules ติดสีน าเงินเข้ม เมื่อย้อมพิเศษด้วย potassium bicromate จะเห็น granules เป็นสีน าตาล จึงเรียกชื่อเซลล์ชนิดนี ว่า Chromaffin cell หรือ Pheochromes นอกจากนี ยังอาจพบ sympathetic ganglion cells เป็นกลุ่มปะปนใน adrenal medulla ลักษณะของเซลล์คล้าย chromaffin cells แต่ granules ใน cytoplasm ติดสีชมพู

    ต่อมธัยมัส (THE THYMUS)

    Thymus มีขนาดเปลี่ยนแปลไปตาอายุ จากการทดลองเป็นจ านวนมากพบว่า Thymus เป็นอวัยวะแรกที่เป็นหลักของระบบน าเหลือง แรกเกิดมีน าหนักระหว่าง 10 – 15 กรัม และยังคงโตขึ นเรื่อยๆ จนกระทั่งเข้าสู่วัยรุ่น ในวัยนี จะมีน าหนักอยู่ระหว่าง 30 – 40 กรัม จากนั นจึงเริ่มลดขนาดลงเรื่อยๆ โดยการเหี่ยวลงและถูกแทนที่ด้วยเนื อเยื่อไขมัน จนเมื่อถึงวัยกลางคนอาจหนักเพียง 10 กรัม เท่านั น แม้กระนั นยังคงใหญ่และหนักได้ระหว่าง 28 – 50 กรัม โรคเฉพาะบางอย่างเร่งการลดขนาดของต่อมให้เร็วขึ น จึงอาจเป็นสาเหตุของขนาดที่แตกต่างกันได้มากในแต่ละคน

  • ในช่วงแรกของชีวิตเนื อต่อมนี มีสีเทาอมชมพู นุ่มและผิวเป็นลอนนูนละเอียด ประกอบด้วยกลีบรูปกรวยสองข้างที่มีขนาดต่างกัน ยึดไว้ด้วยกันด้วยเนื อยึดต่อแม้ว่า Thymus มักถูกกล่าวในลักษณะอวัยวะเดี่ยว แต่แท้จริงแล้ว แต่ละกลีบพัฒนามาจาก third pharyngeal pounch แต่ละข้าง และติดอยู่ที่ต าแหน่งปกติในลักษณะเป็นกลีบสองกลีบ แยกจากกันอย่างแท้จริงออกเป็นกลีบซ้ายและขวา Thymus วางใน anterior และ superior mediastinum ของช่องอกและยื่นออกไปด้านล่างจนถึงกระดูกอ่อนของซี่โครงซี่ที่สี่และส่วนบนที่มีลักษณะเลียบเล็กยื่นเข้าไปในคอบางครั งไกลถึงระดับขั วล่างของต่อมธัยรอยด์หรือสูงกว่า รูปร่างธัยรอยด์ประกอบด้วยโครงสร้างต่างๆ ที่อยู่ล้อมรอบ ทางด้านหน้าถูกปิดทับด้วยกระดูกอก (sternum) และกระดูกอ่อนของซี่โครงสี่ซี่บน และด้านบนเป็นกล้ามเนื อคอ ด้านหน้าและด้านหลังทาบอยู่กับเยื่อหุ้มหัวใจและหลอดเลือดใหญ่ที่ขั วของหัวใจ และโอบรอบด้านหลังและด้านข้างของหลอดลม หลังวัยกลางคนต่อมนี จะกลายเป็นสีเหลืองเนื่องจากมีการแทรกตัวจากเนื อไขมัน

    จุลกายวิภาคของต่อมธัยมัส (MICROSCOPIC ANATOMY OF THE THYMUS GLAND)

    ถุงหุ้มต่อมธัยมัสเป็นเนื อเยื อต่อที่เรียงตัวหลวม (loose connective tissue) มีผนังกั น (septa) ยื่นเข้าไปแบ่งเนื อต่อมออกเป็นกลีบย่อยเล็กย่อยๆมากมาย ในแต่ละกลีบย่อยประกอบไปด้วยชั นนอกที่เรียกว่า cortex และส่วนเนื อในเรียกว่า medulla Cortex ชั นนอกประกอบไปด้วย small lymphocyte อยู่กันหนาแน่นเห็น nucleus มากมายเป็นจุดสีเข้มอยู่ชิดกันเรียกเซลล์พวกนี ว่า Thymocytes

  • Medulla เป็นเนื อในกลีบย่อย มีสีจางกว่าส่วน cortex เพราะเซลล์ส่วนใหญ่เป็นพวก reticular cells มี lymphocytes ปนอยู่เล็กน้อย ในบริเวณ medulla นี มีโครงสร้างเป็นวงซ้อนกันเป็นชั นๆ (connective lamellae of epithelial structure) ย้อมติดสีชมพูเรียกว่า Hessal’s corpuscle หรือ Thymic corpuscle กระจายอยู่ห่างๆทั่วไป

    ตับอ่อน (PANCREAS)

    ตับอ่อนเป็นอวัยวะที่ประกอบด้วยต่อมมีท่อและต่อมไร้ท่ออยู่รวมกันในส่วนของต่อมมีท่อ รูปร่างคล้ายปลาดุก ส่วนหัวอยู่ทางด้านขวาของเจ้าของ ทอดอยู่ในอ้อมกอดของล าไส้เล็กส่วนต้นที่เรียกว่า ดูโอดีนัม ส่วนหางอยู่ทางซ้ายจ่อติดกับม้าม ตรงกลางมีหลอดเลือดใหญ่ทอดผ่านหลายเส้น ตับอ่อนท าหน้าที่สร้างน าย่อยอาหาร และสร้างฮอร์โมนอินซูลินและกลูคากอน ซึ่งช่วยให้ร่างกายสามารถใช้น าตาลในร่างกายได้เป็นปกติ ตับอ่อนท าหน้าที่ส าคัญเกี่ยวข้องกับการผลิตเอนไซม์ไว้ย่อยอาหาร โดยหลั่งน าย่อยเข้าไปในล าไส้เล็ก ผ่านทางท่อตับอ่อน น าย่อยจัดเป็นเอนไซม์ที่ย่อยสลายไขมัน โปรตีน และคาร์โบไฮเดรตในอาหาร โดยปกติน าย่อยที่สร้างจากตับอ่อนจะยังไม่ออกฤทธิ์ จนกระทั่งเมื่อถูกหลั่งเข้าสู่ล าไส้เล็กส่วนดูโอดินัม จึงจะเริ่มท าหน้าที่ย่อยสารอาหารไขมัน โปรตีน และคาร์โบไฮเดรต แต่เมื่อใดก็ตามท่ีเอนไซม์ หรือน าย่อยเหล่านั นออกฤทธิ์ภายในตับอ่อน หรือถูกกระตุ้นให้เข้าสู่ภาวะแอ็กทีฟ ก็จะเหมือนกับว่าน าย่อยที่สร้างมาจากตับอ่อน ก าลังท าการย่อยเนื อตับอ่อนเอง ท าให้เกิดพยาธิสภาพขึ น ปรากฏอาการและอาการแสดงที่ชัดเจน ต่อมไร้ท่อในตับอ่อนประกอบด้วยกลุ่มเซลล์กระจัดกระจายอยู่ระหว่างของกระเปาะของต่อมมีท่อ เรียกว่ากลุ่มเซลล์เหล่านี ว่า Islets of Langerhans

    จุลกายวิภาคของตับอ่อน (MICROSCOPIC ANATOMY OF THE PANCREAS)

  • เมื่อดูจากกล้องจุลทรรศน์ธรรมดาจะเห็นบริเวณท่ีเป็น Islets of Langerhans มีลักษณะใสกว่าบริเวณอ่ืน มีการเรียงตัวของเซลล์เป็นแท่ง คดเคี ยว และพบหลอดเลือดฝอยแทรกอยู่เป็นจ านวนมาก เมื่อย้อมด้วยสี Mallory Azan พบว่าประกอบด้วยเซลล์ 3 ชนิด คือ

    1. Alpha or A cell พบประมาณ 15 – 20% ติดสีแดง ส่วนมากอยู่บริเวณของกลุ่มเซลล์ ท าหน้าที่สร้างและหลั่งฮอร์โมน Glucagon เพ่ือเพ่ิมระดับน าตาลในเลือด

    2. Beta or B cell พบประมาณ 60 – 70% ติดสีเหลืองน าตาล กระจายอยู่ทั่วไป ท าหน้าที่สร้างและหลั่งฮอร์โมน Insulin เพ่ือลดระดับน าตาลในเลือด ถ้าขาดจะเป็นโรคเบาหวาน (Diabetes Mellitus)

    3. Delta or D cell พบประมาณ 5% ติดสีน าเงิน ท าหน้าที่สร้างฮอร์โมน Somatostatin

  • อ้างอิง

    1. วิไล ซินธเนศ, ธันวา ตันสถิตย,์ และ มนตกานต์ ตันสถิต. (2559). กายวิภาคศาสตร์ของมนุษย์ HUMAN ANATOMY. กรุงเทพมหานคร: หจก.สามลดา.

    2. ศาสตราจารย์เกียรติคุณ, และ แพทย์หญิงพวงทอง ไกรพิบูลย์. (n.d.). กายวิภาคและสรีรวิทยาระบบ ต่อมไร้ท่อ (Anatomy and physiology of endocrine system). สืบค้นจาก http://haamor.com/th/

    3. ระบบต่อมไร้ท่อ (Endocrine System). ค้นเมื่อ 18 พฤศจิกายน 2559. สืบค้นจาก http://www.student.chula.ac.th/~56370890/pituitary%20gland.html

    4. ต่อมใต้สมองส่วนหลัง ( posterior pituitary ). ค้นเมื่อ 19 พฤศจิกายน 2559. สืบค้นจาก http://www.thaigoodview.com/node/49304

    5. ต่อมใต้สมองส่วนหน้า ( anterior pituitary ). ค้นเมื่อ 19 พฤศจิกายน 2559. สืบค้นจาก http://www.thaigoodview.com/node/49302

    http://haamor.com/th/http://www.student.chula.ac.th/~56370890/pituitary%20gland.htmlhttp://www.thaigoodview.com/node/49304http://www.thaigoodview.com/node/49302