of 150/150
บทที่ 2 การใช้ภาษาไทยในการสื่อสาร

บทที่ 2 การใช้ภาษาไทยในการ ......ส านวน โวหาร หร อ ค าท มาจากภาษาต างประเทศ

  • View
    0

  • Download
    0

Embed Size (px)

Text of บทที่ 2 การใช้ภาษาไทยในการ ......ส านวน...

  • บทที่ 2

    การใช้ภาษาไทยในการส่ือสาร

  • ตอนที่ 1 ความรู้พืน้ฐานเร่ืองภาษา

    1.1 ความหมายของภาษา

    1.2 ความส าคญัของภาษา

    1.3 ธรรมชาติของภาษา

    1.4 ลกัษณะของภาษาไทย

    1.5 ระดบัภาษาในภาษาไทย

  • ตอนที่ 1 ความรู้พืน้ฐานเร่ืองภาษา

    • ภาษาเป็นเคร่ืองมือส าคญัของมนุษยใ์นการส่ือสารความคิดความรู้สึกของ ผูส่้งสารไปยงัผูรั้บสาร • บุคคลทุกคนควรมีความรู้พืน้ฐานเร่ือง “ภาษา” ไม่ว่าจะเป็นค า ประโยค ส านวน โวหาร หรือ ค าที่มาจากภาษาต่างประเทศ เพื่อใหก้ารส่ือสารมี ประสิทธิภาพ และสมัฤทธิผล

  • 1.1 ความหมายของภาษา

    • ความหมาย “ภาษา” คือ - ถ้อยค าทีใ่ช้พูดหรือเขยีนเพือ่ส่ือความของชนกลุ่มใดกลุ่มหน่ึง เช่น ภาษาไทย ภาษาจีน - ถ้อยค าทีใ่ช้พูดหรือเขยีนเพือ่การส่ือความหมายเฉพาะวงการ เช่น ภาษาราชการ ภาษากฎหมาย ภาษาธรรม

  • ความหมาย “ภาษา” คือ - เสียง ตัวหนังสือ หรือกริิยาอาการที่ส่ือความได้ เช่น ภาษาพดู ภาษาเขียน ภาษาท่าทาง ภาษามือ - (คอม) กลุ่มของชุดอกัขระ สัญนิยม และกฎเกณฑ์ที่ก าหนดขึน้เพือ่ส่ังงานคอมพวิเตอร์ เช่น ภาษาซี

    1.1 ความหมายของภาษา

  • • นววรรณ พนัธุเมธา (2558, หนา้ 1) ใหค้วามหมายไวว้า่ “ภาษาเป็นเคร่ืองมือใช้ส่ือสาร ถ่ายทอดความคดิจากบุคคลหน่ึงไปยงัอีก บุคคลหน่ึง”

    • นิตยา กาญจนะวรรณ (2555, หนา้ 199) ใหค้วามหมายไวว้า่ “ภาษาเป็นเคร่ืองมือส่ือความหมายที่มีระบบ ใช้เป็นส่ือกลางเพือ่แสดง ความคดิของมนุษย์ และเป็นทีย่อมรับกนัในหมู่ชนที่ใช้ภาษาเดยีวกนั”

    1.1 ความหมายของภาษา

  • • ประสิทธ์ิ กาพยก์ลอน (2514,หนา้ 9) ใหค้วามหมายของภาษาไวว้า่ “สัญลักษณ์ที่มีระบบระเบียบแบบแผน ท าให้คนเราส่ือความหมายกนัได้”

    • จากความหมายขา้งตน้ พอสรุปความหมายของภาษาไดว้า่ ภาษาเป็นเคร่ืองมือในการส่ือสารที่มีระบบระเบียบ ช่วยให้มนุษย์ถ่ายทอด

    ความหมายระหว่างกนัได้

    1.1 ความหมายของภาษา

  • 1.2 ความส าคญัของภาษา

    • ความส าคญัของภาษาแบ่งได ้2 ประเภท 1) ความส าคญัต่อบุคคล 2) ความส าคญัต่อสังคม

  • ความส าคญัต่อบุคคล

    1) ภาษาช่วยให้รับรู้ความคดิความรู้สึก ภาษาเป็นเคร่ืองมือในการส่ือสาร ไม่วา่จะเป็นการส่ือสารดว้ยวัจนภาษา หรืออวจันภาษา การส่ือสารดงักล่าวช่วยใหม้นุษยเ์ขา้ใจ ส่ิงท่ีผูส่้งสาร ตอ้งการส่ือสารออกไป

  • 2) ภาษาช่วยพฒันาความรู้ความคดิของมนุษย์ในทุกช่วงวยั - ในวยัเด็ก ภาษาช่วยท าให้เดก็เรียนรู้ตวัอกัษร เสียง ค าพูดท่ีถ่ายทอดจากมารดาหรือครูช่วยใหเ้ดก็มีพฒันาการท่ีเหมาะสมตามวยั - ในวยัของผู้ก าลงัศึกษาเล่าเรียน ภาษามีบทบาทช่วยให้เกดิความรู้ความคดิทีถ่่ายทอดมาจากครูอาจารย์หรือการอ่านบทเรียน ซ่ึงจะน ามาพฒันาความคิดอ่านตนไดต่้อไป

    ความส าคญัต่อบุคคล

  • 2) ภาษาช่วยพฒันาความรู้ความคดิของมนุษย์ในทุกช่วงวยั (ต่อ) - ในวยัของผู้ก าลงัท างาน ภาษามีบทบาทในการพูดคุยตดิต่อประสานงาน การน าเสนองาน หรือการเข้าร่วมประชุม

  • 3) ภาษาช่วยให้ได้รับรู้ข้อมูลข่าวสาร เท่าทนัสถานการณ์ ภาษาช่วยให้มนุษย์รับรู้ข่าวสารด้วยการฟัง การอ่าน และการดูจากส่ือต่าง ๆ ไม่วา่จะเป็นทางโทรทศัน ์ วิทยหุรืออินเทอร์เน็ต เพื่อใหรู้้ความเคล่ือนไหวของสงัคม และท าใหบุ้คคลหาวิธีการรับมือ การ แกไ้ข การตั้งรับหรือยอมรับเหตุการณ์ท่ีเกิดข้ึนอยา่งมีความพร้อมได ้

  • 4) ภาษาช่วยให้เกดิความจรรโลงใจและความบันเทิง

    เช่น ฟังสุนทรพจน์ ฟังโอวาท หรือฟังเทศน์ช่วยใหเ้กิด การขดัเกลาจิตใจใหล้ะเอียดอ่อน เช่น การอ่านค าประพนัธ์ การอ่านหนังสือธรรมะ หรือหนังสือ ช่วยใหแ้ง่คิดในการด าเนินชีวติ

    ความส าคญัต่อบุคคล

  • เช่น เขียนอวยพร เขียนร้อยกรอง เขียน ค าช่ืนชมสดุด ี ช่วยใหท้ั้งผูเ้ขียนและผูรั้บมีความสุข และตระหนกัรู้คุณค่าของตน เช่น การชมภาพยนตร์ การฟังเพลง การฟังเร่ืองตลกขบขัน

    การอ่านเร่ืองข าขัน การอ่านการ์ตูน

    การอ่านนิยาย

  • 5) ภาษาช่วยในการประกอบอาชีพและการท างาน ภาษาช่วยในการติดต่อประสานงานภายในองคก์ร เช่น การพูดคุยตดิต่อประสานงาน การประชุม การปรึกษาหารือ การแจ้งนโยบาย การเขยีนจดหมายสมัครงาน จดหมายธุรกจิ ภาษาเป็นเคร่ืองมือส าคญัในการท างานหรือเป็นอาชีพหารายได ้เช่น งานพธีิกร นักร้อง นักแสดง ผู้ด าเนินรายการวทิยุ พ่อเพลงแม่เพลง ลเิก โขน หมอล า

    ความส าคญัต่อบุคคล

  • ความส าคญัต่อสังคม

    1) ภาษาช่วยให้เกดิการเรียนรู้สังคมวฒันธรรม

    โดยการเรียนรู้น้ีอาจถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษ การสัง่สอนของครอบครัว โรงเรียน หรือการสงัเกตพฤติกรรมของคนในสงัคม ดงัน้ี ในรูปของวฒันธรรมทีเ่ป็นมุขปาฐะ ในรูปของวฒันธรรมทีบั่นทกึเป็นลายลกัษณ์อกัษร ในรูปของประเพณ ี ขนบธรรมเนียมหรือจารีต

  • ในรูปของวฒันธรรมทีเ่ป็นมุขปาฐะ อาทิ เร่ืองเล่า ต านาน เพลงและดนตรีพ้ืนบา้น การละเล่น การแสดง สุภาษิต คติเตือนใจต่าง ๆ ในรูปของวฒันธรรมทีบั่นทกึเป็นลายลกัษณ์อกัษร อาทิ วรรณคดี จารึก หรือ บนัทึกทางประวติัศาสตร์ ในรูปของประเพณ ี ขนบธรรมเนียมหรือจารีต

  • 2) ภาษาช่วยให้สังคมด ารงอยู่ได้อย่างสงบสุข เช่น ตัวบทกฎหมายที่บันทึกเป็นลายลกัษณ์อกัษร

    กฎระเบียบที่ไม่ได้บันทกึเป็นลายลกัษณ์ แต่อยูใ่นรูปของจารีตประเพณี มารยาททางสงัคม ซ่ึงส่ิงเหล่าน้ีนับเป็นภาษาทีช่่วยควบคุมพฤตกิรรม ความคดิจิตใจของคนใน สังคมให้อยู่ในกรอบทีเ่หมาะสมและดงีาม และช่วยใหส้งัคมมีความปกติสุขเรียบร้อย

    ความส าคญัต่อสังคม

  • 3) ภาษาช่วยแสดงเอกลกัษณ์ของชาติ เช่น ภาษาไทยเป็นค าโดด มีความหมายอสิระ ไม่ต้องเปลีย่นรูป ไม่มีเพศ หรือกาล ภาษาไทยเป็นภาษาที่ถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษจากรุ่นสู่รุ่น

    - ภาษาในวรรณคดี ฉนัทลกัษณ์ในงานร้อยกรอง - การอ่านท านองเสนาะ - การขบัเสภา - การร้องเพลงพ้ืนบา้น

    ความส าคญัต่อสังคม

  • 1.3 ธรรมชาติของภาษา

    • ธรรมชาติของภาษา คือ ลกัษณะของภาษาในแต่ละชาติท่ีมีเหมือนกนั เป็นสากล ไม่วา่ภาษาใดจะมีลกัษณะน้ีอยูร่่วมกนั ดงัน้ี 1) ภาษาเป็นพฤติกรรมทางสังคม มนุษยส์ามารถเรียนรู้ภาษาไดจ้ากการสังเกต เลยีนแบบ หรือได้รับการ ส่ังสอนมาจากบุคคลในสงัคมเดียวกนั

  • 2) ภาษาเป็นเคร่ืองมือในการส่ือสารของมนุษย์ มนุษยอ์ยูร่่วมกนัเป็นสงัคม จึงจ าเป็นตอ้งติดต่อรับรู้เร่ืองราวซ่ึงกนัและกนั ผา่นภาษาท่ีก าหนดข้ึน 3) ภาษามีโครงสร้างที่มีระบบระเบียบ ภาษาแต่ละภาษาจะมีโครงสร้างท่ีเป็นระบบกฎเกณฑ ์กฎเกณฑ์ของบาง ภาษาอาจแตกต่างหรือมีลกัษณะของภาษาร่วมกนักบัอีกภาษาหน่ึง 4) ภาษามีการเปลีย่นแปลงได้ การเปล่ียนแปลงของภาษามีทั้งสร้างจ านวนเพิม่มากขึน้ การตัดทอน และการเลกิใช้ การกลายทั้งเสียง และความหมาย

  • 1.4 ลกัษณะของภาษาไทย 1) ภาษาไทยเป็นภาษาค าโดด 5) ค าในภาษาไทยมเีสียงสูงต า่ตามเสียง

    วรรณยุกต์

    2) ค าไทยแท้ส่วนใหญ่มพียางค์เดยีว 6) ภาษาไทยมกีารสร้างค า เพือ่ให้มีความหมายมากขึน้

    3) ภาษาไทยมลีกัษณะนามใช้จ านวนมาก 7) การเรียงล าดบัค าตามหลกัไวยากรณ์ไทย

    4) ค าไทยแท้มตีัวสะกดตรงตามมาตรา 8) ภาษาไทยมรีะดบัการใช้และการใช้เฉพาะบุคคล

  • 1) ภาษาไทยเป็นภาษาค าโดด คือ ภาษาท่ีมีค าใชไ้ดโ้ดยอิสระ ค าแต่ละค าน าไปใชโ้ดยไม่ตอ้งเปล่ียนรูปค า เพื่อบอกเพศ พจน์ หรือกาล เช่น ประโยค “ฉันก าลงักนิข้าว” กบั “ฉันได้กนิข้าวแล้ว” จะเห็นวา่ค ากริยาวา่ “กนิ” ในประโยคหลงัไม่เปลีย่นรูป เป็นอดีตกาล

    1.4 ลกัษณะของภาษาไทย

  • การท าความเข้าใจความหมายของ “ค า” หรือ “ประโยค” น้ันสามารถพจิารณา

    จากความสัมพนัธ์กบัค าอืน่ ๆ หรือบริบทในประโยค เช่น พิจารณาจากหนา้ท่ีของค า เช่น ประโยค “นักเรียนเก่งเพราะอ่านเก่ง”

    ค าวา่ เก่ง ตวัแรกเป็นค า

    ส่วน เก่ง ค าท่ีสองเป็นค า

    ขยายค านาม

    ขยายกริยา

  • 2) ค าไทยแท้ส่วนใหญ่มีพยางค์เดียว และมีความหมายเดียว

    เช่น พอ่ แม่ กิน นัง่ นอน หมู หมา แมว ค าที่น ามาจากภาษาต่างประเทศมักมีหลายพยางค์และมีตัวการันต์ - ค าไทยท่ีมาจากภาษาบาลสัีนสกฤต เช่น บลัลงัก ์ ศพัท ์ วิญญาณ เกษียณ อศัจรรย ์ อาทิตย ์ อาจารย ์ - ค ายมืท่ีมาจากภาษาเขมร เช่น ส ารวจ เผชิญ บ าเพญ็

    1.4 ลกัษณะของภาษาไทย

  • 3) ภาษาไทยมีลกัษณะนามใช้จ านวนมาก ลกัษณนามท่ีใชจ้ะเรียงตามหลงัจ านวนตัวเลข เช่น

    ไก่ 1 บ้าน 2 หลงั เรือ 3

    ลกัษณนามยงัวางไว้หลงัค านามเพื่อแสดงลกัษณะค านามท่ีอยูข่า้งหนา้ เช่น นกตัวน้ันก าลงับิน บ้านหลงันีใ้หญ่มาก

    1.4 ลกัษณะของภาษาไทย

    ตัว ล า

  • 4) ค าไทยแท้มีตัวสะกดตรงตามมาตรา

    ค าไทยแท้จะมีพยญัชนะท้ายตรงตามมาตราตัวสะกด อาทิ มาตราตวัสะกดแม่กน เช่น ค าวา่ กิน ดิน เดือน นอน เล่น มาตราตวัสะกดแม่กม เช่น กม้ จาม ผอม ผม ลม ส่วนค าไทยที่น ามาจากภาษาต่างประเทศมักมีตัวสะกดไม่ตรงตามมาตรา เช่น ค าท่ีมาจากภาษาบาลสัีนสกฤต เช่น เนตร จิต โจร มิตร เพศ

    1.4 ลกัษณะของภาษาไทย

  • 5) ค าในภาษาไทยมีเสียงสูงต า่ตามเสียงวรรณยุกต์

    ภาษาไทยมีเสียงวรรณยกุตเ์ป็นตวัก ากบัการออกเสียงและความหมาย โดยการ เปล่ียนวรรณยกุตจ์ะท าใหค้วามหมายเปล่ียนไปดว้ย เช่น คา ค่า ค้า , มา ม่า ม้า

    1.4 ลกัษณะของภาษาไทย

  • 6) ภาษาไทยมีการสร้างค าเพือ่ให้มีความหมายมากขึน้

    การเพ่ิมค าของไทยนั้นมีหลายลกัษณะ เช่น - การสร้างค าจากการประสมค ามูล เช่น แม่น ้ า น ้ าปลา ไฟฟ้า - การสร้างค าโดยใช้การซ ้าเพื่อใหเ้กิดความหมายท่ีต่างออกไป เช่น เด็กๆ, พี่ๆ นอ้งๆ, กลมๆ การสร้างค าโดยใช้วธีิการซ้อนค า เช่น นุ่มน่ิม เจบ็ปวด ใกลชิ้ด

    1.4 ลกัษณะของภาษาไทย

  • 7) การเรียงล าดบัค าตามหลกัไวยากรณ์ไทย

    ภาษาไทยจะมีการเรียงล าดบัตามโครงสร้างไวยากรณ์ไทย คือ ประธาน กริยา และกรรม เช่น ฉันกินข้าว การเรียงล าดบัค าขยายในประโยคภาษาไทยนั้นจะเรียงล าดบัโดยค าขยายจะ เรียงต่อค าที่ถูกขยาย เช่น “ปลาสีแดง” ค าวา่ “ปลา” เป็นค านามซ่ึงเป็นค าหลกั “สีแดง” เป็นค าขยาย

    1.4 ลกัษณะของภาษาไทย

  • 8) ภาษาไทยมีระดบัการใช้และการใช้เฉพาะบุคคล

    ลกัษณะที่เห็นได้ชัดคอื ภาษาไทยมี ค าราชาศัพท์ ค าท่ีใช้กับพระสงฆ์ หรือค าท่ีใช้กับผู้อาวโุส ลกัษณะค าที่แตกต่างกนัไปตามบุคคล ตามเพศ และวยั เช่น การบรรยายรูปร่างของ “ผู้ชาย” จะใชค้ าวา่ บึกบึน ก าย า ล ่าสนั การบรรยายรูปร่างของ “ผู้หญิง” จะใชค้ าวา่ ออ้นแอน้ อรชร บอบบาง ค าท่ีใชก้บั “เด็ก” จะใชค้ าวา่ จ ่าม ่า หม ่า

    1.4 ลกัษณะของภาษาไทย

  • 1.5 ระดบัภาษาในภาษาไทย

    • ระดับภาษา หมายถึง ระดบัชั้นของภาษาหรือถอ้ยค าท่ีพิจารณาตามลกัษณะการใช้ค า ประโยค ส านวนภาษาเพ่ือใหส้อดคลอ้งกบัวตัถุประสงคก์ารใช ้

    • การเลอืกใช้ระดับภาษาจะสมัพนัธ์กบัผูรั้บสาร กาลเทศะ โอกาส เพศ วยั และวตัถุประสงคข์องการส่ือสาร

    • ระดบัภาษาแบ่งไดห้ลายระดบั เช่น แบ่งเป็น 5 ระดบั ไดแ้ก่ ระดบัพิธีการ ระดบัทางการ ระดบัก่ึงทางการ ระดบัสนทนา และระดบักนัเอง (ดูรายละเอียดใน บทท่ี 1 )

  • • ในบทน้ี จะแบ่งระดับภาษาออกเป็น 3 ระดับตามลกัษณะการใช ้ดงัน้ี ภาษาระดบัปาก ภาษาระดบัก่ึงทางการ ภาษาระดบัทางการ

    1.5 ระดบัภาษาในภาษาไทย

  • ภาษาระดบัปาก

    • เป็นภาษาทีใ่ช้พูดในชีวติประจ าวันกบัคนท่ีสนิทสนมคุน้เคย เช่น - การพดูคุยระหวา่งเพ่ือนกบัเพ่ือน - การพดูกบัพ่ีกบันอ้ง • ลกัษณะของภาษาเป็นภาษาที่มกัใช้ค าง่าย • ไม่เนน้ความสละสลวยหรือระเบียบแบบแผนมากนกั แต่เน้นส่ือความให้เข้าใจกนัได้ • เช่น เพลง เพลงพืน้บ้าน ภาพยนตร์ นวนิยาย พาดหัวข่าวหนังสือพมิพ์ โฆษณา จดหมายส่วนตัว อเีมล ไลน์

  • ตัวอย่างภาษาระดับปาก

  • • ภาษาระดบัปากมกัใชค้ าง่าย ๆ หรือภาษาท่ีไม่เป็นทางการ ซ่ึงพอสรุปไดก้วา้ง ๆ ดงัน้ี

    1) ค าย่อ เช่น ผบ.เหล่าทพั นายกฯ พ.ร.บ. ผอ. 2) ค าสแลงหรือค าคะนอง เช่น ก๊ิก ชิวชิว เกาเหลา หม่ีเหลือง 3) ภาษาถิ่น เช่น แซ่บหลาย คิดฮอดขนาด ไผว่า่สิบท่ิมกนั 4) การย่อค า เช่น คอม โรงบาล

    ภาษาระดบัปาก

  • 5) ส านวนภาษาหรือค าขวญัที่คดิขึน้มาใหม่เป็นการเฉพาะ เช่น “เท่ียวไทยครึกคร้ืน เศรษฐกิจไทยคึกคกั” “งดเหลา้เขา้พรรษา” “รวมใจคนไทย สู้วิกฤตไฟฟ้า: ปิดไฟ ปรับแอร์ ปลดปลัก๊”

  • 6) ภาษาทีค่ดิขึน้มาใหม่และส่ือสารเฉพาะกลุ่ม ซ่ึงไม่อยูใ่นหลกัการส่ือสาร ภาษาไทยตามระเบียบแบบแผน เช่น ภาษาวยัรุ่นท่ีมกัใชค้ าสแลง ภาษาในสงัคมออนไลน์ท่ีมกัใชต้วัยอ่ เช่น เฟซ พี่ก ู ไอจี ภาษาภาพ หรือสญัลกัษณ์แสดงอารมณ์ (emoticons) ภาษาในกลุ่มเพศท่ีสาม (ภาษารู)

  • ภาษาระดบักึง่ทางการ

    • เป็นภาษาท่ีอยูร่ะหว่างภาษาปากกบัภาษาทางการ • จะใช้ค าทีไ่ม่ยากนัก เป็นค าสุภาพ ประณีต มากกว่าภาษาปาก

    • เหมาะส าหรับการพดูคุยสนทนาระหวา่งผูท่ี้ไม่สนิทสนมคุย้เคย ผูอ้าวโุส หรือผูท่ี้มีวยัวฒิุและคุณวฒิุมากกวา่

    • เช่น การสนทนากบัอาจารย์ พระภิกษุสงฆ์ บิดามารดา หรือ การเขียนบทความ สารคด ี ประชาสัมพนัธ์

  • ภาษาระดบัทางการ • ภาษาระดับทางการ เป็นภาษาท่ีใชอ้ยา่งถูกตอ้งตามแบบแผน • มีส านวนภาษาท่ีสละสลวย ใชค้ า ประโยค และส านวนไดถู้กตอ้ง • เหมาะส าหรับงานพระราชพธีิและพธีิการอืน่ๆ • ภาษาระดบัน้ีใชไ้ดท้ั้งการพดูและการเขียน เช่น การกล่าวสุนทรพจน์ การกล่าวให้โอวาท การกล่าวเปิดงาน การเขียนประกาศ แถลงการณ์ ตัวบทกฎหมาย ต ารา วทิยานิพนธ์ หนังสือราชการ รายงานการประชุม

  • ตัวอย่างระดบัภาษา

    • ภาษาปาก - ในวนัข้ึนปีใหม่ขอใหเ้ธอและครอบครัวแฮปป้ี สนุก และฟินกบัทุกช่วงชีวิตนะ • ภาษากึง่แบบแผน - ในวาระข้ึนปีใหม่ ขอใหพ้ระพทุธ พระธรรม พระสงฆ ์ จงดลบนัดาลใหเ้ธอและครอบครัวมีความสุขตลอดไป • ภาษาแบบแผน - ในศุภวารดิถีข้ึนปีใหม่ ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย ดลบนัดาลใหท่้านและครอบครัวประสบความสุขตลอดไปเทอญ

  • 2.1 การใช้ค า

    2.2 การใช้ประโยค

    2.3 การใช้โวหาร

    2.4 การใช้ส านวน

    2.5 การใช้ค าภาษาต่างประเทศในภาษาไทย

    ตอนที่ 2 การใช้ภาษาไทยในการส่ือสาร

  • 2.1 การใช้ค า

    • มีนกัวชิาการหลายท่านใหค้วามหมายของค าไวห้ลากหลาย ดงัน้ี • พระยาอุปกิตศิลปสาร (2514, หนา้ 59) ใหค้วามหมายของค าไวว้า่ “ค า คือ เสียงทีพู่ดออกมาได้ความอย่างหน่ึง ตามความต้องการของผู้พูด จะเป็น

    กีพ่ยางค์กต็ามเรียกว่า ค าหน่ึง บางค ากมี็พยางค์เดียว บางค ากม็ีหลายพยางค์”

  • 2.1 การใช้ค า

    • นววรรณ พนัธุเมธา (2558, หนา้ 3) ใหค้วามหมายของค าไวว้า่ “ในฐานะผู้ใช้ภาษา เราพอจะทราบว่าเสียงทีเ่ปล่งออกมาคร้ังหน่ึง ๆ น้ันเป็น

    ค าหรือไม่ ต้องดูทีเ่สียงเปล่งออกมาแล้วมีความหมาย ถ้าเสียงที่เปล่งออกมายงั

    ไม่มีความหมาย เรากย็งัไม่ถอืว่าเป็นค า”

  • • สิริวรรณ นนัทจนัทูล (2556, หนา้ 54) อธิบายความหมายของค าไวว้า่ “ค า คอืเสียงที่เปล่งออกมาแล้วมีความหมาย เกดิจากการประสมเสียงพยญัชนะ เสียงสระ และเสียงวรรณยกุต์”

    • จากความหมายของค าขา้งตน้ อาจพอสรุปไดว้า่ “ ค า ” หมายถึง เสียงที่เปล่งออกมาแล้วมีความหมาย

    2.1 การใช้ค า

  • ชนิดของค า

    • ในท่ีน้ีจะแบ่งชนิดของค าตามการส่ือสารความหมาย ซ่ึงแบ่งออกไดเ้ป็น 2 ชนิด 1) ค าทีม่ีความหมายโดยตรง

    2) ค าทีม่ีความหมายโดยนัย

  • 1) ค าทีม่ีความหมายโดยตรง

    • หมายถึง ค าที่มีความหมายตามรูปศัพท์ สามารถส่ือสารความหมายได้อย่างตรงไปตรงมา เช่น

    ค าวา่ “น่ัง” หมายถึง อาการท่ีหยอ่นกน้ใหติ้ดกบัพื้นหรือท่ีรอง เช่น เกา้อ้ี • ค าท่ีมีความหมายโดยตรงน้ียงัแบ่งไดอี้ก 2 ลกัษณะ ไดแ้ก่ - ค าที่มีความหมายโดยตรงเพยีงความหมายเดยีว - ค าที่มีความหมายโดยตรงหลายความหมาย

  • • ค าที่มีความหมายโดยตรงเพยีงความหมายเดยีว คือค าท่ีมีความหมายหน่ึงเดียว ไม่มีความหมายอ่ืน เช่น

    ค าวา่ “เก้าอี”้ หมายถึง ท่ีส าหรับนัง่ มีขาและพนกัพิง มกัยกยา้ยไปมาได ้มีหลายชนิด, ถา้มีรูปยาวใชน้อน เรียกวา่ เกา้อ้ีนอน, ถา้ใชโ้ยกได ้เรียกวา่ เกา้อ้ีโยก, ลกัษณนามวา่ ตวั.

  • • ค าที่มีความหมายโดยตรงหลายความหมาย คือ ค าท่ีมีความหมายมากกวา่หน่ึง โดยเปล่ียนไปตามบริบทของค านั้น เช่น ค าวา่ “ฉัน”

    ฉนั หมายถึง

    ฉนั หมายถึง

    ฉนั หมายถึง

    ค าใช้แทนตวัผู้พูด พูดกบัผู้ทีเ่สมอกนัหรือผู้ใหญ่พูดกบัผู้น้อย, เป็นสรรพนามบุรุษที ่๑.

    กนิ (ใช้แก่ภิกษุสามเณร).

    เสมอเหมือน, เช่น, อย่าง, เช่น ฉันญาต.ิ

  • 2) ค าทีม่ีความหมายโดยนัย

    • หมายถึง ค าที่มีความหมาย ไม่ตรงตามรูปศัพท์ แต่มีนยัประหวดัไปยงัความหมายอ่ืน โดยผูรั้บสารจะเขา้ใจความหมายจากบริบทแวดลอ้มในการส่ือสาร

    “เธอเป็นดาวของห้อง”

    ค าวา่ ดาว หมายถึง “พ่อแม่ไฟเขียวให้คบหากนัได้”

    ค าวา่ ไฟเขียว หมายถึง

    ความสวยหรือความโดดเด่นกว่าคนอืน่

    ยนิยอม อนุญาต

  • หลกัการใช้ค า

    • การใชค้ าในการส่ือสารนั้น ผูส่ื้อสารควรรู้หลกัการใชแ้ละใชใ้หถ้กูตอ้งเพื่อใหก้ารส่ือสารนั้นเกิดผลสมัฤทธ์ิ

    • หลกัการใชค้ ามีหลกัเกณฑก์วา้ง ๆ ซ่ึงแบ่งได ้3 หลกั 1) การใช้ค าให้ถูกต้อง 2) การใช้ค าให้กะทัดรัด ชัดเจน

    3) การใช้ค าให้สละสลวย

  • 1) การใช้ค าให้ถูกต้อง

    1.1 การใช้ค าให้ตรงตามความหมาย คือ การท่ีผูส่้งสารใชค้ าท่ีมีความหมายหน่ึงไปใชใ้หต้รงตามความหมายนั้น เน่ืองจากค าในภาษาไทยน้ันมหีลายค าที่มคีวามหมายคล้ายคลงึกนัแต่ใช้แทนกนัไม่ได้ เพราะใชใ้นบริบทต่างกนั

  • ตัวอย่างค าที่มีความคล้ายคลงึกนั

  • 1) การใช้ค าให้ถูกต้อง

    1.2 การใช้ค าให้ถูกต้องตรงตามชนิดของค า คือการใชค้ าใหต้รงตามหนา้ท่ีของค าตามหลกัไวยากรณ์ ชนิดของค าท่ีมกัใชผ้ิดคือ ค าบุพบท คือ ค าที่มีหน้าที่เช่ือมค าต่อค า อยูห่นา้นาม สรรพนาม หรือกริยา มีค าวา่ ด้วย, กบั, แก่, แด่, ต่อ

  • - การใชค้ าวา่ “ด้วย” จะใชว้างหนา้ค านาม เช่น “ บันทึกเก่าเล่มนีเ้ขียนด้วยดนิสอ” ค าวา่ “ดว้ย” เป็นบุพบทเพื่อบอกหนา้ท่ีของดินสอวา่ใชเ้ขียนบนัทึก - การใชค้ าวา่ “กบั” ใชเ้ป็นค าท่ีเช่ือมค าหรือความเขา้ดว้ยกนัมีความหมายวา่ รวมกนัหรือเก่ียวขอ้งกนั เช่น “ฟ้ากบัดนิ” “หมากบัแมว”

  • - การใชค้ าวา่ “แก่” ใชน้ าหนา้นามฝ่ายรับ โดยจะใชก้บัผูรั้บท่ีอายนุอ้ยกวา่ผูใ้ห ้ “ผู้ใหญ่ให้เงินแก่เดก็” “ครูให้ของขวญัแก่นักเรียน”

    - การใชค้ าวา่ “แด่” ใชน้ าหนา้นามฝ่ายรับ โดยจะใชก้บัผูรั้บท่ีมีอายมุากกวา่ ผูใ้หห้รือผูท่ี้เคารพ เช่น “ลูกให้ของขวญัปีใหม่แด่พ่อแม่” “นักศึกษามอบของที่ระลกึให้แด่วทิยากร”

  • - การใชค้ าวา่ “ต่อ” จะใชน้ าหนา้แสดงความเก่ียวขอ้งกนัติดต่อกนั เฉพาะหนา้ ประจนัหนา้ หรือการเทียบจ านวน เช่น “เขายืน่ค าร้องต่อเจ้าหน้าที่” “เราคุยกนัสองต่อสอง”

  • 1) การใช้ค าให้ถูกต้อง

    1.3 การใช้ค าให้ถูกต้องตรงตามตวัสะกด คือ การสะกดใหต้รงตามรูปศพัทใ์ห้ถูกตอ้งตามอกัขรวิธี เน่ืองจากภาษาไทยมีค าพอ้งเสียงและมีค าท่ีเสียงคลา้ยกนัจ านวนมาก อาจท าให้ใชค้ าผิดหรือสะกดผิดค า

  • ค าพ้องเสียง

    มาส (พระจนัทร์)

    มาศ (ทอง)

    มาตร (เคร่ืองส าหรับวดัขนาด จ านวน เวลา)

    ค าที่ขึน้ต้นด้วย “กะ” หรือ “กระ”

    กระเพรา

    กะทะ กะเพาะ

    กะเพรา

    กระทะ กระเพาะ

  • 2) การใช้ค าให้กะทดัรัด ชัดเจน

    • การใชค้ าใหช้ดัเจนนั้น อาจแบ่งไดเ้ป็น 3 ลกัษณะ ไดแ้ก่ 2.1 การใชค้ าใหก้ระชบั ไม่ฟุ่ มเฟือย 2.2 การใชค้ าท่ีส่ือความหมายชดัเจน ไม่ก ากวม 2.3 การใชค้ าท่ีง่ายต่อความเขา้ใจ

  • 2.1 การใช้ค าให้กระชับ ไม่ฟุ่มเฟือย คือ ใชค้ าท่ีไม่เกินจ าเป็น โดยหากตดัค าท่ีมีความหมายซ ้ าหรือไม่จ าเป็นตอ้ง ใส่ออกไปแลว้กไ็ม่เสียความ เช่น

    2) การใช้ค าให้กะทดัรัด ชัดเจน

  • 2.2 การใช้ค าที่ส่ือความหมายชัดเจน ไม่ก ากวม คือการไม่ใชค้ าท่ีอาจตีความได ้หลายความหมาย มีความหมายลกัลัน่ ท าใหผู้รั้บสารเกิดความเขา้ใจผดิได ้เช่น

  • 2.3 การใช้ค าที่ง่ายต่อความเข้าใจ คือการเลือกใชค้ าง่ายหรือค าท่ีคุน้เคยใน การส่ือสาร ไม่ใชค้ ายากหรือค าศพัทเ์ฉพาะท่ีไม่ใชใ้นชีวติประจ าวนั เช่น

    กลวั

  • 3) การใช้ค าให้สละสลวย

    • คือ การใชค้ าอยา่งประณีต ตรงตามความหมาย ตรงวตัถุประสงคใ์นการส่ือสารและบริบทของรูปประโยคทั้งส านวนภาษา ระดบัภาษา และบริบทของการส่ือความหมายอ่ืน ๆ แบ่งได ้3 ลกัษณะ

    3.1 การใช้ค าภาษาต่างประเทศอย่างเหมาะสม 3.2 การไม่ใช้ค าต่างระดบักนัในประโยคหรือข้อความเดยีวกนั

    3.3 การใช้ค าให้เหมาะสมกบับุคคล กาลเทศะ และบริบททางสังคมวฒันธรรม

  • 3.1 การใช้ค าภาษาต่างประเทศอย่างเหมาะสม คือ ไม่ควรน าเอารูปประโยค ภาษาต่างประเทศมาเขียนเป็นประโยคภาษาไทย หรือใชค้ าภาษาต่างประเทศมา ใชส่ื้อสารมากนกั เช่น เราพบตวัเองอยู่บนเตยีงนอน ควรแกเ้ป็น เราอยู่บนเตยีงนอน มันเป็นอะไรที่ดมีากๆเลยหนังสือเล่มนี ้ควรแกเ้ป็น หนังสือเล่มนีด้มีากๆ

    3) การใช้ค าให้สละสลวย

  • 3.2 การไม่ใช้ค าต่างระดบัในประโยคหรือข้อความเดยีวกนั คือ ไม่ใชค้ า ต่างระดบักนัในประโยค และตอ้งเลือกใชร้ะดบัภาษาใหเ้หมาะกบับริบท การใชด้ว้ย

    3) การใช้ค าให้สละสลวย

  • 3.3 การใช้ค าให้เหมาะสมกบับุคคล กาลเทศะและบริบททางสังคมวฒันธรรม

  • จบการน าเสนอ เตรียมท าแบบฝึกหัด

  • ตัวอย่าง •รถชนควายตาย ข้อบกพร่องคอื ใชภ้าษาก ากวม แก้ไขเป็น รถชนควายท่ีตายแลว้ รถชนควายจนควายตาย

  • 2.2 การใช้ประโยค

    • ประโยค คือ การเรียงร้อยค าเข้าไว้ด้วยกนัจนได้ใจความเพือ่น ามาส่ือสาร • โดยประโยคมีองค์ประกอบ และมีชนิดของประโยคหลายลกัษณะ ซ่ึงเป็นส่ิงท่ีควรเรียนรู้เพื่อใชป้ระโยคไดอ้ยา่งถกูตอ้งและมีประสิทธิภาพ

  • องค์ประกอบของประโยค

    องค์ประกอบของประโยค ประโยคมี 2 องคป์ระกอบ คือ “ภาคประธาน” ประกอบดว้ยประธาน ค าขยายประธาน “ภาคแสดง” ประกอบดว้ยกริยาและค าขยายกริยา อาจมีกรรมและค าขยายกรรมดว้ย

  • ตัวอย่างองค์ประกอบของประโยค

    ประธาน (+ ขยายประธาน) + กริยา (+ ขยายกริยา) ผู้ป่วย โรคหวัด ควรพกัผ่อน มากๆ ประธาน (+ ขยายประธาน) + กริยา + กรรม (+ขยายกรรม)

    สถาปนิก หนุ่ม ออกแบบ อาคาร หลายหลัง

  • ชนิดของประโยค

    • ชนิดของประโยคแบ่งได ้2 ลกัษณะใหญ่ ๆ คือ 1) ชนิดของประโยคที่แบ่งตามการส่ือสารความหมาย

    1.1 ประโยคความเดียว 1.2 ประโยคความรวม 1.3 ประโยคความซอ้น

  • ชนิดของประโยค

    • 2) ชนิดของประโยคทีแ่บ่งตามจุดมุ่งหมายของผู้ส่งสาร

    2.1 ประโยคบอกเล่า 2.2 ประโยคค าถาม 2.3 ประโยคปฏิเสธ 2.4 ประโยคค าสัง่ 2.5 ประโยคขอร้อง

  • 1) ชนิดของประโยคทีแ่บ่งตามการส่ือสารความหมาย

    1.1 ประโยคความเดยีว คือ ประโยคท่ีส่ือสารความหมายเพียงประการเดียว ประกอบดว้ยภาคประธานเดยีว และภาคกริยา แต่อาจมีส่วนขยายประธานและกริยาได ้ไม่มีสันธานเช่ือมประโยค เช่น นกบิน แมวจับหนู แม่ท าแกงส้ม

  • 1) ชนิดของประโยคทีแ่บ่งตามการส่ือสารความหมาย

    1.2 ประโยคความรวม คือ ประโยค 2 ประโยคขึน้ไปมารวมกนั และน าเสนอความหมายตั้งแต่สองความหมายข้ึนไป โดยการน าเอาประโยคความเดียวมา ผกูกนั มักมีค าสันธานเป็นตัวเช่ือม

  • 1) ชนิดของประโยคทีแ่บ่งตามการส่ือสารความหมาย

    1.3 ประโยคความซ้อน คือ ประโยคที่มีเนือ้ความหลกัและมีประโยคเนือ้ความขยายหรืออนุประโยคซ้อนกนัอยู่

    โดยประโยคท่ีเป็นเนือ้ความขยายอาจเป็นส่วนขยายค านาม กริยาหรือ ค าวเิศษณ์กไ็ด ้ ประโยคความซอ้นมกัมีค าเช่ือมหรือบุพบท อาทิ ที่ ซ่ึง อนั ว่า ที่ ให้

  • 2) ชนิดของประโยคทีแ่บ่งตามจุดมุ่งหมายของผู้ส่งสาร

    2.1 ประโยคบอกเล่า คือ ประโยคท่ีผูส่้งสารมีเจตนาบอกหรือแจง้เร่ืองราวต่าง ๆ ใหผู้รั้บสารรับรู้และเขา้ใจ เช่น ประสบการณ์ เหตุการณ์ นิทาน เมื่อวานฝนตกหนักมาก เมื่อคนืนีฉั้นดูละครเร่ืองสามีสีทองด้วยนะ

    วชิาการใช้ภาษาไทยไม่ยากอย่างที่คดิ

  • 2) ชนิดของประโยคทีแ่บ่งตามจุดมุ่งหมายของผู้ส่งสาร

    2.2 ประโยคค าถาม คือ ประโยคท่ีผูส่้งสารมีจุดมุ่งหมายตั้งค าถามเพื่อให้ผูรั้บสารตอบหรือใหฉุ้กคิด ประโยคค าถามมกัมีค าท่ีแสดงค าถาม อาทิ ใคร ท าไม อะไร อย่างไร เท่าไร เช่น ท าไมถึงมาเรียนวชิาภาษาไทยสาย จะกนิอะไรกนัด ี ใครจะไปเที่ยวทะเลบ้าง ดืม่นมมีประโยชน์อย่างไร

  • 2) ชนิดของประโยคทีแ่บ่งตามจุดมุ่งหมายของผู้ส่งสาร

    2.3 ประโยคปฏิเสธ คือ ประโยคท่ีผูส่้งสารมีจุดมุ่งหมายท่ีจะไม่ท า ไม่รับ ไม่ ยนิดี มกัมีค าวา่ ไม่ ไม่ได้ ไม่ใช่ หามิได้ ประกอบกริยาหลกั เช่น ฉันจะไม่ไปกบัเขา นักศึกษาหลายคนไม่อ่านหนังสือสอบ

    ฉันไม่เห็นด้วยกบัความคดินี ้

  • 2) ชนิดของประโยคทีแ่บ่งตามจุดมุ่งหมายของผู้ส่งสาร

    2.4 ประโยคค าส่ัง คือ ประโยคท่ีผูส่้งสารตอ้งการส่ือสารใหผู้รั้บสารท าตาม ปฏิบติัตามท่ีผูส่้งสารตอ้งการ เช่น อย่าเดนิลดัสนาม ห้ามส่งเสียงดงั

    ห้ามสัตว์เลีย้งเข้ามา

    ปิดประตูเบา ๆ

  • 2) ชนิดของประโยคทีแ่บ่งตามจุดมุ่งหมายของผู้ส่งสาร

    2.5 ประโยคขอร้อง คือ ประโยคท่ีผูส่้งสารตอ้งการขอร้องใหผู้รั้บสาร ช่วยเหลือและปฏิบติัตามความตอ้งการของผูส่้งสาร เช่น โปรดอย่าส่งเสียงดงั กรุณาวางหนังสือไว้ที่ช้ัน

    ช่วยหยบิปากกาให้หน่อย

    ขอยมืหนังสือเล่มน้ันหน่อย

  • หลกัการใช้ประโยค

  • • การใชป้ระโยคใหมี้ประสิทธิภาพนั้นตอ้งพิจารณาองคป์ระกอบหลายอยา่ง ซ่ึงพอสรุปได ้ดงัน้ี

    1) การใช้รูปประโยคทีส่มบูรณ์และส่ือสารความอย่างครบถ้วน 2) การเลอืกใช้ค าในประโยคให้เหมาะสมสอดคล้องกนั

    3) การล าดบัค าในประโยคอย่างเหมาะสม สละสลวย

    4) การเน้นความส าคญัในประโยคให้เหมาะสม

    5) การเว้นวรรคค าในประโยคให้ถูกต้อง

    6) การไม่ใช้รูปประโยคตามส านวนภาษาต่างประเทศ

  • 1) การใช้รูปประโยคทีส่มบูรณ์และส่ือสารความอย่างครบถ้วน

    • ผูส่้งสารควรใชป้ระโยคท่ีสมบูรณ์ ไม่ควรใช้กลุ่มค าหรือวลใีนการส่ือสารซ่ึงอาจท าใหส่ื้อความไดไ้ม่ครบถว้น ไม่จบความ

    • ไม่ควรละบางส่วนไป เช่น ละภาคประธาน หรือละภาคแสดง “จับโจรขึน้บ้านเส่ียใหญ่พร้อมของกลาง” ประโยคนีข้าดอะไร? ขาดประธาน

  • 2) การเลอืกใช้ค าในประโยคให้เหมาะสมสอดคล้องกนั

    • ผูส่้งสารควรเลือกค าใหเ้หมาะสมกบัความหมายของประโยคและตอ้งล าดบัค าใหเ้หมาะสมและสละสลวยดว้ย เช่น

    ฉันซ้ือขนมจากแม่ค้า, แม่ค้าขายขนมให้ฉัน ถึงแม้เขาจะไม่หล่อแต่เขาเป็นคนดี

    ความรักท าให้คนมีความสุขฉันใด กท็ าให้มีความทุกข์ได้ฉันน้ัน

  • 3) การล าดบัค าในประโยคอย่างเหมาะสม สละสลวย

    • คือ การล าดบัค าใหต้รงตามความหมายและรูปประโยคภาษาไทย ไม่ควรวางต าแหน่งของค าผดิที่ในประโยค

  • 4) การเน้นความส าคญัในประโยคให้เหมาะสม

    • การเนน้ความส าคญันั้นจะอยูท่ี่ผูส่้งสารวา่ตอ้งการเนน้ความส่วนใด โดยความส าคญันั้นมกักล่าวถึงก่อน เช่น

  • 5) การเว้นวรรคค าในประโยคให้ถูกต้อง

    • การเวน้วรรคในประโยค มีความส าคญั ถา้เวน้วรรคผดิทั้งการเขียนและการพดูจะท าใหค้วามหมายผดิไปดว้ย เช่น

    - เขาขึน้ไปรับรางวลั นักเรียนดเีด่นเพือ่นของเขากป็รบมือให้ - เขาข้ึนไปรับรางวลันกัเรียนดีเด่น เพื่อนของเขากป็รบมือให ้ - การออกก าลงักาย ท าให้แข็ง แรงไม่มี โรคภัยเบียดเบียน - การออกก าลงัท าใหแ้ขง็แรง ไม่มีโรคภยัเบียดเบียน

  • 6) การไม่ใช้รูปประโยคตามส านวนภาษาต่างประเทศ

  • 2.3 การใช้โวหาร

    • ในบทเรียนน้ีจะกล่าวถึงโวหารที่หมายถึงช้ันเชิงหรือส านวนการแต่งหนังสือหรือพูด โวหารอาจแบ่งตามจุดมุ่งหมายออกเป็น 4 ประเภท

    1) บรรยายโวหาร 2) พรรณนาโวหาร

    3) เทศนาโวหาร

    4) สาธกโวหาร

  • 1) บรรยายโวหาร

    • บรรยายโวหาร คือ การใชส้ านวนภาษาเพื่อเล่าเร่ืองหรืออธิบายเร่ืองแบบตรงไปตรงมา เพื่อใหเ้ขา้ใจความ

    • ไม่เน้นให้ผู้รับสารเกดิอารมณ์ความรู้สึก โดยใชไ้ดก้บัทั้งการพดู และการเขียน เช่น การบอกเล่าเหตุการณ์ ข่าว การเขียนบทเรียน หรือสารคด ี

  • ตัวอย่างบรรยายโวหารในสารคดเีร่ือง “อาหารว่างไทยประยุกต์”

    อาหารวา่งไทยนบัเป็นอาหารท่ีทรงเสน่ห์ ไม่เพียงความชาญฉลาดของ คนไทยโบราณท่ีผสมผสานวตัถุดิบใหเ้ขา้กนัไดอ้ยา่งลงตวั แต่รูปลกัษณ์สีสนัก ็ท าออกมาใหดู้ชวนกิน และยงัประดิดประดอยท าช้ินใหกิ้นไดแ้บบพอดีค า ภูมิปัญญาทางอาหารเหล่าน้ีคนไทยเราประดิษฐคิ์ดคน้มาเน่ินนานงดงาม และ อร่อยไม่นอ้ยหนา้คนชาติใด

  • ตัวอย่างบรรยายโวหารในสารคดเีร่ือง “แลหลาดใต้เคีย่ม”

    “หลาด” เป็นภาษาพดูของชาวปักษใ์ตท่ี้พดูสั้น เร็ว ไดใ้จความ หมายถึง ตลาด หลาดใตเ้ค่ียมเป็นตลาดนดัแห่งใหม่ท่ีเกิดข้ึนจากความคิดสร้างสรรค ์ ของผูน้ าในทอ้งถ่ินท่ีตอ้งการใหช้าวบา้นในส่วนปกครองของตนไดเ้ผยแพร่ วฒันธรรม ความสามคัคี ประเพณี อาหาร อาชีพพื้นถ่ิน ความเป็นอยู ่ ใหม้า รวมกนั และเป็นสถานท่ีท่องเท่ียวแห่งใหม่ใตค้วามร่มร่ืนใตต้น้ไมท่ี้เรียกวา่ ตน้เค่ียม

  • 2) พรรณนาโวหาร

    • พรรณนาโวหาร คือ การใชส้ านวนภาษาร้อยแกว้เพื่อน าเสนอเร่ืองราวอยา่งประณีต ละเอียดลออ

    • เน้นให้ผู้รับสารเกดิความรู้สึก สะเทอืนอารมณ์ เกดิจินตภาพ และอารมณ์คล้อยตาม

    • พรรณนาโวหารอาจใชภ้าพพจน ์เช่น การเปรียบเทียบหรือการใชส้ญัลกัษณ์ เขา้มาประกอบเพื่อใหก้ระทบอารมณ์ความรู้สึกของผูรั้บสาร มกัปรากฏในนวนิยาย เร่ืองส้ัน บทละคร

  • ตัวอย่างพรรณนาโวหารในเร่ือง “เขาว่าภูเกต็จะเหมือนพทัยา ถ้า...?” พระอาทติย์ชักรถหลบัใหลอยู่ในหมู่เมฆ เหมือนจะเกียจคร้านมากกวา่ แสงแดดท่ีแผดจา้ไดล้ดความแรงลงเหลือแค่ความอุ่น ทะเลหน้าอ่าวไร้คลืน่ น่ิง เหมือนพรม สีน า้เงนิเข้มปูไปจนสุดสายตา ตดักบัตีนสีฟ้าที่ไล่น า้หนักของสีขาว น า้เงนิและเทาของปุยเมฆ เวิง้อ่าวสั้นๆ ของหาดไนหานเรียงรายดารดาษไปดว้ยร่างของฝร่ังผวิขาว ต่างวยั ต่างเพศ เปลือยอกนอนผึ่งแดด กบัหนงัสือฉบบักระเป๋าในมือ หรือไม่ก ็นอนหลบัเหมือนกบัจะไม่ต่ืน ตราบใดท่ีดวงอาทิตยย์งัสาดแสง

  • ตัวอย่างพรรณนาโวหาร “โป่งก้อนเส้า กบัมิตรภาพที่ไม่เศร้าไปตามช่ือ” พวกเราเดินทางไปโป่งกอ้นเสา้ท่ามกลางพายฝุนท่ีโหมกระหน ่า เสียงฟ้าร้อง ดงัครืนๆ และแสงฟ้าแลบแปลบๆ พร้อมกบัถนนท่ีทั้งล่ืนทั้งชนั ท าเอาพวกเราใจ สัน่ขวญัผวากบัภาพท่ีอยูต่รงหนา้แลว้คิดไปต่างๆ นานา กลวัวา่จะหลงทางบา้ง กลวัวา่ฟ้าจะผา่ลงมาบา้ง แต่กย็งัอุ่นใจเม่ือหนัไปมองขา้งๆแลว้เจอเพ่ือนร่วมทาง ขบัรถไปไดส้กัพกักเ็จอกบัรถมอเตอร์ไซคท่ี์ข่ีลงมาจากเขา “พวกเราไม่หลงทาง แลว้” ความดีใจน้ีเป็นแรงผลกัดนัท่ีท าใหเ้ราเดินทางต่อไป ไม่นานนกัพวกเรากไ็ด ้เจอกบัป้าย “ศูนยศึ์กษาธรรมชาติและท่องเท่ียวเชิงนิเวศ เจด็คด-โป่งกอ้นเสา้”

  • 3) เทศนาโวหาร

    • เทศนาโวหาร คือ การใชส้ านวนภาษาเพื่อใหเ้กิดความรู้คิด โนม้นา้วใจผูฟั้งผูอ่้านใหป้ฏิบติัตามหรือเกิดความเขา้ใจ

    • เทศนาโวหารอาจใชป้ระกอบการบรรยายหรือการพรรณนาก็ได ้ • เทศนาโวหารไม่จ าเป็นต้องเป็นธรรมะหรือค าส่ังสอนหรือคติธรรมทางศาสนาเพยีงอย่างเดยีว แต่อาจอยูใ่นโอวาท สุนทรพจน์ ท่ีท าใหผู้รั้บตระหนกัถึงคุณค่าบางอยา่ง ไดรั้บความรู้ความจริงหรือความเขา้ใจเก่ียวกบัการใชชี้วติ การเรียน การท างาน การครองเรือน

  • ตัวอย่างเทศนาโวหารเร่ือง “การอ่อนน้อมถ่อมตน”

    การอ่อนนอ้มถ่อมตน คือความสุภาพอ่อนโยน และอ่อนนอ้มเขา้หากนั ไม่เยอ่หยิง่ถือดี เป็นจริยธรรมเคร่ืองประสานสมัพนัธ์ระหวา่งตนเองกบัผูอ่ื้นท่ี ส าคญัประการหน่ึง ผูรู้้จกัอ่อนนอ้มถ่อมตนยอ่มไดรั้บความรัก ความยกยอ่ง และความร่วมมือจากบุคคลทุกฝ่าย และไดรั้บความส าเร็จ ความเจริญมัน่คงใน การปฏิบติังานทุกอยา่ง

  • • ตัวอย่างเทศนาโวหารเร่ือง “การอบรมส่ังสอนลูก” การอบรมสัง่สอนลกูเคร่งครัดมากมายเกินไป กอ็าจเป็นผลร้ายได ้เหมือนกนั เพราะฉะนั้นวธีิเล้ียงลกูท่ีดีกคื็อ เดินตามทางสายกลาง อยา่ใหตึ้ง หรือหยอ่นเกินไป ควรเปิดโอกาสใหเ้ดก็หรือลูกไดใ้ชค้วามคิด ไดท้ดลอง ไดมี้ประสบการณ์ต่างๆไดรู้้วธีิช่วยตวัเอง ไดฝึ้กแกปั้ญหาของตวัเองใหม้าก ส่วนท่ีจะควบคุมกนัควรเป็นแต่เร่ืองกรอบของกฎหมายและศีลธรรมเท่านั้น การสอนใหเ้ขาไดท้ ากิจกรรมท่ีเป็นประโยชน์ท่ีเขาพอใจใหม้ากกวา่การหา้ม หรือการใหท้ าตามค าสัง่แต่ฝ่ายเดียว

  • 4) สาธกโวหาร

    • สาธกโวหาร คือ การใชส้ านวนภาษาเพื่อใหเ้กิดความชดัเจน ช่วยใหผู้รั้บสาร สามารถเขา้ใจเร่ืองราวหรือเหตุการณ์ไดโ้ดยง่าย ดว้ยการยกตวัอย่างเหตุการณ์ ต านาน นิทาน หรือค าพูดของผู้รู้มาประกอบเนือ้ความ

    • สาธกโวหารน้ีเป็นโวหารท่ีใชก้บัการบรรยาย การพรรณนาและการเทศนา

  • ตัวอย่างสาธกโวหาร

    เป็นมนุษยสุ์ดดีท่ีท าชอบ จงประกอบกรรมดีไวไ้ม่สูญหาย มีเร่ืองจะท าดีไดม้ากมาย อยา่เหน่ือยหน่ายทอ้ใจใฝ่ท าดี วีรชนของไทยใจกลา้หาญ ไดต่้อสูศ้ตัรูพาลสมศกัด์ิศรี แม่ยา่โมทา้วสุรนารี ยอดสตรีนามระบือลือทัว่ไทย

  • 2.4 การใช้ส านวน • ส านวน หมายถึง ถ้อยค าที่ใช้ส่ือความหมายแบบไม่ตรงไปตรงมา ผู้รับสาร ต้องตีความส านวน หากตีความไม่ได้จะไม่เข้าใจส านวนน้ัน

    • พจนานุกรม ฉบบัราชบณัฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ใหค้วามหมายของส านวนไวว้า่ “ถอ้ยค าหรือขอ้ความท่ีกล่าวสืบต่อกนัมา ชา้นานแลว้ มีความหมายไม่ตรง ตามตวัหรือมีความหมายอ่ืนแฝงอยู ่เช่น สอนจระเขใ้หว้า่ยน ้า ร าไม่ดีโทษป่ีโทษ กลอง”

  • ทีม่าของส านวน

    • ส านวนไทยมีท่ีมาหลายท่ีมา สรุปไดด้งัน้ี 1) ส านวนไทยที่มาจากลกัษณะของธรรมชาติ เป็นส านวนท่ีเทียบเคียงมาจากส่ิงท่ีเกิดข้ึนตามธรรมชาติ เช่น - ส านวน “กาฝาก” หมายถึง แฝงกนิอยู่กบัผู้อืน่โดยไม่ได้ท าประโยชน์อะไรให้ มีท่ีมาจากตน้ไมท่ี้เกาะเบียดเบียนอาศยัอาหารจากตน้ใหญ่ เล้ียงตวั - ส านวน “คลืน่กระทบฝ่ัง” หมายถึง เร่ืองราวที่ครึกโครมขึน้แล้วกลบัเงียบ หายไป มีท่ีมาจากทะเลมีคล่ืนวิง่เขา้หาฝ่ังตลอดเวลา

  • 2) ส านวนที่มาจากวถิีการด ารงชีวติ เป็นส านวนท่ีมาจากปัจจยัส่ี อาหาร เคร่ืองนุ่งห่ม ท่ีอยูอ่าศยั พาหนะ เป็นตน้ เช่น - ส านวน “ชุบมอืเปิบ” หมายถึง คนที่ไม่ช่วยท า พอถึงเวลามารับประทาน, คนที่ฉวยประโยชน์จากคนอืน่ โดยไม่ลงทุนลงแรง มีท่ีมาจากการกินขา้วดว้ยมือ ก่อนจะกินอาหารจะเอามือลงชุบน ้าเพ่ือลา้งมือใหส้ะอาด และไม่ใหข้า้วติดมือ

    ทีม่าของส านวน

  • 3) ส านวนที่มาจากวฒันธรรมในสังคม เป็นส านวนท่ีมาจากอาชีพ ประเพณี การเรียน การปกครอง เช่น - ส านวน “ท านาบนหลงัคน” หมายถึง การแสวงหาผลประโยชน์ใส่ตนโดยขูดรีดผู้อืน่ มีท่ีมาจากอาชีพการท านา - ส านวน “ความรู้ท่วมหัว เอาตวัไม่รอด” หมายถึง มคีวามรู้มากแต่ไม่รู้จกัใช้ให้เป็นประโยชน์ มีท่ีมาจากการศึกษา

    ทีม่าของส านวน

  • 4) ส านวนที่มาจากความเช่ือและศาสนา เป็นส านวนท่ีมาจากความเช่ือของสงัคม หรือความทางศาสนา เช่น - ส านวน “กรวดน ้าคว า่ขัน” หมายถึง ตัดขาดไม่ขอเกีย่วข้องด้วย มีท่ีมาจากความเช่ือเร่ืองการท าบุญแลว้กรวดน ้าอุทิศส่วนกศุล - ส านวน “ผซี ้าด า้พลอย” หมายถึง การถูกซ ้าเตมิเมื่อพลาดพลั้งลงหรือเมื่อคราวเคราะห์ร้าย มีท่ีมาจากการนบัถือผบีรรพบุรุษ

    ที่มาของส านวน

  • 5) ส านวนที่มาจากศิลปะ ดนตรี เป็นส านวนท่ีมาจากศิลปกรรม การแสดง ดนตรี เช่น - ส านวน “ชักใย” หมายถึง มผู้ีบงการอยู่เบือ้งหลงั มีท่ีมาจากการเล่นหุ่นและหนงัตะลุง - ส านวน “ประสมโรง” หมายถึง พลอยเข้าร่วมเป็นพวกด้วย มีท่ีมาจากการตั้งคณะละครโดยเอาตวัละครจากท่ีต่าง ๆ มารวมกนัเป็นโรง

    ทีม่าของส านวน

  • 6) ส านวนทีม่าจากวฒันธรรมลายลกัษณ์และมุขปาฐะ เป็นส านวนท่ีมาจากวรรณคดี ภาษา นิทาน ต านาน เช่น - ส านวน “ชักแม่น า้ทั้งห้า” หมายถึง พูดจาหว่านล้อมโดยยกยอบุญคุณเพือ่ขอส่ิงที่ต้องการ มีท่ีมาจากวรรณคดีเร่ืองมหาเวสสนัดรชาดก ชูชกกล่าวขอสองกมุาร ต่อพระเวสสนัดร

    ทีม่าของส านวน

  • ประเภทของส านวน

    • ราชบณัฑิตยสถาน ไดจ้ าแนกประเภทของส านวนไทยไว ้3 ประเภท ดงัน้ี 1) ประเภทคล้องจอง 2) ประเภทเปรียบเทียบ

    3) ประเภทค าซ ้า

  • 1) ประเภทคล้องจอง ส านวนประเภทน้ีมีการเรียงค าเป็น 4 ค า 6 ค าและ 10 ค า มีเสียงสมัผสัคลอ้งจองกนั ท าใหมี้จงัหวะช่วยใหจ้ดจ าง่าย ก่อกรรมท าเขญ็ ขา้วแดงแกงร้อน ขิงกร็า ข่ากเ็เรง

    ก่อความเดอืดร้อนให้ร ่าไป

    บุญคุณ

    ต่างกจ็ัดจ้านพอ ๆ กนั, ต่างกม็ีอารมณ์ร้อน พอ ๆ กนั, ต่างไม่ยอมกนั

    ประเภทของส านวน

  • สวยเเต่รูป จูบไม่หอม

    ดูช้างให้ดูหาง ดูนางให้ดูเเม่

    มีทองเท่าหนวดกุ้ง

    นอนสะดุ้งจนเรือนไหว

    มีรูปร่างงาม แต่มีความประพฤตท่ิาทวีาจาและ กริิยามารยาทไม่ด ี

    ให้รู้จกัพจิาณาผู้หญิงทีจ่ะเลอืกเป็นคู่ครองโดยดูจากนิสัยใจคอและความประพฤติของมารดา

    มีสมบัติเพยีงเลก็น้อยแต่กงัวลจนนอนไม่หลบั

  • 2) ประเภทเปรียบเทียบ ส านวนประเภทน้ี มกัจะมีค าตั้งแต่ 3-7 ค า โดยมี ลกัษณะส าคญัคือ การกล่าวถึงส่ิงหน่ึงเเทนอีกส่ิงหน่ึง กาคาบพริก ไข่ในหิน ยกภูเขาออกจากอก

    คนที่มผีวิด าแต่แต่งตัวด้วยเส้ือผ้าสีแดง

    ของทีต้่องคอยระมัดระวงั ปกป้อง ดูแล ทะนุทนอม เป็นอย่างด ี

    โล่งออก หมดวติกกงัวล

    ประเภทของส านวน

  • 3) ประเภทค าซ ้า ส านวนประเภทน้ี มีการเรียงค า 4 ค า ค าท่ี 1 จะซ ้ ากบัค าท่ี 3

    ข้ามหน้าข้ามตา

    คงเส้นคงวา

    ผเีข้าผอีอก

    ท าโดยไม่ไว้หน้าผู้ใด

    เสมอต้นเสมอปลาย

    เดีย๋วดเีดีย๋วร้าย ไม่คงที่

    ประเภทของส านวน

  • หลกัการใช้ส านวน

    • การใชส้ านวนมีหลกัการสรุปไดก้วา้ง ๆ ดงัน้ี 1) การใช้ส านวนอย่างถูกต้องสมบูรณ์ 2) การใช้ส านวนให้ตรงตามความหมาย

    3) การใช้ส านวนให้สอดคล้องกบับริบท

  • 1) การใช้ส านวนอย่างถูกต้องสมบูรณ์ ผูใ้ชค้วรตอ้งเรียนรู้วา่ส านวนเขียนอยา่งไร ไม่ควรตัดหรือเติมค าลงไปเอง เช่น

  • 2) การใช้ส านวนให้ตรงตามความหมาย ผูใ้ชจ้ะตอ้งรู้และเขา้ใจความหมายของส านวนอยา่งถ่องแท ้ เพราะมีส านวนท่ีมีค าใชค้ลา้ยคลึงกนัแต่มีความหมายต่างกนั ใชแ้ทนกนัไม่ได ้ อยา่ได้ทีขี่แพะไล่เพราะเท่าท่ีมีน้ีกพ็ออยูแ่ลว้ “ได้ทีขี่แพะไล่” ใชใ้นความหมาย การซ ้าเติมผู้อืน่ทีเ่พลีย่งพล า้ ตอ้งใช ้“ได้คบืจะเอาศอก” หมายถึง ความต้องการได้มากกว่าที่ได้มาแล้ว

  • 2) การใช้ส านวนให้ตรงตามความหมาย (ต่อ)

    สุดาบอกไม่ชอบวนิยั แต่พอวนิยัชวนสุดาไปเท่ียวกไ็ป เขา้ต าราปากหวาน ก้นเปร้ียว

    “ปากหวานก้นเปร้ียว” กล่าวถึงคนทีพู่ดจาอ่อนหวานแต่ไม่จริงใจ ตอ�