Click here to load reader

เนื้อหามี 3ส่วน แต่ อ · Web viewทางปฏ บ ต full employment = 97% เพราะเป นไปไม ได ท จะ 100% (อ

  • View
    0

  • Download
    0

Embed Size (px)

Text of เนื้อหามี 3ส่วน แต่ อ · Web viewทางปฏ บ ต full...

เนื้อหามี 3ส่วน แต่ อ

PAGE

26

****เศรษฐศาสตร์สำหรับการจัดการ (รอ. 604 )

ถอดเทปบรรยายของ รศ.ดร.มนตรี โสคติยานุรักษ์ (ครั้งที่ 1 )

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 20 พฤศจิกายน 2548

ทีมวิชาการห้อง 3 MPPM 11 กทม.

เนื้อหามี 3 ส่วน แต่ อ.มนตรี จะสอนเรื่องภาพรวมทางเศรษฐกิจ การทำงานของระบบเศรษฐกิจกลไกการทำงานของเศรษฐกิจ ซึ่งจะทำให้เข้าใจระบบเศรษฐกิจในองค์รวม ดูองค์ประกอบของระบบว่าประกอบด้วยอะไรบ้าง ขับเคลื่อนได้อย่างไร บางครั้งกลายเป็นเศรษฐกิจแบบลูกโป่ง ลูกบอล หรือฟองสบู่ ทำไมถึงเป็นแบบนั้นและเราต้องการให้เป็นแบบไหน

การกำกับดูแลระบบเศรษฐกิจ ซึ่งมีนโยบายหลัก ๆ 2 นโยบาย คือ

1. นโยบายการเงิน

2. นโยบายการคลัง

ซึ่งจะดูว่าทำงานอย่างไรบ้าง มีข้อจำกัดและเงื่อนไขอย่างไร ซึ่งบางครั้งรัฐบาลทำไมทำไม่ได้ผล

ในด้านต่างประเทศ ซึ่งไทยได้ค้าขายกับต่างประเทศมาก ทำให้มีเงินทุนสำรองที่เพียงพอ โดยปีที่ผ่านมา เรานำเงินมาชดเชยน้ำมันมาก ทำให้ดุลการค้า ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล จะไปกระทบดุลการชำระเงินและมีผลต่อทุนสำรองในที่สุด

เพราะฉะนั้น ธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงการคลัง และกระทรวงพาณิชย์ จะต้องทำตัวเลขเหล่านี้กลับคืนมา ซึ่งจะต้องเข้าใจว่า สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะทำงานโยงกันอย่างไร

1. อ. พลภัทร เน้นเรื่อง นโยบายต่างประเทศ

2. อ. วิวัฒน์ชัย เน้นเรื่องการพัฒนา

3. อ. มนตรี ใช้ตำรา 3 เล่ม

1. เศรษฐศาสตร์มหภาควิเคราะห์ทฤษฎีและนโยบาย

2. หนังสือเจตจำนง ฉบับที่ 1-8

3. Macroeconomic ของ Froyen & Low

โดยหนังสือเจตจำนง จะเกี่ยวข้องกับปี 40 ที่ไทยกู้เงิน IMF 8 ครั้ง โดยแต่ละครั้งจะมีเงื่อนไขตามมาด้วย (Letter of intend – LOI หนังสือเจตจำนง 8 ฉบับ) โดยเงื่อนไขที่ตามมา จะระบุถึงแนวปฏิบัติและแนวทางคืนเงินกู้ ที่กู้มาในการแก้ไขปัญหาปี 40 ซึ่งเมื่อ 2ปีที่ผ่านมา ก็ได้ชำระเงินคืนกลับไปหมดแล้ว ดังนั้นเราจะทำตาม เจตจำนงต่อไปหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับเราบางเรื่องในหนังสือเจตจำนงดี ควรทำต่อ แต่เราไม่คิดจะทำ ซึ่งขณะที่เศรษฐกิจดีเราก็จะลืม แต่พอเศรษฐกิจตกต่ำก็กลับคิดแก้ไขปัญหาใหม่ ตามวิสัยคนไทยที่ Loose Structure

หนังสือกฎหมายกับเศรษฐกิจที่เป็นกรอบว่าเราควรจะทำอะไรได้บ้าง ใช้หลังจาก 2540 ซึ่งมี พ.ร.บ. ธนาคารพาณิชย์ พ.ร.บ. ธนาคารประเทศไทย พ.ร.บ.การเงิน etc… ซึ่งจะเป็นเครื่องมือในการดำเนินงาน และควบคุม เศรษฐกิจหลังปี 40

กลไกการเปลี่ยน พ.ร.บ. นั้นยากและต้องผ่านขั้นตอนทางสภา ซึ่งยิ่งรัฐบาลมาจากพรรคผสมยิ่งยากขึ้นไปอีก (นี่คือข้อจำกัดอีกอย่างหนึ่งในการบริหารการเงินในประเทศ) ซึ่งโครงสร้างเศรษฐกิจและระบบเศรษฐกิจ เปลี่ยนไปจึงต้องมีการปรับปรุงกฏหมายให้สอดคล้องด้วยโดย กฎหมายบางฉบับไม่จำเป็นก็ต้องตัดทิ้งไป ซึ่งรัฐบาลก็ได้เข้ามาดูแลเรื่องเหล่านี้อยู่

เข้าเนื้อหา

หลังจากวิกฤตปี 40 จะเห็นว่าหนังสือพิมพ์ต่าง ๆได้ลงข่าวเศรษฐกิจกันมากขึ้น ที่ว่าด้วยเรื่อง IMF, อัตราดอกเบี้ยในประเทศ, อัตราดอกเบี้ยของอเมริกา โดย FED ( Federal Reserve ที่มีการประชุมในสัปดาห์ที่ 4 ของทุกเดือน) ว่าจะต้องมีการปรับอัตราดอกเบี้ยหรือไม่อย่างไร ทุกประเทศทั่วโลกต้องคอยดู FED ว่าจะขึ้น หรือลดอัตราดอกเบี้ยอย่างไร

Note : FED คือ ธนาคารกลางของอเมริกา

น้ำมันขึ้นราคา เงินเฟ้อ และการขาดดุลการค้าสูงสุดในรอบ 7 ปี ซึ่งถ้าเราเข้าใจสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ เราก็อาจจะนำไปใช้ประโยชน์ ในชีวิตส่วนตัวหรือในองค์กรได้ ยิ่งในปัจจุบันมีการลอยตัวค่าเงิน ก็ยิ่งทำให้ค่าเงินเปลี่ยนแปลงทุกนาที ซึ่งจะมีผลต่อการดำเนินธุรกิจและบริหารองค์กร

วิชาเศรษฐศาสตร์ และวิชาแรก ๆ ที่เรียนจะเป็นวิชาที่อยู่รอบ ๆ ขององค์กร (ดังรูป)

จากรูปจะเห็นว่าไม่ว่าการเมือง หรือ เศรษฐกิจเปลี่ยนจะมีผลต่อองค์กรทั้งนั้น ส่วนวิชาท้าย ๆ จะเป็นเรื่องราวขององค์กร ซึ่งจะบอกว่าเราจะบริหารองค์กรอย่างไร Design องค์กรให้ยืดหยุ่นกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ได้อย่างไรNIDA ดึงท่านออกมานอกองค์กร เพื่อจะให้มาเห็นสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ขณะเดียวกันคู่แข่งของท่าน ก็จะเจอสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เช่นกัน องค์กรใครปรับตัวเร็ว ยืดหยุ่นได้องค์กรนั้นก็จะอยู่รอด นอกจากนี้ การค้ากับต่างประเทศ และนโยบายต่างประเทศคู่แข่งจากต่างประเทศ ก็จะกระทบต่อองค์กร โดยตรงเช่นกัน

Concept หลักในวิชาเศรษฐศาสตร์

1. ทุกสิ่งอย่างในโลกนี้มีจำนวนจำกัด

(เป็นที่มาของการจัดสรรทรัพยากร)

2. ไม่มีอะไรที่เป็นของฟรีในโลกนี้

NOTE : จากข้อ 1 ที่ว่า ทรัพยากรมีจำกัดจึงเป็นผลต่อเนื่องว่า ทุกอย่างมีค่าจึงไม่มีอะไรฟรี

Eg มีทรัพยากรเงินอยู่ 100 บาท มีโครงการให้ทำ 4 โครงการ

A .ให้ผลตอบแทน 40% โดยใช้ทรัพยากร 100

B. ให้ผลตอบแทน 30% โดยใช้ทรัพยากร 100

C.ให้ผลตอบแทน 20% โดยใช้ทรัพยากร 100

D.ให้ผลตอบแทน 10% โดยใช้ทรัพยากร 100

ทุกคนจะเลือกโครงการที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุดคือโครงการ A ดังนั้น เราจะมีต้นทุนการเสียโอกาสในโครงการ B C D

NOTE : ต้นทุนการเสียโอกาส ดังกล่าวจะนำมาใช้ในวิชาเศรษฐศาสตร์

ดังนั้นต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ จะประกอบไปด้วยต้นทุนหลายตัวประกอบกัน เช่นต้นทุนทางการเงิน + ต้นทุนการเสียโอกาส

(การลงทะเบียนเรียน ที่ NIDA จะเสียค่าลงทะเบียนเท่ากันแต่ต้นทุนการเสียโอกาสของนักศึกษาแต่ละคนไม่เท่ากัน)

สรุปตัวอย่าง เพื่อให้ต้นทุนการเสียโอกาสน้อยที่สุดจึงเลือกโครงการ A เพราะให้ผลตอบแทนสูงสุด

(NOTE : ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกมีต้นทุน)

แต่บางครั้งข้อสรุปอาจไม่เป็นจริงเสมอไป เช่นกรณีใกล้เลือกตั้งรัฐบาลเลือกโครงการ C (ผลตอบแทน 20%) เพราะโครงการดังกล่าว เอื้อประโยชน์ต่อฐานคะแนนเสียงของรัฐบาลปัจจุบันเป็นต้น

NOTE : ภาคธุรกิจจะวิเคราะห์โครงการต่าง ๆ เพื่อผลตอบแทนสูงสุด ภาครัฐจะไม่มองแค่ตัวเงินอย่างเดียว แต่จะมอง Cost กับ Benefit อีกด้วย เช่น คุณภาพชีวิต การลดอุบัติเหตุซึ่งบางอย่างคิดเป็นตัวเงินไม่ได้ แต่ในทางเศรษฐศาสตร์และการเงินจะมีวิธีการทอนสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นตัวเงิน แล้วประเมินว่าโครงการที่จะทำนั้นคุ้มหรือไม่ โดยที่โครงการเล็ก ๆ จะไม่ผ่านกลไก ค.ร.ม. โดยจะต้องเสนอสภาพัฒน์เพื่อกลั่นกรองสิ่งเหล่านี้

3. เงินกับเวลาที่เปลี่ยนไป (เงิน คนละเวลามีค่าไม่เท่ากัน) เช่น โครงการ ก กับ ข มีผลตอบแทนเท่ากันที่ 10 ปี

โครงการ ก ให้ผลตอบแทนจากน้อยไปหามาก 10, 20, 30, 40, 50, 60, 70, 80, 90, 100

โครงการ ข ให้ผลตอบแทนจากมากไปหาน้อย 100, 90, 80, 70, 60, 50, 40, 30, 20, 10

ดูเผิน ๆ ทั้ง 2 โครงการจะให้ผลตอบแทนทางตัวเลขเท่ากัน แต่ทางเศรษฐศาสตร์เป็นคนละเวลาจะต้องทอนให้ผลตอบแทนอยู่บนบรรทัดฐานเดียวกัน ในกฏเวลาเดียวกัน (เวลาปัจจุบัน) แล้วจึงทอน เปรียบเทียบว่าโครงการไหนน่าลงทุนมากกว่า (เรียกว่าการหาค่า Present Value = มูลค่าปัจจุบัน) ซึ่งจากรูปควรเลือกโครงการ ข

NOTE : ระลึกเสมอว่าในทางเศรษฐศาสตร์นั้นการเปรียบเทียบใด ๆ ก็ตามจะต้องอยู่บนบรรทัดฐานเดียวกัน

NOTE : วิชาเศรษฐศาสตร์เป็นวิชาที่มีมิติต่าง ๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น ตัวเงิน เวลา การเปรียบเทียบ

NOTE

ตัวอย่าง โครงการรัฐ 20 ปี

Present Value

- ถ้าเรานำผลตอบแทนมารวมกันตั้งแต่ปีที่ 1 ถึงปีที่ 10

มูลค่าปัจจุบัน 100 ของทั้ง 2 โครงการจะได้ยอดรวมที่เท่ากัน ทั้ง ๆ ความ

ผลตอบแทน

เป็นจริงไม่เท่ากัน เช่นถ้าเราอยู่ที่ปี่ที่ 10 จะโครงการ ก.

โครงการ ก. ให้ผลตอบแทนมากว่าโครงการ ข. แต่ถ้าเราอยู่ที่ปีที่ 1

1 ปี

10 ปี โครงการ ข. จะให้ผลตอบแทนมากกว่า

100

- ทางเศรษฐศาสตร์บอกว่าการที่จะเปรียบเทียบกันจะ

ต้องอยู่บนพื้นฐานเดียวกัน ดังนั้นจึงเกิดขบวนการย้อน

โครงการ ข.

10 เวลา เพื่อให้ทุกอย่างอยู่ในเงื่อนไขของเวลาเดียวกัน 1 ปี

10 ปี และเวลาที่นิยมมาก คือ เวลาปัจจุบัน เรียกว่า

“Present Value” หรือมูลค่าปัจจุบัน เพื่อจะได้บอกว่าใครดีกว่ากัน ถ้าตัดปัญหาเรื่องเวลาออกไป โครงการ ข น่าจะดีกว่า แต่ในความเป็นจริงต้องมีการคำนวณเม็ดเงินออกมา ซึ่งจะได้เรียนในวิชาต่อๆไป

ตัวอย่าง เงื่อนไขการจ่ายผลตอบแทนโครงการ 20 ปีให้แก่รัฐบาล

โดยปีที่ 1 ถึงปีที่ 19 จ่ายให้ปีละ 10 บาท

ปีสุดท้ายให้ 1,000 บาท

= 10 x 19 + 1,000 = 1,190

รวมเป็นเม็ดเงิน = 1,190 บาท

ภาคเอกชนที่รับสัมปทานของรัฐ จะพูดว่าให้ผลตอบแทนกับรัฐ 1,190 ล้านบาท (เพื่อให้ดูดี) แต่หลักการชำระเงินจะชำระยอดสุดท้ายสูงมากถึง 1,000 ล้าน แต่ปีต้น ๆ ชำระน้อยมากแค่ 10 ล้าน

จากโครงการ ก ถึง ข ข้างต้น รัฐควรเลือกทำข้อเสนอ ข เนื่องจากเป็นประโยชน์ต่อภาครัฐมากที่สุด แต่ถ้าหากรัฐจะช่วย ก รัฐก็จะอ้างว่า เอกชนสองราย เสนอผลตอบแทนให้กับรัฐ เป็นเม็ดเงินเท่ากันแต่เอกชน ก มีประสบการณ์มากกว่า ไม่เคยทิ้งงาน ดังนั้นเราเลือก ก จะเห็นว่าประชาชนส่วนใหญ่หากดูข้อมูลเผิน ๆ ก็จะเข้าใจว่ายุติธรรม เพราะให้ผลตอบแทนเท่ากัน เลือกใครก็ได้แต่หากใช้หลักทางเศรษฐศาสตร์ เข้ามาวิเคราะห์ก็จะทราบดีว่า ผลตอบแทน ข้อเสนอ ข จะดีกว่ามากในแง่ผลตอบแทนที่ตอบกลับ (Present Value)

เทคนิคในการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์

จากรูป สมมติให้ x เป็นเศรษฐกิจ ซี่งมีผลกระทบเป็นตัวแปร A B C D (ซึ่งความเป็นจริงมีมากกว่านั้น) การวิเคราะห์ทีละปัจจัย โดยสมมติให้ตัวแปรที่เหลือนิ่ง (ไม่เปลี่ยนแปลง) แล้วดูผลทีละปัจจัย

ดูปัจจัย A โดยสมมติให้ B C D ไม่เปลี่ยนผล (คงที่) เศรษฐกิจ=

ดูปัจจัย B โดยสมมติให้ A C D ไม่เปลี่ยนผล =

ดูปัจจัย C โดยสมมติให้ A B D ไม่เปลี่ยนผล =

ดูปัจจัย D โดยสมมติให้ A B C ไม่เปลี่ยนผล =

เมื่อปัจจัย A เปลี่ยน ผลทางเศรษฐกิจจะเป็นรูป

เมื่อปัจจัย B เปลี่ยน ผลเศรษฐกิจจะเป็นรูป , , ซึ่งจะเห็นว่าการวิเคราะห์เศรษฐกิจไม่ใช่เรื่องง่าย การวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์ ของนักเศรษฐศาสตร์แต่ละท่านจะมีผลไม่เหมือนกันดังหลักตัวอย่างข้างบน และจะเอาผิดนักวิเคราะห์เหล่านี้ไม่ได้ด้วย เนื่องจากปัจจัยตอนวิเคราะห์แรกกับ ผลที่เกิดขึ้นจริง ตัวแปรจะไม่นิ่งเหมือนตอนวิเคราะห์(จะเอาผิดนักเศรษฐศาสตร์ไม่ได้ก็ด้วยเหตุผลที่กล่าวคือมีข้อสมมติรองรับอยู่ เช่น เศรษฐกิจไทย ปี 48 จะให้วิเคราะห์นั้นไม่ง่าย เพราะเราค้าขายกับต่างประเทศ เกือบทั่วโลก อเมริกา ญี่ปุ่น เอเชีย ยุโรป น้ำมัน กระทบเราน้ำมันขึ้นเราก็ขายของได้น้อย ก่อการร้าย ก็มีผลโดยชี้แจงว่า สมมติให้เศรษฐกิจปี 48 เท่ากับค่าเฉลี่ยของปี 47 (หยุดไป 1 ตัว ) ให้น้ำมันปี 48 เท่ากับค่าเฉลี่ยของปี 47 (หยุดไปอีก 1 ตัว) ส่วนการเมืองในประเทศจะมีการเลือกตั้งซึ่งสมมติผู้ได้รับการเลือกตั้งยังเป็นรัฐบาลชุดเดิมนโยบายก็คงไม่ต่างกับของเดิม (หยุดอีก 1 ตัว)

การวิเคราะห์ก็จะง่ายขึ้น (ซึ่งการทำวิจัยปลายภาคของนักศึกษารุ่นนี้ก็จะใช้หลักสมมติดังกล่าวและการทำวิจัย MPPM 11 จะทำวิจัยเดี่ยว เป็นรุ่นแรก) โดยใช้การสมมติเพื่อยึดวงให้แคบในการวิเคราะห์ หรืออาจใช้แบบจำลองซึ่งอาจยอมให้มีตัวแปรมากกว่า 1 เข้ามามีผล กระทบต่อการวิเคราะห์ได้เพื่อใกล้ความเป็นจริงมากขึ้น โดยใช้เครื่องมือทางคณิตศาสตร์เข้าช่วยเพื่อให้วิเคราะห์ได้ สรุปได้ แต่อย่าสมมติให้ทุกอย่างคงที่ เพราะจะไม่ตอบอะไร

NOTE : บางทฤษฎีมีตัวสมมติมาก บางทฤษฎีมีน้อย

ตัวอย่าง เช้าวันนี้จ่ายกับข้าว หากว่า ผัก ก.ก.ละ 20 แพงกว่าเมื่อวาน แต่เมื่อวานราคายัง 10 บาทอยู่ เราจะถามแม่ค้าไหมว่าผักทำไมแพงขึ้น? และแม่ค้าจะอ้างทันทีว่า น้ำมันแพง รับมาแพง, ต้นทุนแพง

(แต่หากเช้านี้ราคาผักถูกลงกว่าเมื่อวานเราจะไม่ถามใด ๆ ทั้งสิ้นเพราะเป็นประโยชน์กับเราเอง) ขณะเดียวกันให้สังเกตดูว่าในช่วงเวลาเย็นราคาผักจะลดลงมา เมื่อเทียบกับตอนเช้า (ราคาน้ำมันก็ยังเท่ากับเมื่อเช้า) ก็ด้วยเหตุผลของการเสื่อมสภาพตามเวลาของสินค้า ซึ่งอาจต้องทิ้งในวันรุ่งขึ้น ซึ่งอาจมีค่าใช้จ่ายในการนำไปทิ้งอีกด้วย

นี่คือเศรษฐศาสตร์แท้ ๆ ในชีวิตประจำวันของเรา

NOTE : ผักแพงเราจะถามเพราะมีผลกระทบต่อเงินในกระเป๋า

NOTE : หากแม่ค้าอ้างว่าผักแพง เพราะเกิดสึนามิ เราก็คงไม่ซื้อผักเขา เพราะไม่เป็นเหตุเป็นผลเช่นกัน

NOTE : ข้อสังเกตหากเป็นเศรษฐกิจดี Midnight Sale จะเกิดขึ้นปีละครั้งหากเศรษฐกิจไม่ดี จะเกิดขึ้นถี่กว่ามาก

หากสามารถทราบความเป็นมา สามารถเชื่อมโยงได้แล้ว ถ้าวิเคราะห์ได้ว่าทำแบบนี้จะเกิดอะไรขึ้น เราก็จะใช้ประโยชน์ในการตัดสินใจของเราได้ดี

เศรษฐกิจแบบปิด คือ เศรษฐกิจที่ทำการค้าขายเฉพาะในประเทศ (มีน้อยประเทศมาก)

เศรษฐกิจแบบเปิดคือเศรษฐกิจที่ทำการค้าขายกับต่างประเทศ (มีหลายประเทศที่ใช้ระบบนี้) คือมีทั้งในและนอกเกี่ยวข้องกัน ในอดีตแต่ละประเทศยังมีกติกาของตัวเองได้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น ๆ ของตนเองในทางเศรษฐกิจ เช่น เราอยากส่งเสริมอุตสาหกรรมใดในประเทศ เราก็สร้างกำแพงขึ้นมาปกป้อง (เช่นกำแพงภาษี, ระบบโควต้า)

แต่หลังจาก 16 ธ.ค. 2537 ประเทศต่าง ๆ จำนวน 147 ประเทศ ได้ร่วมตกลงเรื่องการค้าเสรี ที่ประเทศ อุรุไกว หลังจากเซ็นสัญญาตกลงกันก็ได้มีการจัดตั้งองค์กรที่เรียกว่า WTO ( World Trade Organization ) เพื่อที่จะเข้ามาดูแลให้เป็นรูปธรรม แต่จนทั่งบัดนี้ การดำเนินงานยังไม่คืบหน้าเท่าที่ควร (เนื่องจากการตกลงในครั้งนั้นเป็นการตกลงภาพรวม แต่ความเป็นจริง ประเทศต่าง ๆ มีการผูกขาด เศรษฐกิจและพื้นฐานไม่เหมือนกัน) เพราะต่างคนก็จะรักษาผลประโยชน์ของตัวเองเป็นหลัก

ขณะเดียวกันประเทศที่พร้อมบางประเทศได้ดำเนินการเปิดการค้าเสรีย่อยโดยจับกันเป็นคู่ ๆ ที่เรียกว่า FTA ( Free Trade Agreement ) ที่เป็นการทำข้อตกลงเรื่องการค้าระหว่าง 2 ประเทศ

NOTE : WTO เป็นกรอบการค้าเสรีในภาพใหญ่ FTA จึงเป็นการย่อยในภาพใหญ่ของ WTO

NOTE : ประเทศไทยก็ได้ทำ FTA กับหลายประเทศ แต่ทำครบทุกด้านกับประเทศออสเตรเลีย(สินค้า + บริการ) ส่วนประเทศจีน ที่ทำเฉพาะด้าน (เกษตร พืชผล)

การตกลง FTA ทำโดย ผู้นำทั้ง 2 ประเทศ มาคุยและตกลงกัน ในเรื่องธุรกิจ อุตสาหกรรม ซึ่งต่างฝ่ายก็มุ่งผลประโยชน์ของตนเองเป็นหลัก และข้อตกลงอาจจบลงได้ยากหากเน้นไปใช้เรื่องรายละเอียดในแต่ละอุตสาหกรรม แต่ควรมองไปที่ผลประโยชน์ของชาติ (ภาพใหญ่) ว่าดีกว่าเดิมก็พอ การทำ FTA ประเทศใหญ่จะได้เปรียบประเทศเล็กเสมอ

ตัวอย่างในอดีต ประเทศไทย ไม่มีความชำนาญเรื่องอุตสาหกรรมโคนม ซึ่ง ออสเตรเลีย มีความชำนาญมาก (ความพร้อมและสภาพอากาศ)

หากประเทศไทยมีต้นทุนการผลิตนม 10 บาท/ลิตร ประเทศออสเตรเลียผลิตได้ 7 บาท/ลิตร และเราอยากสนับสนุนอุตสาหกรรมนมไทย เราอาจต้องตั้งกำแพงภาษีนำเข้านม 4 บาท/ลิตร เพื่อให้ต้นทุนนำเข้าสูงกว่าต้นทุนที่ผลิตใช้ โดยจะเห็นว่าหากดำเนินนโยบายแบบนี้ ประชาชนจะมีงานทำอุตสาหกรรมโคนมเกิด แต่คนไทยซื้อนมแพงขึ้น แต่เมื่อการตกลง FTA ซึ่งเราจะต้องยอมเขาบางอย่างและเขาจะต้องยอมเราบางอย่างเราอาจต้องยอมในสิ่งที่เราไม่ถนัดให้เขาไป โดยตัวอย่างดังกล่าว อาจมองว่าคนไทยส่วนใหญ่จะได้ทานนมถูกลงแต่ก็จะมีคนว่างงานสูงขึ้น ซึ่งวิธีนี้แก้โดยหาอาชีพใหม่ให้กับเขาเหล่านั้น (ประชาชนส่วนใหญ่ได้ประโยชน์ แต่อุตสาหกรรมนมได้รับผลกระทบ)

NOTE : การตั้งกำแพงภาษีนม 4 บาท/ลิตร เกิดจากการเปรียบเทียบราคาต้นทุนซึ่งเรียกว่า Comparative Advantage (การได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ)

สรุป การตกลง FTA จะต้องดูหลายมิติ (ระยะสั้น VS ระยะยาว อำนาจมาก VS อำนาจน้อย เลือกผลประโยชน์ส่วนใหญ่ VS ผลประโยชน์ส่วนน้อย)

โดยในทางเศรษฐศาสตร์จะมองในเชิงเปรียบเทียบก่อนและหลังการตกลง FTA ว่าหากตกลง FTA แล้วในภาพรวมดีขึ้นกว่าก่อนตกลงก็รับได้แล้วเพราะการตกลงกับประเทศที่มีอำนาจกว่า ประเทศเล็กจะเสียเปรียบอยู่ตลอดไป เช่น อเมริกา หรือ ญี่ปุน ทำ FTA กับไทยเขาจะได้เปรียบเราแต่เราทำ FTA กับ ลาว เราก็จะได้เปรียบเขาแต่การทำFTAกับลาวไม่เกิดประโยชน์เพราะสภาพภูมิอากาศเหมือนกัน สินค้าจะไม่แตกต่างกัน

NOTE : ข้อเสียเปรียบในการทำFTA อีกประเด็นคือประเทศไทยไม่สันทัดเรื่องการเจรจาและเทคนิคต่าง ๆ การทำFTA ให้ประสบผลสำเร็จ ควรตกลงกันในอุตสาหกรรม หรือธุรกรรมการค้าที่ต่างกันซึ่งจะได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่ายเช่นไทย ทำกับออสเตรเลีย จะมีการแตกต่างเรื่องภูมิประเทศอำนาจการซื้อ แต่การนำ FTA กับ จีน ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

1. ประชากรของจีนมีประมาณ ¼ ของประชากรโลก คือประมาณ 1,300 ล้านคน

2. การเติบโตของจีน (เฉลี่ย 5 ปี 8.5%) และปีนี้ 9.2% ( 9 เดือน) เศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 7 ของโลก และจะเป็นอันดับ 1 ในปี 2020 หากเศรษฐกิจเติบโตแบบนี้ไปเรื่อย ๆ

NOTE : ความใหญ่ของจีนดึงดูดทรัพยากรของโลกไป น้ำมัน แพง เพราะจีน ยางพาราแพงเพราะจีน ปูนแพงเพราะจีน เหล็กแพง ค่าขนส่งแพง เพราะจีน เป็นต้น

NOTE : หากแข่งขันกับจีนไม่ได้ ก็ควรเป็นพันธมิตรกับจีน การทำ FTA จึงต้องทำกับจีนเพื่อความอยู่รอดของไทย

หากดูโครงสร้างตำแหน่งประเทศ จะเห็นว่าจีนถูกโอบล้อมด้วยกลุ่มพันธมิตรมหาอำนาจ คืออเมริกา (เกาหลี ญี่ปุ่น ไต้หวัน EU) ซึ่งรัสเซีย เป็นพันธมิตรกับอินเดีย

จากโครงสร้างดังกล่าวจะเห็นว่าจีนคงต้องหาทางออก ซึ่งมีทางเดียวคือ ผ่านอาเชี่ยน แล้วออกทะเลได้ถึง 2 ด้าน ดังนั้นมุมมองด้านการเจรจา อาจใช้ปัจจัยด้านอื่น ๆ เหล่านี้เข้ามาร่วมต่อรอง ได้อีก นอกจากเหตุผลอย่างเดียวประเทศจีนใหญ่กว่าเรามีประชากรมากกว่าเรา 20 เท่าขณะที่รายได้ต่อหัวน้อยกว่าเรา 3 เท่า หากลอง Focus ไปที่ประชากร เมื่อมีข้อตกลง FTA เรื่องการเกษตรโดยนิยามว่าคนไทยกินแอ๊ปเปิ้ลคนละลูก/ ปี ดังนั้นจีนจะขายแอ๊ปเปิ้ลได้ 64 ล้านลูก/ปี และหากคนจีนกินมะม่วงเราคนละลูก ดังนั้นเราน่าจะขายมะม่วงได้ 1,300 ล้านลูก/ปี แต่ความเป็นจริงจะเปลี่ยนค่านิยมคนจีนอย่างไร และมะม่วงก็ต้องปอกเปลือก กินบนรถขณะเดินทางก็ลำบาก ช้ำก็ง่าย ซึ่งตรงกันข้ามกับแอ๊ปเปิ้ลโดยสิ้นเชิง โดยสังคมไทยถูกชักจูงได้ง่าย หากราคา แอ๊ปเปิ้ล ราคาถูกลงมาคนไทยก็จะซื้อแอ๊ปเปิ้ลกิน (จะเห็นว่ามองเผิน ๆ น่าจะเป็นไปได้แต่ความเป็นจริงพฤติกรรมจะเป็นอุปสรรคในการขายมะม่วง)

NOTE : สาเหตุที่สินค้าจีนถูกเพราะคนจีนว่างงานถึง 300 ล้านคน ซึ่งมากกว่าประชากรอเมริกาซึ่งมีประชากรทั้งหมด 290 ล้านคน และคนจีนที่ว่างงานเหล่านี้ ก็พร้อมรับอัตราค่าจ้างทุกอัตรา

NOTE : ขณะนี้FTA จีนกับ อาเชี่ยน กำลังจัดตั้งขึ้นหากสำเร็จก็จะเป็นเขตการค้า ที่มีประชากรเป็นอันดับ 1 ของโลก และไทยจะได้ประโยชน์ เรื่องการขนส่งและการพักสินค้าอีกประเด็นที่กลุ่ม FTA ได้เปรียบคือ สินค้าที่ยกเว้นภาษีจะต้องเป็นสินค้าที่ผลิตในกลุ่มประเทศ FTA เท่านั้น ซึ่งในกลุ่ม

อาเชี่ยน ไทยจะมีความพร้อมที่สุดและหากรวม อินเดีย ที่มีประชากร 1,100 ล้านคน มีการเติบโต โดยเฉลี่ย 5 ปี 6.5 % และในปีนี้ 9 เดือน 8.2 % จะรวมเป็นครึ่งหนึ่งของประชากรโลก

NOTE : ประเทศไทยเล็ก ดังนั้นเราจึงต้องพึ่งพาคนอื่น รายได้เราก็น้อย เราจึงต้องปรับตัวรองรับ WTO อัตราการเติบโตโดยเฉลี่ยในกลุ่ม อาเชี่ยน จะอยู่ที่ 6.5% ซึ่งมากกว่าอัตราการเติบโตของโลกโดยเฉลี่ยถึง 2 เท่า ดังนั้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจใน 10 ปี ข้างหน้า จะเกิดจากกลุ่มอาเชี่ยนตรงนี้ โดยจีนจะเป็นหัวขบวน และเราจะวางตำแหน่งของเราอย่างไร ซึ่งการแข่งขันจะต้องว่ากันด้วยเรื่องคุณภาพ

ข้อได้เปรียบของไทยในการพัฒนาเศรษฐกิจ

1. พืชผลการเกษตรบางชนิด ที่ขึ้นเฉพาะในไทย (การผูกขาดทางธรรมชาติ)

2. อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว (ไทยอยู่ในอันดับ 18 ของโลก)

3. Location ของประเทศไทย ที่มีระยะทางสั้นที่สุดโดยเฉลี่ย เมื่อเทียบกับเมืองหลัก ๆ ของต่างประเทศ

NOTE : 90% ของ ค.ร.ม.ไต้หวันจบปริญญาเอก ซึ่งแสดงถึงคุณภาพคนและศักยภาพในการบริหารประเทศ ซึ่งไต้หวันมีเงินทุนสำรองเป็นอันดับ 3 ของโลก 252,000 ล้านเหรียญ

ระบบเศรษฐกิจในประเทศ จะมีองค์ประกอบหลัก ๆ 3 ตัวคือ

1. ครัวเรือน ( Household)

2. ภาคเอกชน (Private company)

3. ภาครัฐ (Government)

NOTE : สมัยโบราณจะมีองค์ประกอบเดียว คือ ภาครัฐ ครัวเรือน ซื้อขายไม่มี ใช้วิธีแลกสินค้ากันหรืออาจเรียกว่า Barther System เมื่อสังคมใหญ่ขึ้น ความต้องการสินค้าอาจไม่สอดคล้อง ดังนั้นจึงเกิดภาคเอกชนขึ้นมาเป็นคนกลางในการแลกเปลี่ยนซื้อขายซึ่งจะควบคุมราคาให้เป็นธรรมโดยรัฐบาล และเมื่อมีการค้าขายกับต่างประเทศมากขึ้น จึงเกิด WTO ขึ้นมา

ปัญหาเศรษฐกิจปี 40 เกิดจากการออม โดยที่คนไทยมีนิสัยการออมน้อย เมื่อมีการออมน้อย ธนาคารก็มีเงินให้เอกชนกู้น้อย จึงต้องพึ่งเงินตราต่างประเทศโดยธนาคารมีการเพิ่มค่าบริหารประมาณ 2% ซึ่งทำให้ต้นทุนสูง รัฐบาลจึงแก้ไขปัญหาโดยจัดตั้ง BIBF ( Bangkok International Banking Facility) ที่ให้มีการเข้ามาจัดตั้งหรือร่วมทุนกับธนาคารในประเทศโดยวัตถุประสงค์เพื่อลดต้นทุนทางการเงิน ซึ่งก่อให้เกิดหนี้ต่างประเทศถึง 90,000 ล้านเหรียญ (20,000 เป็นหนี้รัฐบาล 70,000 เป็นหนี้เอกชน โดย 30,000 เป็นหนี้ระยะสั้น และ 40,000 เป็นหนี้ระยะยาว) เมื่อมีการลอยค่าเงินในปี 40 ทำให้ภาระหนี้เพิ่มเป็น 2 เท่า ทำให้ผลกระทบธุรกิจซึ่งรากฐานปัญหาเกิดจากการออมของเราไม่มี ซึ่งทางเศรษฐศาสตร์ เรียกว่า ช่องว่างการออมกับการลงทุน ( Saving and investment Gap) ปัจจุบันทางภาครัฐจึงต้องบังคับให้เกิดการออมโดยมี กองทุน กบข., กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือ Providence Fund

ดังนั้น ตัวละครที่หนึ่ง หรือภาคครัวเรือน ต้องมีบทอะไรบ้าง

1. ต้องทำงาน เพื่อหารายได้

2. ต้องใช้จ่าย

3. ต้องออม

บทของตัวละครที่ 2 คือ ภาคธุรกิจ เอกชน

1. ต้องทำธุรกรรมต่าง ๆ เหมือนการทำงานของตัวละครที่ 1

2. ต้องใช้จ่าย เป็นการลงทุนในการทำธุรกิจ ต้องซื้อเครื่องมือ อุปกรณ์ เทคโนโลยีต่าง ๆ

3. ต้องมีการออมเช่นกัน ในธุรกิจบางตัวใช้เงินน้อยกว่าได้ผลกำไรก็มีเงินเหลือออม

บทของตัวละครที่ 3 คือ ภาครัฐ

1. ต้องทำงานเพื่อหารายได้ คือ การเก็บภาษี

2. ต้องใช้จ่าย คือ งบประมาณต่าง ๆ

3. ต้องมีการออม คือ เมื่อรัฐเก็บภาษีได้มากกว่าการจ่ายงบประมาณต่าง ๆ ก็จะมีเงินเหลือ เป็นเงินออมของภาครัฐ เรียกว่า “เงินคงคลัง”

ตัวละครทั้ง 3 ตัวจะมีบทบาทในการเล่นคล้าย ๆ กัน คือ การทำงาน การใช้จ่าย และการออม แต่บทบาทที่มีความสำคัญกับระบบเศรษฐกิจมากที่สุด คือ การใช้จ่าย ดังนั้นทางเศรษฐศาสตร์จึงต้องมีการตั้งชื่อบทการใช้จ่าย เนื่องจากว่าทั้ง 3 มีการเล่นเหมือนกัน จะได้รู้ว่าเป็นการเล่นบทนี้ของตัวละครใด ดังนี้

- การใช้จ่ายของตัวละครที่ 1 หรือภาคครัวเรือน Household หรือตัวเรา เรียกว่า “Consumption ” แทนด้วยตัว C

- การใช้จ่ายของตัวละครที่ 2 หรือภาคเอกชน Firms เป็นการใช้จ่ายในการลงทุน เรียกว่า

“Investment ” แทนด้วยตัว I

- การใช้จ่ายของตัวละครที่ 3 หรือภาครัฐ Gov’t เราเรียกว่า “Government Spending แทนด้วยตัว G

สรุป

ตัวละครที่ 1 ภาคครัวเรือน

ทำงาน - มีรายได้ - ออม - ใช้บริโภค

ตัวละครที่ 2 ภาคเอกชน

ทำการค้า - มีค่าใช้จ่าย - มีการผลิต - มีรายได้ - มีการออม

ตัวละครที่ 3 ภาครัฐ

มีรายได้ - มีค่าใช้จ่าย - มีการออม (เงินคงคลัง)

จะเห็นได้ว่า ตัวละครทั้ง 3 มีบทบาทคล้ายกันคือ

ทำงาน มีรายได้ มีการออม มีการใช้จ่าย

และบทละคร ที่สำคัญของตัวละครทั้ง 3 คือ บทละครการใช้จ่าย จะมีชื่อเฉพาะ

คือ C : Consumption - Household

I : Investment – Firms

G : Government Spending - Goverment

NOTE : ถ้าเรารู้เรื่องราวของบทละครแต่ละตัว และหาที่มาของมันว่าตัวละครแต่ละตัวเล่นบทละครด้วยเงื่อนไข ด้วยเหตุผล และเพื่อเป้าหมายอะไร เราจะเห็นภาพเศรษฐกิจชัดเจน เช่น ตัวละครที่ 1, 2, 3 จะใช้จ่ายเพื่อเป้าหมายอะไรเงื่อนไขและเหตุผลอย่างไร ซึ่งทำให้เรารู้ว่าเศรษฐกิจจะขับเคลื่อนอย่างไร ปัญหาจะเกิดขึ้นอย่างไร และจะดูแลอย่างไร

การใช้จ่ายของตัวละครทั้ง 3 ตัว และการกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่าย โดยเพิ่ม Budget

(1) Household (C) : เป้าหมายของ Household ฐานของ Rational เพื่อ Maximize Utility

(เพื่อ ประโยชน์ความพอใจสูงสุด) บน Budget ที่จำกัด

ถ้าอยากให้ Household เล่นบทใช้จ่ายมากขึ้น ( C ) จะต้อง Focus ลงไปที่ Budget

และวิธีเพิ่ม Budget คือรัฐออกนโยบายช่วยโดย

1. Tax ลดภาษี (เพิ่มเงินในกระเป๋า)

2. Inflation ลดเงินเฟ้อ (สินค้าราคาถูก)

3. Economic ทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น (เพิ่มรายได้)

4. Productivity เพิ่มศักยภาพ (เพิ่มเงินในกระเป๋า)

NOTE : การเพิ่ม Productivity ของพนักงานในองค์กรอาจเป็นการยากเพราะเจ้าของกิจการต้องลงทุนส่งพนักงานเข้าอบรม รัฐอาจช่วยส่งเสริมได้โดยให้นำค่าอบรมมาลดหย่อนภาษีโดยสามารถนำมาหักค่าใช้จ่ายของบริษัทได้

NOTE : Professor Gary Becker นักคิดชาวอเมริกันที่มีความชำนาญเรื่อง Human Capital Investment ว่าด้วยการลงทุนในมนุษย์เป็นการลงทุนที่คุ้มที่สุด โครงการลงทุนได้เร็วก็จะมีผลตอบแทนกลับได้เร็วกว่า

เหตุที่เศรษฐกิจของประเทศดีขึ้นหลังปี 40 อย่างรวดเร็วเมื่อลดค่าเงินบาท (ลอยตัวค่าเงิน) ทำให้ค่าเงินบาทลดลงกว่าครึ่ง

1. สินค้าถูกลงจึงส่งออกได้มาก

2. จากความมั่นใจในเศรษฐกิจไทยทำให้ต่างชาตินำเงินเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น

3. คนไทยจำกัดการนำเข้า เพราะสินค้าแพงขึ้นจากการลดค่าเงิน

ผลคือ เงินคงคลังในรูป $USD มีมากจึงทำให้คืนเงินกู้ได้ และรัฐได้ออกนโยบายทางการเงินการคลังมาเป็นตัวเร่งอีกทางจึงทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ ไม่ใช่เป็นเพราะระบบเดินด้วยตัวของมันเองอย่างเดียว

NOTE : ภาษีมาจาก อัตราภาษี x ฐานภาษี ซึ่งโดยปกติรัฐจะไม่นิยมเพิ่มอัตราภาษีแต่จะเพิ่มฐานภาษีและเพิ่มประสิทธิภาพในการเก็บภาษี มีการเก็บภาษีหาบเร่แผงลอย

(2) FIRMS (I) : บนฐาน Rational ทำให้ธุรกิจเพื่อ Maximize Profit บน Budget ที่จำกัด (เป็นข้อจำกัดในการเลือกลงทุน)

ถ้าอยากให้ Firms เล่นบทค่าใช้จ่ายมากขึ้น (I) จะต้อง Focus ลงไปที่ Budget และวิธีเพิ่ม Budget รัฐออกนโยบายช่วยโดย

1. Tax ลดภาษี , กำไรขั้นต้นมากขึ้น

2. Interest ลดดอกเบี้ยเงินกู้ ทำให้ต้นทุนต่ำ (กำไรมาก)

3. Economic (เศรษฐกิจดี) ขายของได้มาก

(3.) GOVERNMENT (G) : บนฐาน Rational เพื่อความอยู่ดีกินดีของประชาชนให้มีงานทำมีรายได้ อยู่ดี กินดี มีความสุข ซึ่งรวมเรียกว่า Maximize Social Welfare อาจออกนโยบายเพื่อ Focus ลงไปที่ Budget เช่นกัน รัฐเพิ่ม Budget โดย

1. เพิ่ม Tax

2. ทำให้เศรษฐกิจดี

3. หวยบนดิน (ทำให้ถูกกฎหมาย)

4. คาสิโน

NOTE : ค่าเฉลี่ยของภาษีทั้งโลกเมื่อเทียบกับ GDP ทั้งโลกอยู่ 30% ซึ่งประเทศไทยขณะนี้เก็บได้แค่ 17% ของ GDP ซึ่งค่อนข้างน้อย จึงดูแลประชาชนได้ไม่ทั่วถึง

NOTE : เหตุที่ประชาชนมักเลี่ยงภาษีเพราะประชาชนเห็นว่ารัฐตอบแทนผลงานที่เป็นรูปธรรมยังไม่ดีพอ การเสียภาษีของประเทศสวีเดน (อัตราก้าวหน้าสูงสุดถึง 70%) เหตุที่คนสวีเดนยอมเสียภาษีมากเพราะว่าเขาได้ตอบแทนจากรัฐอย่างเป็นรูปธรรมที่ดีชัดเจน และสม่ำเสมอ

สามีภรรยาแต่งงานมีบุตร รัฐจะส่งเงินมาให้ทุกเดือน เดือนละ 1,000 โคน (5,000 บาท) จนอายุครบ 18ปี/บุตร 1 คน พร้อมกับเรียนฟรี/รักษาฟรี จากนั้นรัฐจะส่งเงินให้เด็กโดยตรง 3,000 โคน/เดือน จนจบการศึกษา (อายุ 18-25 ปี) พร้อมกับรักษาฟรีในยามเจ็บป่วย

หลังจากเรียนจบจนถึงอายุ 60 ปี ต้องส่งภาษีเงินได้ให้รัฐในอัตราก้าวหน้า (อัตราสูงสุด 70% ) พร้อมกับรักษาฟรี ในยามเจ็บป่วยหลังจาก Retire จนเสียชีวิต รัฐจะจ่ายเป็นบำนาญให้ ใน Rate 80% ของเงินเดือนเดือนสุดท้าย ซึ่งจะเห็นเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน (น่าวิเคราะห์ดูว่าเหมาะกับไทยหรือไม่)

NOTE : ปัญหาของสวีเดนขณะนี้คือผู้สูงอายุมีมาก ทำให้เสียค่าใช้จ่ายสูง รัฐอาจแก้ปัญหาโดยขยายอายุการทำงานจาก 60 เป็น 65 ปี หรือ กว่านั้น และจะทำให้คนขี้เกียจหรือไม่ หากนำมาใช้กับประเทศไทย

รัฐจ่ายให้พ่อแม่ รัฐจ่ายให้เด็ก จ่ายภาษีให้รัฐ จ่าย 80%เป็น

0- 8 ปี

18 – 28 ปี เรียนจบ – 60 ปี 60 ปี - ตาย

1,000 โคน/เดือน

3,000 โคน/เดือน

โครงสร้างของระบบการบริหาร

การเมือง

เผด็จการ

ประชาธิปไตย

Comment

เศรษฐกิจ

จีน,รัสเซีย(เดิม)

จีน

ทุกอย่างเป็นของรัฐ (รัฐจัดสรรผลตอบแทนให้โดย

คอมมิวนิสต์

ไม่หวังกำไร (แนวคิดคาร์ลมาร์คและไม่ควรมีนายทุน

อยู่ในระบบเศรษฐกิจ

ไทย

ไทย (2516)

รัฐจะดูแลในธุรกรรมที่มีผลกระทบต่อสังคมนอกนั้น

สังคมนิยม

จีน

สวีเดน

รัฐไม่ยุ่งเกี่ยว กิจกรรมสำคัญ รัฐดูแลเช่น ไฟฟ้า

ไทย

ประปา …….

รัฐไม่เข้าไปยุ่งแต่จะเล่นบทกำกับให้แข่งขันอยู่ใน

ทุนนิยม

ฮ่องกง

อังกฤษ

USA

กรอบ จนเอกชนมีกำไรพออยู่ได้ คล้ายนโยบาย

คอมมิวนิสต์ คล้ายนโยบาย ที่เกิด

NOTE : กฎหมายที่เกิดขึ้น เพื่อมิให้เกิดการเอาเปรียบกันทางธุรกิจ Anti Trust Law (กฎหมายป้องกันการผูกขาด) ในยุโรป เรียกว่า Competition Law ในไทยเรียกว่า กฎหมายการแข่งขันทางการค้า

NOTE : ตัวอย่าง Anti Trust Law ในอเมริกา จะดูแลป้องกัน เช่นการเข้าซื้อกิจการ บริษัทเล็กต่าง ๆ จนหมดและไม่มีคู่แข่งซึ่งท้ายสุดก็จะเอาเปรียบผู้บริโภค โดยผู้บริโภคจะไม่มีทางเลือก

ของไทยเองเมื่อสมัยก่อนก็มีเรื่องทำนองนี้คือ ซื้อเหล้าพ่วงเบียร์

NOTE : เศรษฐกิจแบบคอมมิวนิสต์จะมีรูปแบบการเมือง เผด็จการ ส่วนเศรษฐกิจ แบบสังคมนิยม และทุนนิยม สามารถมีระบบการเมืองได้ทั้งเผด็จการหรือประชาธิปไตย (เต็มใบ/ครึ่งใบ)

ข้อสังเกต ระบบคอมมิวนิสต์ ที่จีนยังคงอยู่ แต่รัสเซียล่มสลาย

กอร์บาช๊อฟ ประธานาธิบดีรัสเซีย ได้เห็นความเจริญ ในระบบทุนนิยม ประชาธิปไตย เต็มใบ ที่ประเทศ อเมริกา จึงดำเนินการเปลี่ยนแปลง ประเทศของตนพร้อมกันทั้งหมดทำให้เกิดการล่มสลาย เนื่องจากยังมีพื้นที่ที่ยังไม่มีความพร้อมในการเปลี่ยนแปลง ท้ายสุดจึงแตกออกมาเป็นประเทศเล็ก ๆซึ่งต่างจากที่อื่น ซึ่งใช้วิธีผ่อนปรนและค่อยเป็นค่อยไป

เติ้ง เสี่ยว ผิง ถูกกดดันจากภายนอกว่าหากไม่ให้เสรีภาพประชาชน (กรณีจตุรัส เทียนอันเหมิน) ก็จะแซงชั่นทางการค้าซึ่งขณะนั้นเติ้ง เสี่ยว ผิง วิเคราะห์ว่าหากเปิดประเทศขณะที่คนจีนยังไม่มีความพร้อม จะทำให้เสียเปรียบ หากจีนพร้อมเมื่อไหร่ ก็จะค่อยดำเนินการ และทุก ๆ ประเทศก็จะเข้ามาหาจีนเอง เนื่องจาก จีนเป็นประเทศที่ใหญ่และมีประชากร 1,000 ล้านคน (ขณะนั้น) ซึ่งในที่สุดก็เป็นตามที่เติ้ง เสี่ยว ผิง คาดไว้

NOTE : ขณะนี้จีนผ่อนคลายโดยให้เอกชนมีทรัพย์สินและเป็นเจ้าของกิจการได้บ้าง โดยระบบการเมืองยังเป็นเผด็จการอยู่และเมื่อจีนได้ HK กลับคืนมา จีนก็ได้พัฒนา เมือง เสิ่นเจิ้น คู่ขนานตามแบบ HK และจีนจะค่อย ๆ เปิดประเทศเป็นแถว ๆ ไป ซึ่งต่างกับรัสเซีย

ในขณะที่ไทยเปลี่ยนจาก สังคม เผด็จการในปี 16 มาเป็นสังคมประชาธิปไตย จากนั้นค่อย ๆ ขยับมาใกล้ของทุนนิยม ประชาธิปไตยมากขึ้นซึ่งจะเห็นได้จากรัฐได้พยายามแปรรูปไปสู่ภาคเอกชน ตามลำดับ โดยมีอัตราเร่งจากวิกฤตปี 40 ที่ถูกบังคับโดย IMF (เจตจำนง ฉบับ 1-8)

NOTE : การ Maximize Social Welfare ของ Government อาจแตกต่างกันไปตามเวลาและโอกาส

เช่นโครงการ A บรรลุเป้าหมายต่อส่วนรวมและมีค่าเสียโอกาสต่ำมากซึ่งควร Maximize โครงการนี้แต่ขณะนั้นใกล้เลือกตั้ง Maximize (รัฐต้องการ) รัฐจึงจำเป็นต้องเลือกโครงการ D แทน เพื่อต้องการเสียงสนับสนุนทั้งที่โครงการA Maximize ประโยชน์ส่วนรวม

Household การใช้จ่ายภาคครัวเรือน

ตัวอย่างเช่น ประชาชนต้องการซื้อรองเท้า 1 คู่ ก็เดินไปซื้อรองเท้าและเมื่อคนขายขายรองเท้าได้คนขายก็ไปซื้อเสื้อ คนขายเสื้อเมื่อขายเสื้อได้ก็นำเงินไปซื้อกระเป๋า ทำให้ลูกบอล เศรษฐกิจหมุนต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ ยิ่งหมุนมากเท่าไหร่ เศรษฐกิจหมุนต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ ช่างทำรองเท้า ช่างตัดเสื้อ ช่างเย็บกระเป๋า มีงานทำมีรายได้ยิ่งหมุนมากเท่าไหร่ เศรษฐกิจก็ยิ่งโตเท่านั้น ซี่งลูกบอลเศรษฐกิจนี้ทางเศรษฐศาสตร์เรียกว่า GDP ( Gross Domestic Product ) หรือเรียกว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวม ภายในประเทศ หรืออาจเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า รายได้ประชาชาติ

GDP = จำนวนสินค้าที่ผลิตได้ (ในปีนั้น) x ราคา

GNP = GDP + ธุรกรรมคนไทยที่มีรายได้อยู่นอกประเทศ

GNP : Gross National Product (ผลผลิตภายใน + นอกประเทศ)

GDP : Gross Domestic Product (ผลผลิตภายในประเทศ)

NOTE : จุดสูงสุดของ GDP คือ การที่ทุกคนในวัยทำงานมีงานทำกันทุก ๆ คน

(full employment)

ตามทฤษฎี full employment = 100% ภาวะที่มีการจ้างงานเต็มที่

ทางปฏิบัติ full employment = 97% เพราะเป็นไปไม่ได้ที่จะ 100% (อีก 3% คือ โยกย้ายงานเปลี่ยนงาน)

NOTE : เหตุผลที่ว่าประเทศที่เจริญแล้ว GDP จะโตน้อย เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ มีงานเกือบเป็น full employment อยู่แล้ว

เปรียบเทียบกับจีนมีคนว่างงาน 300 ล้านคน เศรษฐกิจจึงโตได้ง่าย

NOTE : Paradox of saving คือความขัดแย้งในการออม (ถ้าทุกคนหยุดใช้เงินพร้อม ๆ กัน ออมกันหมด ไม่ใช้จ่าย ไม่นานเศรษฐกิจก็จะฝ่อ) ตัวละครทั้ง 3 ห้ามหยุดเล่นบาทพร้อม ๆ กัน

NOTE : อเมริกาเป็นประเทศที่ใกล้เป็น full employment อยู่แล้ว หากต้องการให้เศรษฐกิจโต ก็จะต้องนำแรงงานต่างชาติเข้ามาหรือเพิ่ม Technology หรือเพิ่ม productivity เข้าไป

NOTE : GDP ไม่บ่งบอกถึงคุณภาพแต่แค่บอกถึงปริมาณ ในปี 40 ตัวละครที่ 1 (Household) และ 2 (Firms) หยุดเล่น เนื่องจากวิกฤตเศรษฐกิจจึงต้องทำให้ตัวละครที่ 3 ( Government) ลงมาเล่นแทน สลับกันเล่นบท

NOTE : ข้อมูลการว่างงานของอเมริกา จะใช้กลไกการว่างงานเป็นตัวเก็บข้อมูล เพื่อรับเงินชดเชย

NOTE : Demand Side Policy เป็นนโยบายที่ให้ Household เล่นบท

Supply Side Policy เป็นนโยบายที่ให้ Firms เล่นบท

ในอเมริกา: พรรค Democrat จะเน้นนโยบาย Demand Side พรรค Republican จะเน้นนโยบาย Supply Side ซึ่งในที่สุดก็จะหมุนไปได้จนถึงอีกข้างหนึ่ง ผลก็คือว่าเศรษฐกิจโตด้วยกันทั้งคู่

เศรษฐกิจในเมืองไทย Household เล่นบท 50%

Firms เล่นบท 25 %

Government เล่นบท 25 %

หากต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจเร็วจะต้องเริ่มที่ Demand Side Policy ซึ่งจะเห็นได้จากโครงการพักชำระหนี้ กองทุนหมู่บ้าน ธนาคารประชาชน (รัฐบาลทักษิณ 1)

ส่วน Supply Side Policy รัฐบาลทักษิณ 2 ใช้ โดยกระตุ้นให้ตัวละครที่ 2 ออกมาเล่นบท

NOTE : คำนึงเสมอว่าทุกตัวละครประกอบด้วย Maximize และ Budget ดูแต่ละตัวละครในเชิงลึก

1. Household : ภาคครัวเรือน

ฐานะรวย

ฐานะปานกลาง ปรับสู่

ฐานะจน

2. Firms : ภาคเอกชน

บริษัทใหญ่

บริษัทกลาง ปรับสู่

บริษัทเล็ก

NOTE : การเลือกนโยบายจะขึ้นอยู่กับว่ารัฐจะเน้นไปที่ยอด กลาง หรือฐาน ปิรามิด ก็ได้ ซึ่งรัฐบาลทักษิณ 2 Focus ได้ลงไปที่ฐานปิรามิดของทั้ง 2 ตัวละคร เนื่องจากว่าวิกฤตปี 40 ปัญหาค่าเงินอ่อนตัว ทุนสำรองมีปัญหา ทำให้ภาระหนี้เพิ่มขึ้น กิจการที่สูญเสียคือกิจการขนาดใหญ่ที่สมัยนั้นมีศักยภาพไปกู้เงินต่างประเทศได้ เนื่องจากบริษัทใหญ่ มีฐานะทางการเงิน และความน่าเชื่อถือสูง บริษัทใหญ่ทำงานเป็นระบบ มีข้อมูลต่าง ๆ ได้รับการสนับสนุน BIBF เช่น ข้อมูล งบดุล งบกำไรขาดทุน ซึ่งบริษัทขนาดกลางและเล็กมักมีไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ เมื่อเกิดการลดค่าเงินบาท จึงทำให้ยอดปิรามิดทั้ง 2 หัก (ความไม่มีระเบียบของบริษัทเล็กเหมือนกับช่วยชาติไว้ เพราะไม่สามารถกู้ BIBFได้) เนื่องจากหนี้ที่กู้ต่างประเทศกลายเป็น 2 เท่า จากวิกฤตปี 40 บริษัทใหญ่ ใหม่ ๆ ไม่สามารถส่งภาษีให้รัฐได้ ผู้ที่ส่งภาษีเข้ารัฐจากปี 41-45 จึงเป็นพวกฐานปิระมิดซึ่งเป็นเหตุให้รัฐเลือกกระตุ้นเศรษฐกิจที่ระดับรากหญ้าก่อน ( Household เลือกดูแลคนจน, Firms เลือกดูแล SME ) แล้วค่อย ๆ ปรับโครงสร้างเป็น ก้อน 4 เหลี่ยม ซึ่งทำได้ยากมาก

รัฐบาลแก้ปัญหาโดย

จดทะเบียนคนจน เพื่อนำข้อมูลไปวิเคราะห์วิจัยเพื่อค้นหาสาเหตุความจน ซึ่งแยกออกเป็นกลุ่ม ๆ (สมัยก่อนแก้เป็นภาพรวมจึงทำให้ไม่ค่อยประสบผลมากนัก) ซึ่งทำให้ตรงจุดและใช้งบประมาณน้อยลง

GDP/Capita

การเปรียบเทียบทางเศรษฐศาสตร์ใด ๆ จะต้องเปรียบเทียบบนฐานเดียวกัน ดังนั้นการเปรียบเทียบ GDP ระหว่างประเทศ เรียกว่า GDP per Capita (GDPหารด้วยจำนวนประชากร)

GDP(ไทย) VS GDP (อเมริกา)

Population (ไทย) population (อเมริกา)

88,000 THB/ปี 35,000 $ USD/ปี

NOTE : ประชาชนชาวอเมริกาจึงมีอำนาจซื้อสูงทำให้ทุกประเทศอยากค้าขายกับเขา และมักจับตาดูเศรษฐกิจ + การเงิน (การแลกเปลี่ยน การขึ้น/ลดภาษี) อย่างใกล้ชิด

GDP per Capita จะมีการทำตัวเลขเป็นรายภาคหรือรายจังหวัดอีกต่างหาก เพื่อดูการกระจายรายได้ซึ่งของไทย

กรุงเทพ + ปริมณฑล = 180,000 บาท/คน/ปี

ศรีษะเกษ = 12,000 บาท/คน/ปี

M C P : Marginal Prepensity to consume (แนวโน้มการบริโภคส่วนเพิ่มหน่วยสุดท้าย)

คือโอกาสการใช้จ่ายของประชากรหากได้รับเงินเพิ่มเพียงเล็กน้อย เช่นให้เงินคนจน 10 บาท กับคนรวย 10 บาท คนจนจะเห็นค่าเงิน 10 บาทสูงกว่าคนรวย (คนจนจะจับจ่ายซื้อของทันที)

เพราะฉะนั้น : M C P คนจน > M C P คนรวย

จึงทำให้การกระตุ้นเศรษฐกิจต้องทำที่ฐานปิระมิด จึงจะได้ผล

อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ

GDP Growth rate : การเปรียบเทียบ GDP ระหว่างปี เอาลูกบอลมาเทียบกัน 2 ใบ ปี 47 และปี 46

GDP Growth rate = (32GDP47 - 32GDP46 ) x 100

32GDP46

NOTE : ถ้าผลเป็น + คือ ลูกบอล เศรษฐกิจโตขึ้นผลผลิตมากขึ้นการจ้างงานเพิ่มขึ้นรายได้สูงขึ้น

GDP = Price x Q (ปีที่ต้องการหา GDP) P x Q

Constant Price = Price x Q (ปีที่ต้องหา GDP) แต่ P ของปีฐาน (ปี 32)

Current Price = Price x Q (ปีที่หา GDP) ราคา ณ ขณะนั้นยังไม่ได้ปรับ

การเติบโตของเศรษฐกิจเทียบปีต่อปี

GDP ปี 40 ปี 48

-10.8 +4 +3 +1 +45 +6 +5 4.5

40 41 42 43 44 45 46 47 48

NOTE : จะเห็นว่า ปี 41 ถึง ปี 46 เศรษฐกิจโตต่อเนื่องแต่ปี 46 ก็ยังโตไม่เท่าปี 40 คนไทยยังว่างงานอยู่ ปี 42 เศรษฐกิจ โต 4% แต่โตจากใบที่เล็กคือ -10.8% ปี 42 ลูกบอลก็ยังคงเล็กอยู่ คือการดูจะต้องดูปีที่ไปเทียบว่าเป็นอย่างไร ปี 44 เศรษฐกิจ ยังไม่เท่า 40 การผลิตยังไม่เท่าเดิม การจ้างงานไม่เท่าเดิม คนยังว่างงานอยู่

NOTE : ตัวเลข GDP ของไทยที่เป็นตัวเลข Actual จะต้องใช้เวลาถึง 2 ปี (ขณะนี้ตัวเลขที่แท้จริงคือปี 45 ส่วนปี 46, 47 ยังประมาณการอยู่ เนื่องจากขั้นตอนการเก็บข้อมูลยังไม่เรียบร้อย พร้อมผลสรุป จากสภาพัฒน์ BOT กระทรวงพาณิชย์ ใช้เวลามาก

NOTE : คำว่าปี 45 เศรษฐกิจโต + 4.5 หมายถึง โตจากปี 44 = 4.5%

Lawrence R. Klein กับรูปแบบจำลองทางเศรษฐกิจ “Econonetrics “ (เศรษฐมิติ)

เป็นผู้นำเอาคณิตศาสตร์มาอธิบายเศรษฐกิจในรูปของตัวลขที่เรียกว่า แบบจำลองเศรษฐกิจ (Economic Model) ได้รับรางวัล Nobel 1980

เงื่อนไขข้อสมมติ (ต่างกัน)

( ข้อมูลจากสภาพัฒน์

กระทรวงพาณิชย์ , Data แบบจำลองเศรษฐกิจ ลูกบอลที่คาดการณ์

BOT , สถาบันการศึกษา (GDPประมาณการ)

ข้อจำกัดเงื่อนไข (ต่างกัน)

นำข้อมูลเพื่อทำGDP

แต่ละสถาบันใช้ Data เดียวกัน (จากสภาพัฒน์ แต่ข้อสมมติ, ข้อจำกัด เงื่อนไขต่างกัน) การอธิบายแบบจำลองทางเศรษฐกิจ (เศรษฐกิจมิติ)

แบบจำลองประกอบด้วย Data ที่ได้จากสภาพัฒน์โดยมีเงื่อนไขคือข้อสมมติและข้อจำกัด ที่ใส่เข้าไปในแบบจำลองดังกล่าวเพื่อให้ได้ GDP ประมาณการออกมา

การประมาณการค่า GDP อาจมีหลายหน่วยงานที่ทำเช่น สภาพัฒน์ BOT สถาบันการศึกษา กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งตัวเลขที่ออกมา มักไม่ตรงกันเนื่องจากใช้เงื่อนไขต่างกันโดยการนำมาใช้ควรนำมาหาค่าเฉลี่ยก่อน

NOTE :ข้อมูลในอดีตที่เป็น Actual GDPจะเรียกว่า Real Sector เนื่องจากว่ามีการผลิตและจ้างงานจริง แล้วมองไปข้างหน้าเพื่อหา GDP ประมาณการ

NOTE : Lawrence R. Klein คือบิดาแห่งเศรษฐมิติ “Econonetrics”

NOTE : ผลการหมุนของเศรษฐกิจอาจเป็น ลูกบอล

ผลการหมุนของเศรษฐกิจอาจเป็น ลูกโป่ง

ผลการหมุนของเศรษฐกิจอาจเป็น ฟองสบู่

****เศรษฐศาสตร์สำหรับการจัดการ (รอ. 604 )

ถอดเทปบรรยายของ รศ.ดร.มนตรี โสคติยานุรักษ์ (ครั้งที่ 2 )

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 27 พฤศจิกายน 2548

เศรษฐกิจแบบลูกโป่ง (โป่งและบาง)

อธิบายง่าย ๆ คล้ายเหตุการณ์ปี พ.ศ. 2530 ต้น ๆ

นาย ก ซื้อที่ดินมา 1 ล้านบาท

1 อาทิตย์ ขายต่อให้นาย ข 2 ล้านบาท

ต่อมาอีก 1 อาทิตย์ นาย ข ขายให้นาย ค 4 ล้านบาท

กล่าวคือใน 2 อาทิตย์ มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น มีเงินเพิ่ม