96
โครงการออกแบบที่พักอาศัยชั่วคราวสาหรับคนงานก่อสร้างในโครงการก่อสร้าง โดย นาย อัครเดช แซ่โง้ว ศิลปนิพนธ์นี ้เป็นส่วนหนึ ่งของการศึกษาตามหลักสูตรปริญญาศิลปบัณฑิต ภาควิชาออกแบบผลิตภัณฑ์ คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ปีการศึกษา 2558

ÿ î Ö ÿö éÖú Ü - Silpakorn University...04550135: ภาคว ชาออกแบบผล ตภ ณฑ ค าส าค ญ: บ านพ กอาศ ยช วคราว

  • Upload
    others

  • View
    7

  • Download
    0

Embed Size (px)

Citation preview

Page 1: ÿ î Ö ÿö éÖú Ü - Silpakorn University...04550135: ภาคว ชาออกแบบผล ตภ ณฑ ค าส าค ญ: บ านพ กอาศ ยช วคราว

โครงการออกแบบทพกอาศยชวคราวส าหรบคนงานกอสรางในโครงการกอสราง

โดย

นาย อครเดช แซโงว

ศลปนพนธนเปนสวนหนงของการศกษาตามหลกสตรปรญญาศลปบณฑต

ภาควชาออกแบบผลตภณฑ

คณะมณฑนศลป มหาวทยาลยศลปากร

ปการศกษา 2558

สำนกหอ

สมดกลาง

Page 2: ÿ î Ö ÿö éÖú Ü - Silpakorn University...04550135: ภาคว ชาออกแบบผล ตภ ณฑ ค าส าค ญ: บ านพ กอาศ ยช วคราว

PREFABRICATED RESIDENCES DESIGN PROJECT FOR WORKER IN BUILDING SITE.

BY

Mr. AKKARADECH SAENGOW

Art Thesis Submitted in Partial Fullfilment of the Requirements for the Degree

Bachelor of Fine Arts

Department of Product Design

Faculty of Decorative Arts, Silpakorn University

Academic Year 2015

สำนกหอ

สมดกลาง

Page 3: ÿ î Ö ÿö éÖú Ü - Silpakorn University...04550135: ภาคว ชาออกแบบผล ตภ ณฑ ค าส าค ญ: บ านพ กอาศ ยช วคราว

04550135: ภาควชาออกแบบผลตภณฑ

ค าส าคญ: บานพกอาศยชวคราว / ถอดประกอบ / คนงานกอสราง

นายอครเดช แซโงว: โครงการออกแบบทพกอาศยชวคราวในเขตโครงการกอสราง. อาจารยทปรกษาศลปนพนธ: อาจารย ปต คปตะวาทน

ในปจจบนประเทศไทยไดมการพฒนามากขนในหลายๆดาน เพอปรบตวพรอมรบการเปดอาเซยน ท าใหมการวางแผนการลงทน หนงในนนคอธรกจอสงหารมทรพย ไดมการลงทนจากนกลงทน ท าใหมการวาจางแรงงานกรรมกรและชางเปนจ านวนมากเพอแรงการสรางโครงการตางๆใหทนการเปดอาเซยนทก าลงจะมาถง

เราจะสงเกตเหนไดจากหลายทมการตงทพกอาศยของคนงานกอสรางตามเขตโครงการกอสรางตางๆ ซงเปนทเหนกนอยวาภาพลกษณทคนภายนอกมองนนมองพวกเขาในแงลบ มองวาเปนคนไมด ไมมการศกษา และดเปนพษเปนภยกบผคนบรเวณนน ซงนนอาจเปนเพราะภาพทเรามองเขาจากดานนอก ทเหนทพกอาศยทผประกอบการจดหามาใหดไมมความเปนระบบระเบยบ บางทกเปนกระตอบไมสงกะสสนมขนกบพนทอยอาศยทไมเกนสองแผนไมอด และพนทอาบน า ซกผา ตากผา ทไมมการปดบง ท าใหดไมหนามอง และท าใหคณภาพชวตตกต าลง ซงชวตสวนใหญเขาตองใชชวตอยแตในทท างาน และทพก เปนเวลาหลายเดอน หรออาจเปนป มนจงเปนเหมอนสวสดการทดอยางหนงทลกจางควรจะไดรบเพอยกระดบการใชชวต และปรบมมมองและทศนคตของคนอนในทางทดยงขน

ดวยเหตผลดงกลาวจงเปนทมาของโครงการออกแบบทพกอาศยชวคราวในเขตโครงการกอสรางเพอสรางพนทในการพกอาศยใหดขน จดรปแบบกจกรรม การอยอาศยใหเปนระบบมากขนเพอยกระดบการใชชวตภาพลกษณทดขน และวธการตดตงโดยน าวสดเดมทมอยมาตดตงและประยกตใชอยางมระบบ เพอยดอายของวสดทน ามาใช ลดการใชวสดอยางสนเปลอง ลดคาใชจายและการใชวสดทใชในการสราง

_________________________________________________________________________________

ภาควชาออกแบบผลตภณฑ คณะมณฑนศลป มหาวทยาลยศลปากร

ลายมอชอนกศกษา ..................................................................................... ปการศกษา 2558

ลายมอชออาจารยทปรกษาศลปนพนธ .......................................................

สำนกหอ

สมดกลาง

Page 4: ÿ î Ö ÿö éÖú Ü - Silpakorn University...04550135: ภาคว ชาออกแบบผล ตภ ณฑ ค าส าค ญ: บ านพ กอาศ ยช วคราว

04550135: DEPARTMENT OF PRODUCT DESIGN

KEY WORD: SOUVENIRS / D.I.Y. / UNIQUENESS OF LANNA

AKKARADECH SAENGOW: PREFABRICATED RESIDENCES DESIGN PROJECT FOR WORKER IN BUILDING SITE. : MR. PITI KUP

At present, Thailand has developed in many areas towards the ASEAN community to make the investment plan .One of them is the real estate business Invested by investors . The laborers and mechanics employed labor force for a number of building projects to keep pace with the opening of the upcoming ASEAN .

We noticed that many of the residents of the construction workers on the construction projects . Which is seen as a positive image for the outside people look at them in a negative light. Viewed as bad Illiterate .And watch as innocent people there. That may be because we look at them from the outside. That shelter operators to supply the system with no regulation . Galvanized steel , wood cabin with a living space of no more than two sheets of plywood and bathing, washing clothes the naked . It look not good And living standards decline The majority of his life living and working in the hotel for several months or a year .It is like being a good one that should be employed to raise the living . And the views and attitudes of others in a way that is even better.

For that reason, this is the beginning of the project design in the construction of temporary shelters for the residents in the better area. Formatting activities The housing is much more to raise living have a good lmage .Design and install the existing materials installation and application systems . To extend the life of the materials used. Reduce material wastage . Reduce the cost and use of the materials used in building .

_________________________________________________________________________________

Department of Product Design Decorative Arts, Silpakorn University

Student’s signature …………………………………… Academic Year 2015

Art Thesis Advisor’s signature ………………………

สำนกหอ

สมดกลาง

Page 5: ÿ î Ö ÿö éÖú Ü - Silpakorn University...04550135: ภาคว ชาออกแบบผล ตภ ณฑ ค าส าค ญ: บ านพ กอาศ ยช วคราว

กตกรรมประกาศ

ศลปะนพนธฉบบนส าเรจลลวงไปไดดวยด เพราะไดรบความกรณาจาก อาจารย ปต คปตะวาทน อาจารยทปรกษาศลปะนพนธ ทคอยใหค าปรกษาในเรองแนวคดในการออกแบบผลงานชนนตลอดการท างาน

ขอขอบคณคณาจารยภาควชาออกแบบผลตภณฑทกทาน ทใหความร ค าแนะน าและขาเสนอแนะ ทเปนประโยชนตอผวจย ท าใหศลปนพนธฉบบนถกตองและสมบรณ ขอขอบคณเจาของหนงสอ วารสาร และศลปะนพนธทกเลม ทชวยใหศลปะนพนธมความสมบรณยงขน

ขอขอบคณพๆคนงานกอสราง ทใหผมไดเขาไปเกบขอมลในหองพกทโครงการกอสราง ท าใหไดขอมลมาประกอบการท าศลปะนพนธชนน

ขอขอบคณครอบครว เพอนๆ ทง คณซนนกปลก คณตชางเชอม คณเดยรตากลอง คณอาจนกปน คณอารตพรานปา คณยศนกดนตร คณนางเดกอวน ทคอยให ค าแนะน า ก าลงใจ และความชวยเหลอในการท างานตลอดมา เพอใหศลปนพนธส าเรจลลวงไปไดดวยด

ผจดท าศลปะนพนธ

นายอครเดช แซโงว

สำนกหอ

สมดกลาง

Page 6: ÿ î Ö ÿö éÖú Ü - Silpakorn University...04550135: ภาคว ชาออกแบบผล ตภ ณฑ ค าส าค ญ: บ านพ กอาศ ยช วคราว

สารบญ

หนา บทคดยอภาษาไทย .................................................................................................................. ง บทคดยอภาษาองกฤษ ............................................................................................................. จ กตตกรรมประกาศ .................................................................................................................. ฉ สารบญ .................................................................................................................................... ช-ฌ สารบญภาพ ............................................................................................................................. ฎ-ฑ สารบญตาราง .......................................................................................................................... ฑ สารบญแบบ ............................................................................................................................ ฑ-ฒ บทท หนา 1 บทน า ......................................................................................................................... 1

ความส าคญ / ทมาของโครงการ ........................................................................... 1 วตถประสงคของโครงการ ................................................................................... 2 ขอบเขตการวจย / การออกแบบ ........................................................................... 2 ปญหา / แนวทางการแกปญหา ............................................................................ 2 แนวทางการศกษา ................................................................................................ 3-4 แผนการด าเนน / ระยะเวลา .................................................................................. 4 งบประมาณในการด าเนนงาน .............................................................................. 5 ผลทคาดวาจะไดรบ .............................................................................................. 5

บทท หนา 2 วรรณกรรมทเกยวของ ................................................................................................ 6

ทฤษฎและแนวความคดทเกยวของกบทพกอาศยคนงานกอสราง.......................... 6 ความหมายของ แรงงาน และทพกคนงาน............................................................. 6

ปจจยในการจดหาทอยอาศยส าหรบผทมรายไดนอย............................................. 7

บทความเกยวกบลกษณะของทพกอาศยชวคราว

ของคนงานกอสรางภายในประเทศไทย................................................................. 7-10

สำนกหอ

สมดกลาง

Page 7: ÿ î Ö ÿö éÖú Ü - Silpakorn University...04550135: ภาคว ชาออกแบบผล ตภ ณฑ ค าส าค ญ: บ านพ กอาศ ยช วคราว

กฎระเบยบและขอบงคบการสรางอาคารทพกชวคราว............................................. 11

มาตรฐานอาคารชวคราวส าหรบคนงานกอสราง วศวกรรมสถานแหงประเทศไทย 11-13

มาตรฐานทพกอาศย กระทรวงแรงงานและสวสดการสงคม.................................... 13-14

มาตรฐานขนต าของทอยอาศย.................................................................................. 15

ลกษณะของทพกอาศยชวคราวของคนงานกอสรางภายในประเทศไทย.................. 16

การตดตงทพกอาศยชวคราวของคนงานกอสราง....................................... 17

การขนยายทพกอาศยชวคราวของคนงานกอสราง..................................... 18-19

การเกบรกษาทพกอาศยชวคราวของคนงานกอสราง................................. 19

สาธารณปโภคและอนๆ............................................................................. 20-22

กลมผอยอาศย............................................................................................ 23

ลกษณะการอยอาศย................................................................................... 23

กจวตรประจ าวน ....................................................................................... 23

กจกรรมทเกยวของกบทพกอาศย ............................................................. 23

กจกรรมภายนอกหองพก........................................................................... 24

กจกรรมภายในหองพก.............................................................................. 24

ปจจยทใชในการก าหนดรปแบบอาคารทพกชวคราวส าหรบคนงานกอสราง......... 25-26

สภาพแวดลอมบรเวณทพกอาศยทอยภายในโครงการกอสราง............................... 26-28

วสด และคณสมบตในการสรางทพกคนงาน.......................................................... 29

แผนผงและรปแบบการจดวางทพกอาศยและสาธารณปโภคอน............................ 30

ผลตภณฑเดมทมความเกยวของกน........................................................................ 31-34

บทท หนา 3 วธด าเนนการวจย ........................................................................................................ 35

ขนตอนการวเคราะหขอมลและสรปผลขอมลเพอเปนแนวทางในการออกแบบ…. 35-42 สรปผงความคดในการออกแบบ ................................................................. 42-46 ผลสรปแนวทางในการออกแบบ ................................................................. 47

สำนกหอ

สมดกลาง

Page 8: ÿ î Ö ÿö éÖú Ü - Silpakorn University...04550135: ภาคว ชาออกแบบผล ตภ ณฑ ค าส าค ญ: บ านพ กอาศ ยช วคราว

ความเหนของกรรมการตรวจศลปนพนธ .................................................... 47 ขนตอนการออกแบบแบบราง ................................................................................. 48

แนวทางในการออกแบบ A.......................................................................... 48-53 แนวทางในการออกแบบ B........................................................................... 54-55 สรปผลแนวทางในการออกแบบ ................................................................ 56 ความเหนของกรรมการตรวจศลปนพนธ .................................................... 56

ขนตอนการพฒนาแบบ ........................................................................................... 57 แนวทางในการพฒนาแบบ .......................................................................... 57-64 สรปผลแนวทางในการพฒนาแบบ ............................................................ 65 ความเหนของกรรมการตรวจศลปนพนธ .................................................... 65

บทท หนา 4 ผลงานการออกแบบ ................................................................................................... 66 ขนตอนการท าตนแบบ (Prototype) .............................................................. 66-70 ประโยชนใชสอยและการใชงานผลตภณฑ .................................................. 71-73 5 สรป อภปรายผล และขอเสนอแนะ ............................................................................ 74 สรป อภปรายผล และขอเสนอแนะ จากผใชงานผลตภณฑ .......................... 74 สรป อภปรายผล และขอเสนอแนะ จากกรรมการตรวจศลปนพนธ ............. 74 รายการอางอง ........................................................................................................................... 75-76 บรรณานกรม ............................................................................................................................ 77-78 ภาคผนวก ................................................................................................................................. 80 เขยนแบบเพอการผลต (Working Drawing) ............................................................... 81-95 ประวตผวจย ............................................................................................................................. 96

สำนกหอ

สมดกลาง

Page 9: ÿ î Ö ÿö éÖú Ü - Silpakorn University...04550135: ภาคว ชาออกแบบผล ตภ ณฑ ค าส าค ญ: บ านพ กอาศ ยช วคราว

สารบญภาพ

ภาพท หนา 2.1 ทพกอาศยของคนงานกอสรางภายในโครงการ มการสรางตดกนเปนแถวยาว.....................16

2.2 ทพกอาศยของคนงานกอสรางภายในโครงการ เปนลกษณะการมงหลงคา

และผนงดวยวสดหลายแบบ..........................................................................................................16

2.3 ทพกอาศยของคนงานกอสรางภายในโครงการ ทเปนรปแบบอาคารสองชนและแออด

..............................................................................................................................................16

2.4 ภาพประกอบแสดงขนตอนวธการตดตงทพกชวคราว..........................................................17

2.5 รถกระบะเสรมโครงเหลกทกระบะทายเพอใชส าหรบการขนของ.......................................18

2.6 รถบรรทกสลอเหลก..............................................................................................................18

2.7 รถบรรทกหกลอ....................................................................................................................19

2.8 สถานทในการเกบรกษาวสดทยงใชไดอยจากทท างาน1.......................................................19

2.9 หองสวมในทพกคนงานกอสราง..........................................................................................20

2.10 ลกษณะการตอไฟเพอใชงานในทพก....................................................................................21

2.11 ลานซกลางทใชส าหรบอาบน า ลางจาน และซกผา...............................................................22

2.12 พนทอาบน าทเปนแหลงจายน าส าคญของทพก.....................................................................22

2.13 กจวตรประจ าวน...................................................................................................................24

2.14 การถมดนเพอปรบระดบพนผวกอนการกอสราง 1...............................................................26

2.15 การถมดนเพอปรบระดบพนผวกอนการกอสราง 2...............................................................26

2.16 การถมดนเพอปรบระดบพนผวกอนการกอสราง 3...............................................................26

2.17 ลกษณะของหนาดน..............................................................................................................27

2.18 ลกษณะของดนถม................................................................................................................27

2.19 ลกษณะของดนลกรง............................................................................................................28

สำนกหอ

สมดกลาง

Page 10: ÿ î Ö ÿö éÖú Ü - Silpakorn University...04550135: ภาคว ชาออกแบบผล ตภ ณฑ ค าส าค ญ: บ านพ กอาศ ยช วคราว

2.20 ลกษณะของดนดาน..............................................................................................................28

2.21 แผนผงการวางทพกกลบทท างาน.........................................................................................30

2.22 บานพกคนงานส าเรจรปสองชน K-STYLE..........................................................................31

2.23 ตคอนเทนเนอรแบบถอดประกอบ........................................................................................33

3.1 ภาพจ าลองขอบเขตการใชพนทในการนอน.........................................................................36

3.2 ภาพจ าลองขอบเขตการใชพนทในการดโทรทศน................................................................37

3.3 ภาพจ าลองขอบเขตการใชพนทในการท าอาหาร..................................................................38

3.4 ภาพประกอบตวอยางของใชภายในทพก แบบแขวนผนง.....................................................39

3.5 ภาพลกษณะการแขวนจากหองพกจรง..................................................................................40

3.6 ภาพประกอบตวอยางของใชภายในทพก แบบวางพน..........................................................40

3.7 ภาพลกษณะการวางของจากหองพกจรง...............................................................................41

3.8 ลกษณะการจดพนทโดยการเปดชองเพอเชอมพนทดานนอกกบดานใน..............................41

3.9 บานเฟยม และบานสวง.........................................................................................................43

3.10 รปแบบตวชวยแขวน.............................................................................................................43

3.11 การน าวสดมาสรางใหเกดภาพลกษณทหนามอง..................................................................44

3.12 แสดงวฏจกรของวสดทวนเวยนน ากลบมาใชใหม................................................................44

3.13 แสดงรปแบบการใชวสดในการน ามาใชสรางทพก..............................................................45

3.14 การปรบเปลยนการใชงานเปนสาธรณปโภคอนๆ................................................................46

3.15 แนวทางการออกแบบ A.......................................................................................................48

3.16 วสดทน ามาใชในการสรางแนวทางการออกแบบ A.............................................................48

3.17 ขนตอนการตดตงแนวทางการออกแบบ A...........................................................................49

3.18 ขนตอนการตดตงแนวทางการออกแบบ A 2........................................................................49

3.19 ระดบทนง ความสง 50 ซม....................................................................................................50

3.20 รปสเกตแสดงการใชงานในระดบความสง 50 ซม................................................................50

สำนกหอ

สมดกลาง

Page 11: ÿ î Ö ÿö éÖú Ü - Silpakorn University...04550135: ภาคว ชาออกแบบผล ตภ ณฑ ค าส าค ญ: บ านพ กอาศ ยช วคราว

3.21 เคาเตอรวางของระดบกลาง 100 ซม.....................................................................................51

3.22 รปสเกตการใชงานระดบความสง 100 ซม............................................................................51

3.23 ระดบชนวางของ ความสง 150 ซม.......................................................................................52

3.24 รปภาพตวอยางชนวางลกษณะการเกบของ...........................................................................52

3.25 ภาพการตดตงเปนรปแบบหองน าและหองสวม....................................................................53

3.26 ภาพสามมตลกษณะเมอประกอบเปนลกษณะหองสวม........................................................53

3.27 ภาพสามมตลกษณะเมอประกอบเปนลกษณะหองสวม........................................................53

3.28 แนวทางการออกแบบ B........................................................................................................54

3.29 แสดงวธการตดตง แนวทางการออกแบบ B..........................................................................54

3.30 ภาพสเกตลายละเอยดภายใน แนวทางการออกแบบ B..........................................................55

3.31 ภาพสเกตลายละเอยดภายใน แนวทางการออกแบบ B 2.......................................................55

3.32 ภาพสามมตจ าลองแบบบานทปรบปรงจากแนวทางการออกแบบ A....................................57

3.33 ภาพสามมตจ าลองแบบบานทปรบปรงจากแนวทางการออกแบบ A แบบเรยงตดกน..........57

3.34 ขนตอนการตดตง..................................................................................................................58

3.35 รายละเอยดการใชงานในหลายๆรปแบบของแตละชน.........................................................59

3.36 การปรบเปลยนรปแบบการตดตงเปนหองส าหรบอาบน า และหองสวม..............................60

3.37 รปแบบทพกแบบอาศยคนเดยว และหองน า.........................................................................60

3.38 รปแบบทพกแบบอาศยสองคนและแบบครอบครว..............................................................61

3.39 รปแบบการตงทพกแบบตอกนและการเชอมหองพก............................................................61

3.40 รปแบบการตออาคารสองชน................................................................................................61

3.41 วธการยดวสดกบตวโครงสราง.............................................................................................62

3.42 ภาพสามมตจ าลองการตดตง.................................................................................................62

3.43 รายละเอยดการยดวสดอนๆ..................................................................................................63

3.44 รายละเอยดวธการยดฐานบานกบพน....................................................................................64

3.45 รายละเอยดการตดตงหลงคา.................................................................................................64

สำนกหอ

สมดกลาง

Page 12: ÿ î Ö ÿö éÖú Ü - Silpakorn University...04550135: ภาคว ชาออกแบบผล ตภ ณฑ ค าส าค ญ: บ านพ กอาศ ยช วคราว

4.1 การตดตงโครงบาน...............................................................................................................66

4.2 เรมการตดตงวสด..................................................................................................................66

4.3 แผนน าเสนอผลงาน..............................................................................................................67

4.4 รปภาพผลงานตนแบบ 1.......................................................................................................68

4.5 รปภาพผลงานตนแบบ 2.......................................................................................................68

4.6 รปภาพผลงานตนแบบ 3.......................................................................................................69

4.7 รปภาพผลงานตนแบบ 4.......................................................................................................69

4.8 รปภาพผลงานตนแบบ 5.......................................................................................................69

4.9 รปภาพผลงานตนแบบ 6.......................................................................................................70

4.10 รปภาพผลงานตนแบบ 7.......................................................................................................70

4.11 รายละเอยดการใชงานในหลายๆรปแบบของแตละชน.........................................................71

4.12 วธการยดวสดกบตวโครงสราง.............................................................................................72

สารบญตาราง

ตารางท หนา 1.1 แผนการด าเนนงาน / ระยะเวลา.............................................................................................4 1.2 มาตรฐานขนาดพนทใชสอยต าสด......................................................................................15 1.3 จ าแนกกจกรรมการบรเวณภายในทและภายนอกทพกอาศย...............................................25 3.1 วเคราะหการใชพนทของกจกรรมทเกดขนภายในหองพก..................................................35 3.2 แสดงลกษณะของอาคารทพกกบปจจยแวดลอมในทพกอาศย............................................42

สารบญแบบ

แบบท หนา 1 Isometric ...........................................................................................................................81 2 Orthographic View ..........................................................................................................82

สำนกหอ

สมดกลาง

Page 13: ÿ î Ö ÿö éÖú Ü - Silpakorn University...04550135: ภาคว ชาออกแบบผล ตภ ณฑ ค าส าค ญ: บ านพ กอาศ ยช วคราว

4 Section ..............................................................................................................................83 6 Assembly .........................................................................................................................84 7 Detail Drawing Part No.1 ...........................................................................................85-95

สำนกหอ

สมดกลาง

Page 14: ÿ î Ö ÿö éÖú Ü - Silpakorn University...04550135: ภาคว ชาออกแบบผล ตภ ณฑ ค าส าค ญ: บ านพ กอาศ ยช วคราว

1

บทท 1 บทน ำ

1.1 ควำมส ำคญและทมำของโครงกำร

ในปจจบนประเทศไทยไดมการพฒนามากขนในหลายๆดาน เพอปรบตวพรอมรบการเปดอาเซยน ท าใหมการวางแผนการลงทน หนงในนนคอธรกจอสงหารมทรพย ไดมการลงทนจากนกลงทน ท าใหมการวาจางแรงงานกรรมกรและชางเปนจ านวนมากเพอแรงการสรางโครงการตางๆใหทนการเปดอาเซยนทก าลงจะมาถง

เราจะสงเกตเหนไดจากหลายทมการตงทพกอาศยของคนงานกอสรางตามเขตโครงการกอสรางตางๆ ซงเปนทเหนกนอยวาภาพลกษณทคนภายนอกมองนนมองพวกเขาในแงลบ มองวาเปนคนไมด ไมมการศกษา และดเปนพษเปนภยกบผคนบรเวณนน ซงนนอาจเปนเพราะภาพทเรามองเขาจากดานนอก ทเหนทพกอาศยทผประกอบการจดหามาใหดไมมความเปนระบบระเบยบ บางทกเปนกระตอบไมสงกะสสนมขนกบพนทอยอาศยทไมเกนสองแผนไมอด และพนทอาบน า ซกผา ตากผา ทไมมการปดบง ท าใหดไมหนามอง และท าใหคณภาพชวตตกต าลง ซงชวตสวนใหญเขาตองใชชวตอยแตในทท างาน และทพก เปนเวลาหลายเดอน หรออาจเปนป มนจงเปนเหมอนสวสดการทดอยางหนงทลกจางควรจะไดรบเพอยกระดบการใชชวต และปรบมมมองและทศนคตของคนอนในทางทดยงขน

ดวยเหตผลดงกลาวจงเปนทมาของโครงการออกแบบทพกอาศยชวคราวในเขตโครงการกอสรางเพอสรางพนทในการพกอาศยใหดขน จดรปแบบกจกรรม การอยอาศยใหเปนระบบมากขนเพอยกระดบการใชชวต ภาพลกษณทดขน และวธการตดตงโดยน าวสดเดมทมอยมาตดตงและประยกตใชอยางมระบบ เพอยดอายของวสดทน ามาใช ลดการใชวสดอยางสนเปลอง ลดคาใชจายและการใชวสดทใชในการสราง

1.2 วตถประสงคของโครงกำร 1.) ศกษาลกษณะ รปแบบและการสรางทพกอาศยคนงานกอสรางในปจจบน 2.) จดรปแบบกจกรรมการอยอาศยใหเปนระบบมากขน เพอยกระดบการใชชวต และ

ภาพลกษณทดขน 3.) เพอลดการใชวสดอยางสนเปลอง และยดอายการใชงานใหนานขน

สำนกหอ

สมดกลาง

Page 15: ÿ î Ö ÿö éÖú Ü - Silpakorn University...04550135: ภาคว ชาออกแบบผล ตภ ณฑ ค าส าค ญ: บ านพ กอาศ ยช วคราว

2

4.) เพอพฒนาทพกอาศยชวคราวส าหรบคนงานกอสรางโดยการออกแบบเพอตดตงและรอถอนไดรวดเรวและน ากบมาใชใหมได

1.3 ขอบเขตของกำรออกแบบ 1.) การศกษาและออกแบบทพกอาศยชวคราวนจะจ ากดขอบเขตการศกษาเฉพาะทพกอาศย

ชวคราวส าหรบคนงานกอสรางตางๆ ทอยในประเทศไทย 2.) ศกษาและออกแบบทพกอาศยชวคราวส าหรบคนงานกอสราง จากโครงการกอสรางทมมลคา

ไมเกน 50 ลานบาท และระยะเวลากอสรางไมเกน 3 ป 3.) ศกษาและออกแบบทพกอาศยคนงานกอสรางและสงอ านวยความสะดวกทจ าเปนในการอย

อาศยไดแก พนทการใชสอย หองอาบน า สขา ลานซกลาง 4.) ศกษาและออกแบบทพกอาศยชวคราวส าหรบคนงานกอสราง ใชวธการแยกชนสวนและถอด

ประกอบในการตดตงรอถอน 5.) ศกษาและออกแบบทพกอาศยชวคราวส าหรบคนงานกอสราง โดยลดการใชวสดในการ

กอสรางอยางสนเปลอง

1.4 แนวทำงกำรออกแบบและกำรแกไขปญหำ ปญหำ : ทพกอาศยแบบเกาสรางขนจากแผนไมและสงกะสทสรางขนเองไมมความเปนระเบยบ ไมมการจดการเลอกใชวสด และไมถกจดการใหดพอท าใหวสดเสอมสภาพเรว แนวทำงกำรแกไข : สามารถใชวสดเดมทมอยในทองตลาดมาปรบใช ตดตงและน ากลบมาใชใหมได และท าใหมความงามหนาพกอาศย ปญหำ : ภายในหองพกไมมการจดสรรใหเปนระเบยบ ทงการนอน การท าอาหาร เกบของใชสวนตว ไมไดมการบรหารหรอจดการใหเปนระเบยบ ท าใหดไมหนาอยอาศยและไมถกสขลกษณะ แนวทำงกำรแกไข : ออกแบบการใชงานแบงสดสวน และพนทการท ากจกรรมตางๆภายในหองพกใหเปนทเปนทาง ปญหำ : การตงจดอาบน า ซกผา ตากผา ดไมเปนทเปนทางไมปกปดใหมดชด ท าใหภาพของคนภายนอกทมองเขามาเปนไปในทางลบ แนวทำงกำรแกไข : ออกแบบจดการรปแบบของผงทพก ทสามารถปรบเปลยนได และทมความเหมาะสม เปนกจลกษณ และมความเปนสวนตวมากขน

สำนกหอ

สมดกลาง

Page 16: ÿ î Ö ÿö éÖú Ü - Silpakorn University...04550135: ภาคว ชาออกแบบผล ตภ ณฑ ค าส าค ญ: บ านพ กอาศ ยช วคราว

3

1.5 แนวทำงกำรศกษำ 1.) ศกษาขอมลทเกยวของ

1.1) ศกษาขอมลเกยวกบกลมผพกอาศย - อาย เพศ - สดสวนของรางกาย - พฤตกรรมในการใชงานภายในทพก - กจวตรประจ าวน

1.3) ศกษาขอมลเกยวกบทพกอาศยชวคราว - ศกษารปแบบและลกษณะของการใชงานภายในทอยอาศยเดม - ศกษาขอมลเกยวกบขนาดและลกษณะของทอยอาศยเดม - ศกษการจดวางทพกอาศย และการจดพนทบรเวณโดยรอบ - การจดวางและการใชพนทการใชงานเครอนเรอน และของใชจ าเปน

1.3) ศกษาขอมลเกยวกบการตดตง ทพกอาศยแบบชวคราว - โครงสราง การรบแรงรบน าหนกของทพกอาศย - สภาพพนผว ภมประเทศ และสภาพอากาศ

1.4) ศกษาขอมลเกยวกบวสดกอสราง - ประเภทของวสด - การตดตงวสด - คณสมบตของวสด - ราคาของวสด

1.5) ศกษาขอมลเกยวกบหลกการออกแบบ - หลกการออกแบบสถาปตยกรรมศาสตร เกยวกบการออกแบบทพกอาศยชวคราว - หลกการออกแบบรปทรง ส และการใชงาน - หลกการออกแบบเชงระบบเกยวกบการตดตงและถอดประกอบ - หลกการออกแบบจดการพนท และวางระบบการท างานภายในโครงการกอสราง

2.) วเคราะหขอมลเพอเปนแนวทางในการออกแบบ 2.1) วเคราะหลกษณะทางกายภาพ ขนาดสดสวนทเหมาะสม และปจจยพนฐานในทพก

อาศย 2.2) วเคราะหผลตภณฑใกลเคยง หรอผลตภณฑทตองการออกแบบ 2.3) วเคราะหการใชพนทในการใชงานของผลตภณฑ

สำนกหอ

สมดกลาง

Page 17: ÿ î Ö ÿö éÖú Ü - Silpakorn University...04550135: ภาคว ชาออกแบบผล ตภ ณฑ ค าส าค ญ: บ านพ กอาศ ยช วคราว

4

3.) ขนตอนการออกแบบและพฒนารปแบบ 3.1) น าเสนอแนวทางการออกแบบแบบรางหลายหลาย (Sketch design) 3.2) น าเสนอผลงานการพฒนาแบบ (Development Design) 3.3) จดท าหนจ าลอง (Study Model) 3.4) สรปผลจากการทดสอบ วเคราะห ปรบแก เพอน าไปสการท าตนแบบ

4.) สรปและประเมนผลการท างาน พรอมขอเสนอแนะ 1.6 แผนด ำเนนกำร ระยะเวลำ และล ำดบขนตอนในกำรด ำเนนกำร

1.) เสนอหวขอศลปนพนธ/โครงการ : วเคราะหปญหาและแนวโนมความเปนไปไดของโครงการ

2.) ตรวจงานครงท 1 : ศกษาขอมลเชงลกและวเคราะหขอมล 3.) ตรวจงานครงท 2 : ทดลองท าแบบจ าลองและพฒนาแนวทางการออกแบบ 4.) ตรวจงานครงท 3 : วเคราะหและศกษาการออกแบบ พรอมจดท าตนแบบ 5.) ตรวจงานครงท 4 : จดท าเอกสาร แบบน าเสนอ แบบเพอการผลต และหนจ าลอง

ขนตอน ม.ค. 59 ก.พ. 59 ม.ค. 59 เม.ย. 59 พ.ค. 59

1.เสนอหวขอ (ส.1 และ ส.2) 2.ตรวจงานครงท 1 (ต.1) 3.ตรวจงานครงท 2 (ต.2) 4.ตรวจงานครงท 3 (ต.3) 5.ตรวจงานครงท 4 (ต.4) 6.สงรปเลมศลปนพนธฉบบสมบรณ

ตารางท 1.1 : แผนการด าเนนงาน / ระยะเวลา

สำนกหอ

สมดกลาง

Page 18: ÿ î Ö ÿö éÖú Ü - Silpakorn University...04550135: ภาคว ชาออกแบบผล ตภ ณฑ ค าส าค ญ: บ านพ กอาศ ยช วคราว

5

1.7 งบประมำณทใชในกำรด ำเนนงำน 1.) คาขอมลและเอกสารตางๆ 2,000 บาท 2.) คาอปกรณในการท า Study Model 4,000 บาท 3.) คาเขยนแบบ และ Presentation 1,900 บาท 4.) คาท า Prototype 13,000 บาท 5.) อนๆ 2,500 บาท รวม 22,900 บาท

1.8 ผลทคำดวำจะไดรบ 1.) ไดออกแบบโครงการบานพกคนงาน เพอยกระดบคณภาพชวตของคนงานกอสรางใหมรปแบบชวตทดขน 2.) ไดออกแบบโครงการบานพกคนงาน เพอชวยยกระดบภาพลกษณของแรงงานไทยใหดดยงขน 3.) น าไปเปนแนวคดใหมๆเพอไปปรบใชในชวตจรง เพอยกระดบคณภาพชวตของคนงานกอสรางใหมรปแบบชวตทดขน เพราะนนกเปนหนงในสวสดการอยางหนงทลกจางทกคนควรไดรบ และชวยยกระดบภาพลกษณของแรงงานไทยใหดดยงขน

สำนกหอ

สมดกลาง

Page 19: ÿ î Ö ÿö éÖú Ü - Silpakorn University...04550135: ภาคว ชาออกแบบผล ตภ ณฑ ค าส าค ญ: บ านพ กอาศ ยช วคราว

6

บทท 2

วรรณกรรมทเกยวของ 2.1ทฤษฎและแนวควำมคดทเกยวของกบทพกอำศยคนงำนกอสรำง 2.1.1 ควำมหมำยของ แรงงำน และทพกคนงำน

แรงงำน (Labour) หมายถง การท างานทกชนดของมนษยทงทใชแรงงาน สตปญญาความสามารถ แรงกายแรงใจททมเทในการผลตสนคาและบรการ โดยทวไปแบงเปนแรงงานฝมอ เชน วศวกร นกวชาการ แรงงานกงฝมอ เชน ชางเทคนค เสมยน และแรงงานไรฝมอ เชน กรรมกรแบกหาม ยาม นกการภารโรง ผลตอบแทนคอ คาจาง

คนงำนกอสรำง (Worker) หมายถงลกจางแรงงานของบรษทรบเหมากอสรางในโครงการกอสรางทพกอาศยอยในบรเวณโครงการกอสราง โดยท างานโดยไดรบคาจางเปนการตอบแทน ไดแกแรงงานฝมอ เชน โฟรแมน ชางประปา ชางไฟฟา ชางไม ชางปน ชางเหลก ชางส และแรงงานไมมฝมอ เชน กรรมกร แรงงานทวไป

ทพกคนงำน (Camp) หมายถง อาคารทพกอาศยชวคราวทบรษทรบเหมากอสรางจดหาหรอจดสรางให ลกจาง หรอคนงาน พกอาศยภายในบรเวณโครงการกอสราง โดยสรางตามขอบงคบในการปฏบตตามกฎหมายวาดวยการควบคมอาคาร ทงนรวมถง ระบบสาธารณปโภคทใชในทพก เชนทอาบน า หองสวม รานคา และศนยเดกเลก ภายในบรเวณทพก

อำคำรชวครำว หมายถง อาคารทปลกสรางขนมาระยะเวลาหนงแลวตองรอถอน ทงนเพออ านวยความสะดวกใหกบผท าการกอสราง ใหกบผทเกยวของใกลเคยง หรอใหบรการแกผทจะใหประโยชนแกเจาของอาคาร หรอส าหรบบรษทผรบเหมากอสรางโดยเฉพาะ เชน อาคารส านกงานวศวกรชวคราว อาคารทพกคนงาน หองน า หองสวม โรงงานไมแบบหรอชางไม โรงงานเหลกหรอชางเหลก และ โรงงานผสมคอนกรต

อาคารชวคราวแตละชนดจะมความเหมาะสมทแตกตางกนออกไป ขนอยกบรปแบบการใชงานและการวางแผนผงทตงของอาคาร เพราะจะไดวางแผนการรอถอน และทางสรรจรภายในโครงการ เพอจะไดไมตองรอและสรางใหม นนถอเปนความผดผลาด และจะไดเตรยมยอดเงนทจะตองขาดทนเอาไวอยางแนนอน

สำนกหอ

สมดกลาง

Page 20: ÿ î Ö ÿö éÖú Ü - Silpakorn University...04550135: ภาคว ชาออกแบบผล ตภ ณฑ ค าส าค ญ: บ านพ กอาศ ยช วคราว

7

2.1.2 ปจจยในกำรจดหำทอยอำศย (Supply Factor) ส ำหรบผทมรำยไดนอย ประกอบดวย

ก.) ทดน (Land) ความใกลแหลงงาน ใกลสาธารณปโภค และแหลงบรการทางสงคม

ข.) สงอ านวยความสะดวก (Service) ไดแก ถนนระบบสาธารณปโภค และระบบอ านวยความสะดวกตางๆ

ค.) คากอสราง (Construction cost) ตนทนตางทใชในการกอสราง ไดแกคาวสด คาแรงงาน ขนาดของโครงสราง เครองมอ เครองจกร เทคโนโลยทใชในการกอสรางและสวนประกอบอนๆของบาน โดยทวไปมกใชหนวยคากอสรางตอพนท

2.1.3 บทควำมเกยวกบลกษณะของทพกอำศยชวครำวของคนงำนกอสรำงภำยในประเทศไทย

เกอ วงศบญสน และคณะ (2539) กลาวถงทพกอาศยส าหรบคนงานกอสรางมลกษณะเปนหองแถวเลกเรยงกนไป ขนาดประมาณ 4 ตารางเมตร มหนาตางบางไมมหนาตางบาง ท าดวยไมหรอสงกะส ใตถนสงประมาณ 0.50 เมตร ขาวของเครองใชตางๆคนงานตองจดหามาเองอากาศในหองมกจะรอนอบอาว ไฟฟาและน าประปา นายจางเปนผจดให หองอาบน ามกไมแยกชายหญง มทงแบบทสรางเปนทอาบนโดยเฉพาะมทกนรอบไวใหกนสายตา หรอบางทกไมมทกนให สวนหองสวมจะเปนการสรางหองขนาดเลกพอดตวคนเขาไปได และมโถสวม โดยสวนใหญไมมการจดคนท าความสะอาด สวนประกอบตางๆและวสดทใชในการสราง รวมถงแนวทางการพฒนาทพกอาศย

ประสาร ศรศภชยยา (2539) แสดงผลการศกษาทเกยวของกบทพกอาศยคนงานกอสรางดงน

ก.) คนงานกอสรางสวนใหญ มความพงพอใจในหองพกชวคราวทอาศยอย โดยทไมพอใจ เกดจากความคบแคบของหองพก ความสกปรกและเสยงดง

ข.) บรเวณทพกอาศยชวคราวมปรมาณหองน าหองสวม สนามพกผอนหรอสนามกฬา ภาชนะรองรบขยะมลฝอย การก าจดขยะ และการรกษาความปลอดภย ไมเพยงพอ

ค.) ลกษณะหองพกจะเปนเรอนแถวชนเดยวยกพนและเรอนแถว 2 ชน โดยในหองพกสวนใหญจะไมมหนาตาง ใชแสงสวางจากหลอดไฟฟา หองน าหองสวมจดแยกไว

สำนกหอ

สมดกลาง

Page 21: ÿ î Ö ÿö éÖú Ü - Silpakorn University...04550135: ภาคว ชาออกแบบผล ตภ ณฑ ค าส าค ญ: บ านพ กอาศ ยช วคราว

8

ง.) ทพกคนงานแตละหองมขนาดตงแต 2.50 x 2.50 , 2.50 x 3.00 และ 3.00 x 3.00 ตารางเมตร จ านวนคนพกอาศยสวนใหญประมาณ 2 คนตอหอง

จ.) วสดกอสรางเกาเปนเศษวสดมาตอๆกนเปนรปทรงของหองพก ขาดความแขงแรง โดยสวนใหญเปนสงกะสทงเกาและใหมปะปนกน ใชเปนผนงและหลงคา ไมมฝาและหนาตางจากงานวจยนแสดงความพงพอใจของคนงานทมตอทพกอาศย ลกษณะและขนาดของทพกอาศย วสดทใชส าหรบสรางทพกอาศยส าหรบคนงานกอสราง องคประกอบและปญภายในบรเวณทพก โดยไมไดแสดงถงแนวทางการพฒนาทพกอาศยเพอใหคนงานกอสรางมความพงพอใจมากขน

ผลการศกษาทเกยวของกบทพกอาศยคนงานกอสรางดงน

ก.) ทพกคนงาน จะปลกสรางในพนทวางบรเวณสถานทกอสราง หรอใกลเคยงกน

ข.) ลกษณะของหองพกเปนเรอนแถวชวคราวชนเดยวหรอสองชนในกรณทมพนทจ ากดและจ านวนคนงานมาก พนหองจะยกสง

ค.) ทพกคนงานแตละหองมขนาดประมาณ 8-9 ตารางเมตร ในแตละหองจะมคนงานพกอาศยประมาณ 2-3 คน หรออยกนเปนครอบครว ซงพนทและความหนาแนนต ากวามาตรฐานทก าหนด ตามมาตรฐานและแบบกอสรางอาคารชวคราวส าหรบคนงานกอสรางและสถานรบเลยงเดกกอนวยเรยน ของ ว.ส.ท.

ง.) วสดทใชส าหรบปลกสรางสวนใหญจะเปนสงกะสซงไมคงทนและเปนวสดน าความรอน

จ.) คาใชจายในการปลกสรางหองพกคนงานเฉลยประมาณ 2,000 – 3,000 บาทและไดใหขอเสนอแนะในการสรางหองพกอาศยวา ควรจะใชวสดทมความคงทนถาวรมากขน เพอความเปนอยทดของคนงาน โดยลงทนเพยงครงแรกแลวสามารถรอถอนไปใชตอได จะท าใหตนทนการกอสรางทพกอาศยใหคนงานนอยลง และสงผลตอประสทธภาพในการท างานของคนงาน

จากงานวจยนแสดงลกษณะและขนาดของทพกอาศยทต ากวามาตรฐาน วสดทใชส าหรบสรางทพกอาศยส าหรบคนงานกอสรางไมเหมาะสม และเสนอแนวทางการพฒนาทพกอาศย เพอใหคนงานกอสรางมความเปนอยทดขนโดยการปรบเปลยนรปแบบทพก

สำนกหอ

สมดกลาง

Page 22: ÿ î Ö ÿö éÖú Ü - Silpakorn University...04550135: ภาคว ชาออกแบบผล ตภ ณฑ ค าส าค ญ: บ านพ กอาศ ยช วคราว

9

อาศย ใชวสดทมความคงทนถาวรมากขนและมตนทนต า แตไมแสดงถงรปแบบทเหมาะสม

ศรพร จรวฒนกล (2540) แสดงขอสรปเกยวกบทพกอาศยส าหรบคนงานกอสรางมลกษณะแออด เสอมโทรม สวนใหญหองพกมลกษณะเปนหองแถวทกนฝาและมงหลงคาดวยสงกะส พนไมอด มทงหองแถวชนเดยวและสองชน ขนาดหอง 2-3 เมตร ซงควรจะพกเพยง 2 คน

ปญหาเรองทพกอาศย คอหองพกมลกษณะแคบๆ มดๆ ใชเปนทงทนอน ทนงเลน ทเกบของ ท าอาหาร กนอาหาร ใตถนหองกเปนททงน าเสย ขยะ สวนน าดม น าใช หองน า หองสวม ใชรวมกน สภาพทพกกสกปรก เตมไปดวยขยะสงกลนเหมน กลางคนมยงชกชม สภาพไมมนคง

จากงานวจยนแสดงถงปญหาทเกยวกบทพกอาศยส าหรบคนงานกอสราง ลกษณะของทพกและปญหาสภาพสงแวดลอม โดยไมไดแสดงถงแนวทางการพฒนาทพกอาศย

สมบต วนชประภา (2541) สรปผลการส ารวจพบวาปญหาทางกายภาพของทพกอาศยทส าคญออกเปนสวนตางๆ ดงน

ก.) ลกษณะของหองพก บานพกแบบสงกะส จะไมมหนาตางส าหรบระบายอากาศมเฉพาะประตท าดวยสงกะส ตางกบบานพกแบบกระเบอง ทประตท าดวยไมและหนาตางบานเกลด

ข.) ขนาดของหองพก บานพกแบบสงกะส มพนท 6-7 ตารางเมตร คนงานอาศย 2คนบานพกแบบกระเบอง มพนท 8-9 ตารางเมตร คนงานอาศย 3 คน แตจะมตนทนแพงกวาแบบสงกะส

ค.) ผงบรเวณอาคาร บรเวณทกอสรางบานพกอยใกลเคยงกบสถานทกอสราง

ง.) ระบบสาธารณปโภค ทพกสวนใหญจะไมมรวกนรอบทพก ระบบไฟฟาใชของการไฟฟา น าประปาใชของการประปา ระบบระบายน าระบายออกทลมขางเคยง และไมมระบบก าจดขยะ

นอกจากนยงไดเสนอแนวทางพฒนาปรบปรงแกไขปญหาทเกดขนออกเปน 2 แนวทาง คอ

สำนกหอ

สมดกลาง

Page 23: ÿ î Ö ÿö éÖú Ü - Silpakorn University...04550135: ภาคว ชาออกแบบผล ตภ ณฑ ค าส าค ญ: บ านพ กอาศ ยช วคราว

10

ก.) การเลอกใชวสดทรอยายได ซงเปนการเพมคากอสรางในตอนตน แตประหยดคาใชจายในการกอสรางครงตอไป

ข.) ลงทนเพมขนในการเพมมาตรฐานทพก แตหาแนวทางลดคาใชจายดานอนๆ เชนการสรางทพกใหอยใกลสถานทกอสราง เพอลดระยะเวลาในการเดนทางของคนงานจากแนวทางในการพฒนาปรบปรงแกไขปญหาขางตน จะไดผลดงน

จากแนวทางการพฒนาและปรบปรงแกไขปญหาขางตน จะไดผลดงน

ก.) ลกษณะของหองพก ควรใชเปนแบบผนงกระเบองหรอไมอด พรอมเจาะชองหนาตาง แตจะเปนการแกไขโดยใชการลงทนคากอสรางทเพมขนเพอใหมมาตรฐานทดขน

ข.) ขนาดของหองพก ควรแบงเปน 2 ขนาด คอ หองส าหรบคนโสดมขนาดประมาณ12-15 ตารางเมตร พกได 3-4 คนตอหอง และหองส าหรบครอบครวมขนาดประมาณ 9 ตารางเมตร โดยมการแยกสดสวนกนชดเจน

ค.) ผงบรเวณอาคาร ควรสรางบานพกอยใกลเคยงกบสถานทกอสรางเพอประหยดเวลาในการเดนทางไปท างาน

ง.) ระบบสาธารณปโภค

- เพมรวรอบโดยใชสงกะส

- เพมยามรกษาความปลอดภย

- ระบบไฟฟาควรจะเลอกใชตามความสะดวกระหวางการใชเครองปนไฟหรอใชไฟของการไฟฟา

- ระบบประปา ถาอยใกลกบแนวทอประปากควรใชน าประปา ถาหากไมมควรมรถน าจดหามาใหใชในบรเวณทพกคนงาน

- หองน าหองสวม ควรสรางดวยวสดทเคลอนยายไดและใชถงน าส าเรจรปแทนการกอบอส าหรบทอาบน า

จากงานวจยนแสดงปญหาทางกายภาพของทพกอาศย แนวทางพฒนาปรบปรงแกไขปญหาและผลทไดจาการพฒนา โดยผลทไดนนไมไดแสดงถงรปแบบทใชในการกอสรางและวธการจดการและการสรางทพกอาศย

สำนกหอ

สมดกลาง

Page 24: ÿ î Ö ÿö éÖú Ü - Silpakorn University...04550135: ภาคว ชาออกแบบผล ตภ ณฑ ค าส าค ญ: บ านพ กอาศ ยช วคราว

11

2.1.4 กฎระเบยบและขอบงคบกำรสรำงอำคำรทพกชวครำว

กฎกระทรวงวาดวยการยกเวน ผอนผน หรอก าหนดเงอนไขในการปฏบตตามกฎหมายวาดวยการควบคมอาคาร พ.ศ. ๒๕๔0 ออกตามพระราชบญญตควบคมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ ขอ ๗ ซงบญญตวา อาคารชวคราวเพอใชประโยชนในการกอสรางอาคารถาวรซงสงไมเกนสองชน หรอสงจากระดบพนดนถงหลงคาหรอสวนของอาคารทสงทสดไมเกนเกาเมตร และมก าหนดเวลารอถอนเมออาคารถาวรแลวเสรจ ตองขออนญาตตามมาตรา ๒๑ แตใหไดรบผอนผนไมตองปฏบตตามกฎกระทรวง ขอบญญตทองถน หรอประกาศของรฐมนตรวาการกระทรวงมหาดไทย ซงออกตามความในมาตรา ๘ ขอท ๑,๒,๓,๔,๕,๖,๗,๘,๙ และ๑0 และใหไดรบการยกเวนไมตองขออนญาตรอถอนอาคารตามมาตรา ๒๒ แยกองคประกอบดงน

ก.) สรางขนเพอเปนอาคารทจดสรางขนชวคราว

ข.) สรางขนเพอใชประโยชนในการกอสรางอาคารถาวร

ค.) อาคารหามสรางสงเกน สองชน

ง.) สงจากระดบพนดนถงหลงคา หรอสวนของอาคารทสงทสด ไมเกนเกาเมตร

จ.) มก าหนดเวลารอถอนเมออาคารถาวรแลวเสรจ

ฉ.) ตองขออนญาตตามมาตรา ๒๑ แตใหไดรบการผอนผนไมตองปฏบตตามกฎกระทรวงขอบญญตทองถน หรอประกาศของรฐมนตรวาการกระทรวงมหาดไทย

ช.) ออกตามความในมาตรา ๘ (๑) (๒) (๓) (๔) (๕) (๖) (๗) (๘) และ (๑๐)

ซ.) สามารถรอถอนไดโดยไมตองขออนญาตรอถอนอาคาร ตามมาตรา ๒๒

2.4 มำตรฐำนอำคำรชวครำวส ำหรบคนงำนกอสรำง วศวกรรมสถำนแหงประเทศไทย

2.4.1. อำคำรพกอำศย

ก.) อาคารพกอาศยคนงานกอสราง ตองยกพนชนลางสงจากระดบพนดนไมเกน 1 เมตรและไมปลกสรางบนทลม มน าขง หรอทดนทถมดวยขยะมลฝอย เวนแตจะม

สำนกหอ

สมดกลาง

Page 25: ÿ î Ö ÿö éÖú Ü - Silpakorn University...04550135: ภาคว ชาออกแบบผล ตภ ณฑ ค าส าค ญ: บ านพ กอาศ ยช วคราว

12

ดนถมทบหนาหนา 30 เซนตเมตร อาคารพกอาศยตองมความมนคงแขงแรงและถกสขลกษณะ ไมเปนอนตรายตอผพกอาศย

ข.) หองทใชพกอาศย ใหมสวนกวางหรอยาวไมต ากวา 2.40 เมตร พนททงหองไมนอยกวา 9 ตารางเมตร ส าหรบ 1 ครอบครว (ผใหญ 2 คน และเดกเลกไม15เกน 3 คน) และไมนอยกวา 5.5 ตารางเมตร ส าหรบบหองพกค และมชองระบายอากาศไมนอยกวารอยละสบของพนทหอง

ค.) ใหมชองประตและหนาตางอยางนอย 1 ชด

ง.) ชองทางเดนภายในอาคารส าหรบพกอาศย ตองกวางไมนอยกวา 1.00 เมตรและมแสงสวางแลเหนชด

จ.) ระยะดงระหวางพนถงยอดฝา หรอยอดผนงของอาคารตอนต าสด ตองไมต ากวา 3.00 เมตร

ฉ.) ขนาดกวางของบนไดตองไมนอยกวา 90 เซนตเมตร ชวงหนงๆ มความสงไมเกน 3 เมตร ลกตงสงไมเกน 20 เซนตเมตร และลกนอนกวางไมนอยกวา 22 เซนตเมตร

ช.) ฐานรากของอาคาร ตองท าเปนลกษณะถาวรและมความมนคงพอทจะรบน าหนกบรรทกไดโดยปลอดภย

ซ.) ตองมทางระบายน าฝนอยางเพยงพอ

ฌ.) ใหมดวงโคมและปลกอยางละ 1 ชด ในหองพกคนงาน และระบบไฟฟาตองเปนแบบทมความปลอดภยเพยงพอ

ญ.) ใหจดเตรยมหวฉดดบเพลงแบบแหงมอถอ อยางนอย 1 ชด ตออาคาร หรอตดตงไวในระยะทางไมเกน 45 เมตร

ฎ.) รายการวสดกอสรางอาจเปลยนแปลงโดยใชวสดเทยบเทาอยางใดอยางหนงโดยความเหนชอบของสถาปนก/ วศวกร

2.4.2. อำคำรหองน ำ-หองสวม

ก.) ตองจดใหมสวมทถกสขลกษณะส าหรบคนงานทพกอาศยอย ในอตราสวนไมนอยกวา 1 หองตอ 20 คน

สำนกหอ

สมดกลาง

Page 26: ÿ î Ö ÿö éÖú Ü - Silpakorn University...04550135: ภาคว ชาออกแบบผล ตภ ณฑ ค าส าค ญ: บ านพ กอาศ ยช วคราว

13

ข.) ตองจดใหมพนทหองน ารวมและลานซกลางส าหรบคนงานทพกอาศยอย ในอตราสวนไมนอยกวา 7 ตารางเมตร ตอ 20 คน

ค.) ขนาดหองสวมตองมพนทภายในไมนอยกวา 0.9 ตารางเมตร และความกวางภายในไมนอยกวา 0.9 เมตร

ง.) ตองจดใหมบอเกบน า หรอถงเกบน า กอกน า ใหเพยงพอแกการอาบน าและซกลางเสอผา

จ.) ตองจดใหมทางระบายน าทใชแลว ไหลไดอยางสะดวกและเพยงพอ กอนปลอยออกสทางระบายน าสาธารณะ จะตองมตะแกรงดกขยะอยในทตรวจสอบได

ฉ.) การบ าบดของเสยจากหองสวม จะตองเปนไปโดยถกสขลกษณะกอนปลอยน าลนสทางระบายน าสาธารณะ

ช.) ไฟฟาในหองสวมและหองน า จะตองจดใหมไฟแสงสวางอยางเพยงพอ

2.4.3. กำรใชไฟฟำในหนวยงำนกอสรำง

การจายกระแสไฟฟาเพอเปนแสงสวางและพลงงานส าหรบขบเคลอนอปกรณกอสราง ตองเปนไปตามกฎวงจรไฟฟาทถกตอง สายไฟฟาทใชตองเปนสายไฟฟาทไดมาตรฐานอตสาหกรรม การเดนสายไฟฟาใหลอยเหนอศรษะคนเสมอ ตลอดจนมสะพานไฟปองกนเปนระยะๆ ตามก าลงกระแสทใช การตดตอวงจรไฟฟาใหกระท าโดยวศวกรไฟฟาเสมอ

2.5 มำตรฐำนทพกอำศย กระทรวงแรงงำนและสวสดกำรสงคม

กองสวสดการแรงงาน กรมสวสดการและคมครองแรงงาน กระทรวงแรงงานและสวสดการสงคม ไดแตงตงคณะกรรมการท างานก าหนดมาตรฐานทพกอาศยชวคราวของลกจางในกจการกอสราง เพอจดท าแนวทางในการจดสวสดการทพกอาศยชวคราวของลกจางในกจการกอสรางโดยเนอหาหลายสวนตรงกบมาตรฐานของวศวกรรมสถานแหงประเทศไทย โดยสวนทแตกตางคอเรองทวไป

ทพกอาศยชวคราวของลกจางควรค านงถงสงตางๆ ดงตอไปน

ก.) พนทอยางต าตอคนหรอตอครอบครว โดยค านงถงความเหมาะสม ดงน

- พนทของหองส าหรบใชสอยโดยทวไป

สำนกหอ

สมดกลาง

Page 27: ÿ î Ö ÿö éÖú Ü - Silpakorn University...04550135: ภาคว ชาออกแบบผล ตภ ณฑ ค าส าค ญ: บ านพ กอาศ ยช วคราว

14

- ปรมาตรของหอง (กวาง x ยาว x สง)

- ขนาดและจ านวนหองทพอเพยง

ข.) น าใชสะอาดส าหรบคนในครอบครวทพอเพยง

ค.) ทอระบายน าและระบบการก าจดขยะ

ง.) เครองปองกนความรอน ความเยน ไฟฟา การปองกนสตว ซงเปนพาหะของโรค โดยเฉพาะแมลงตางๆ

จ.) การอ านวยความสะดวกอนๆ เชน การระบายอากาศ การหงตม หองเกบของ แสงสวาง

ฉ.) ความเปนสวนตวระหวางบคคลในครอบครว โดยไมถกรบกวนจากสงภายนอกอนๆ

ช.) ทอยอาศยส าหรบคนโสดหรอคนงานทแยกจากครอบครว ควรก าหนดมาตรฐานอยางนอย

- ทอยอาศยตามเพศ

- น าสะอาดเพยงพอ

- ทางระบายน า สขาภบาล

- ทางระบายอากาศ ความรอน

- หองอาหารรวมกน หองพกผอนและบรการสขอนามย ซงไมไดจดไวในชมชน

ซ.) มาตรฐานหองพกควรจะไดมการปรบปรงแกไขเพมเตม ทงนขนอยกบเศรษฐกจ สงคม การพฒนาการทางเทคโนโลยและการเพมรายไดตอหว

ฌ.) โดยทวไปตามทองททมการจางงานอยางถาวรควรมการกอสรางทอยอาศยอยางถาวรดวย

ญ.) วสดทใชสรางบานตองค านงถงสภาพทองถน ภมอากาศ เชน การเกดแผนดนไหว บรเวณทต ากวาระดบน า ทลมเกนไปเมอฝนตกจะมน าขงตลอดเวลา เปนตนจากมาตรฐานทกลาวมา จะใชเปนแนวทางในการพฒนารปแบบของทพกอาศยส าหรบผใชแรงงาน เพอใหทพกอาศยทจะพฒนาขนมรปแบบทเหมาะสมกบคณภาพชวตของคนงาน

สำนกหอ

สมดกลาง

Page 28: ÿ î Ö ÿö éÖú Ü - Silpakorn University...04550135: ภาคว ชาออกแบบผล ตภ ณฑ ค าส าค ญ: บ านพ กอาศ ยช วคราว

15

2.6 มำตรฐำนขนต ำของทอยอำศย

1. มาตรฐานของพนทใชสอยอาคาร (คณะสถาปตยกรรมศาสตร จฬาลงกรณมหาวทยาลย , 2539)ขนาดพนทใชสอยต าสดพนทใชสอยต าสด จะตองมขนาดไมนอยกวาทระบดงตอไปน

- หองนอนภายในหนวยพกอาศย ใหมสวนกวางหรอยาวไมต ากวา 2.5เมตร กบรวมเนอทพนทงหมดไมนอยกวา 9.00 ตารางเมตร

- ส าหรบสวนพนทใชนอน ซงไมไดกนเปนหองใหมเนอทพนไมนอยกวา 5.76 เมตร

2. มาตรฐานขนาดพนทใชสอยต าสด (Private Area) อนๆ

Private Area * ** *** ****

1. หองนอนท 1 8.97 8.64 9.00 9.30

2. หองนอนท 2 - 7.20 9.00 7.90

3. หองนอนท 3 - 5.76 9.00 7.00

4. หองน า - สวม 2.16 2.16 1.50 3.20

5. หองสวม (เดยว) - 1.08 0.90 1.80

ตารางท 2.1 มาตรฐานขนาดพนทใชสอยต าสด

หมายเหต * สถาบนวจยวทยาศาสตรและเทคโนโลยแหงประเทศไทย

** การเคหะแหงชาต

*** ขอบญญตกรงเทพมหานคร เรอง ควบคมการกอสรางอาคาร พ.ศ.2522

**** Office of Housing and Urban Development Washington D.C.

สำนกหอ

สมดกลาง

Page 29: ÿ î Ö ÿö éÖú Ü - Silpakorn University...04550135: ภาคว ชาออกแบบผล ตภ ณฑ ค าส าค ญ: บ านพ กอาศ ยช วคราว

16

2.7 ลกษณะของทพกอำศยชวครำวของคนงำนกอสรำงภำยในประเทศไทย

2.7.1ลกษณะของทพกอำศย

ลกษณะของทพกอาศยมลกษณะเปนเรอนแถวเรยงตดกนเปนแนวยาว ตงอยบนพนทใกลกบโครงการกอสรางซงเปนพนทราบเรยบ ตวทพกยกระดบสงจากพนประมาณ 50 เซนตเมตร หลงคามลกษณะราดเอยงไปทางใดทางหนงหรอทเรยกหลงคาทรงนกนตดปากวา หลงคาทรงเพงหมาแงน ภายในหองพกเปนหองทมผนงสงกะสปดทบรอบดาน มขนาดประมาณสองแผนไมอดปตดกน หรอประมาณ 2.5 x 2.5 เมตร หองจะสงประมาณ 2.5 เมตรและมการเวนชองระหวางผนงก าแพงกบหลงคาเพอเปนชองส าหรบถายเทอากาศ ภายในหองพกจะไมมหนาตาง มแตประตทางออก 1บาน

ภาพท 2.1 ทพกอาศยของคนงานกอสรางภายในโครงการ มการสรางตดกนเปนแถวยาว

ภาพท 2.2 ทพกอาศยของคนงานกอสรางภายในโครงการ เปนลกษณะการมงหลงคาและผนงดวยวสดหลายแบบ

ภาพท 2.3 ทพกอาศยของคนงานกอสรางภายในโครงการ ทเปนรปแบบอาคารสองชนและแออด

http://thinkofliving.com/wp-content/uploads/2013/.jpg

สำนกหอ

สมดกลาง

Page 30: ÿ î Ö ÿö éÖú Ü - Silpakorn University...04550135: ภาคว ชาออกแบบผล ตภ ณฑ ค าส าค ญ: บ านพ กอาศ ยช วคราว

17

2.7.2 กำรตดตงทพกอำศยชวครำวของคนงำนกอสรำง

ลำยละเอยดและวธกำรตดตง

1.) จดเตรยมพนทก าหนดขนาด และเตรยมตอกเสาฐานบาน

2.) ฐานของบานจะถกตอกลงไปในพนประมาณ 1เมตร จากนนคอยน าไมสวนอนมาตอเปนเสา คาน และโครงหลงคาดวย ตะป

3.) รปแบบโครงสรางนนไมตายตวขนอยกบความแขงแรงของวสดทใชวาท าใหโครงสรางแขงแรงขนาดไหนถาไมแขงแรงพอกจะมการเสรมจนกวาจะแขงแรง

4.) เมอโครงสรางเสรจเรยบรอย กจะปพนดวยแผนไมอด

5.) จากนนกจะเปนการน าเอาแผนสงกะสมาปดผวเปนผนงและหลงคาโดยเวนชองวางระหวางหลงคาประมาณหนงเพอเปนชองวางส าหรบลมเขาและระบายอากาศ

6.) สดทายกจะท าประต และเดนไฟไปแตละหองพก

ภาพท 2.4 ภาพประกอบแสดงขนตอนวธการตดตงทพกชวคราว

สำนกหอ

สมดกลาง

Page 31: ÿ î Ö ÿö éÖú Ü - Silpakorn University...04550135: ภาคว ชาออกแบบผล ตภ ณฑ ค าส าค ญ: บ านพ กอาศ ยช วคราว

18

กำรขนยำยทพกอำศยชวครำวของคนงำนกอสรำง

สวนใหญจะเปนการรอถอนออกเปนเศษวสด เกบแตวสดทยงสามารถใชตอไดเพอน าไปใชตอในโครงการถดไป และจะถกคนยายโดยรถบรรทก

1.) รถกระบะปกอพ เปนทนยมมากเพราะรถมขนาดเลกสามารถไปไดทกท ขนของไดมากและสามารถตอเตมรถเพอสามารถขนของไดหลากหลายและสะดวกขน

ภาพท 2.5 รถกระบะเสรมโครงเหลกทกระบะทายเพอใชส าหรบการขนของ

http://www.truckgetrich.com/images/content/original-1412672978792.jpg

2.) รถบรรทกสลอขนาดใหญ สามารถขนของขนาดใหญได เชน โมผสมปน รถแมคโคขนาดเลก และเครองจกรขนาดใหญ แตปญหาของรถประเภทนจะมเวลาก าหนดในการเดนทาง

ภาพท 2.6 รถบรรทกสลอเหลก

http://www.checkraka.com/uploaded/gallery/1d/1d27a69ab97b99135a0f40ce381d52e3.jpg

สำนกหอ

สมดกลาง

Page 32: ÿ î Ö ÿö éÖú Ü - Silpakorn University...04550135: ภาคว ชาออกแบบผล ตภ ณฑ ค าส าค ญ: บ านพ กอาศ ยช วคราว

19

3.) รถบรรทกหกลอ สามารถขนของขนาดใหญได เชน โมผสมปน รถแมคโคขนาดเลก และเครองจกรขนาดใหญ แตปญหาของรถประเภทนจะมเวลาก าหนดในการเดนทาง และในบางรนจะมอปกรณเสรม เชน เครนยกของ

ภาพท 2.7 รถบรรทกหกลอ

http://www.jmcpmb.co.za/jmc%20carrying.jpg

กำรเกบรกษำทพกอำศยชวครำวของคนงำนกอสรำง

ไมเปนทแนนอนเพราะสวนมากจะเกบไวในพนทของผรบเหมาทไดจดเตรยมไวส าหรบเกบของและทพกส ารองส าหรบในกรณทไมมงาน ซงจะเปนทโลงแจง หรออาจจะมการสรางหลงคามาปกคลมอกท แลวแยกวสดแตละประเภทออกจากกน เผอเตรยมส าหรบน าไปใชในงานถดไป

ภาพท 2.8 สถานทในการเกบรกษาวสดทยงใชไดอยจากทท างาน

สำนกหอ

สมดกลาง

Page 33: ÿ î Ö ÿö éÖú Ü - Silpakorn University...04550135: ภาคว ชาออกแบบผล ตภ ณฑ ค าส าค ญ: บ านพ กอาศ ยช วคราว

20

2.7.3 สำธำรณปโภคและอนๆ

1. หองน า จะมลกษณะเปนกระตอบเลกๆขนาดพอดกบตวคนเขาไปได ประกอบขนจากเศษวสดทใชกอสราง ภายในจะมโถสวมตงอยบนพนดน สวนระบบน าประปาจะไมมตองตกน าเขาไปดวย

ภาพท 2.9 หองน าภายในทพกคนงาน 1

ภาพท 2.9 หองน าภายในทพกคนงาน 2

สำนกหอ

สมดกลาง

Page 34: ÿ î Ö ÿö éÖú Ü - Silpakorn University...04550135: ภาคว ชาออกแบบผล ตภ ณฑ ค าส าค ญ: บ านพ กอาศ ยช วคราว

21

2. ไฟฟา จะมการท าเรองขอไฟกบการไฟฟาซงเจาของทดนตองเปนคนขอมาให สวนการตอไฟจะเปนการตอสายตรงโยงจากเสาไฟฟาแลวผานเครองตดไฟแลวคอยโยงไปตามหองพกในบางทอาจยงไมมไฟฟากอาจจะใชเครองปนไฟ

ภาพท 2.10 ภาพการตอไฟภายในทพกคนงาน

3.น าประปา จะมการท าเรองขอน ากบการประปาซงเจาของทดนตองเปนคนขอมาให

ภาพท 2.11 จดจายน าในทพกคนงานกอสราง

สำนกหอ

สมดกลาง

Page 35: ÿ î Ö ÿö éÖú Ü - Silpakorn University...04550135: ภาคว ชาออกแบบผล ตภ ณฑ ค าส าค ญ: บ านพ กอาศ ยช วคราว

22

4. ลานซกลาง จะเปนบรเวณเดยวกนกบทอาบน าเพราะใกลกบจดตอกอกน า และใชส าหรบท ากจวตรประจ าวนทตองใชน า เชน ซกผา ลางจาน ลางอาหารเอเตรยมท าอาหาร

5.หองอาบน า จะไมมทปดกนใหมดชด มเพยงถงน าขนาดใหญทตอกอกไวรองน าใชอาบ และแผนไมอดมาปกบพนไวเพอไมใหพนบรเวณนนเปอนดนจากพน สวนบางททมการจดการทดขนมาหนอยกจะมพนทปดกนอยางมดชดและมการหลออางปนขนาดใหญเพอใชส าหรบรองน าอาบ การอาบน าจะเปนการอาบรวมไมแยกชาย หญง ซงทอาบน าจะอยใกลกบบรเวณทจายน า ซงสวนมากจะตงอยปลายสดของทพกเพองายตอการใชน า เพราะทนถอเปนแหลงจายน าส าคญ

ภาพท 2.12 จดอาบน าและลานซกลาง 1

ภาพท 2.13 จดอาบน าและลานซกลาง 2

สำนกหอ

สมดกลาง

Page 36: ÿ î Ö ÿö éÖú Ü - Silpakorn University...04550135: ภาคว ชาออกแบบผล ตภ ณฑ ค าส าค ญ: บ านพ กอาศ ยช วคราว

23

2.10 กลมผอยอำศย

2.10.1ลกษณะกำรอยอำศย

จะแบงประเภทการอยอาศยออกเปน 2 แบบ

-แบบคนมครอบครวแลว กจะพกอาศยอยกน 2 คน สามภรรยาในบางครอบครวอาจมเดกเลกทตามพอแมมาอยดวย หรออาจจะมาจากบานนอกในชวงปดเทอม ในบางกรณทครอบครวมจ านวนคนเยอะอาจมการรอผนงกนหองทงเพอเชอมหองตดกนท าใหมขนาดใหญขน

-แบบคนโสด ในบางคนจะอาศยอยคนเดยว หรอบางคนจะอาศยกบเพอนทสนทกน บางทอาจจะมาจากตางจงหวดดวยกนเลยรจกกนเปนการพเศษ

2.10.2 กจวตรประจ ำวน

ภาพท 2.14 กจวตรประจ าวน

2.10.3กจกรรมทเกยวของกบทพกอำศย

แบงออกเปน 2 แบบ 1.) กจกรรมภายนอกหองพก

2.) กจกรรมภายในหองพก

สำนกหอ

สมดกลาง

Page 37: ÿ î Ö ÿö éÖú Ü - Silpakorn University...04550135: ภาคว ชาออกแบบผล ตภ ณฑ ค าส าค ญ: บ านพ กอาศ ยช วคราว

24

กจกรรมภำยนอกหองพก

1. เขาหองน า ในสวนของการถายหนกและถายเบาจะถกตงแยกตางหากจากโซนบรเวณทพก ซงอยหางกนในระดบหนงตองเดนและตกน าไปดวย

2. ซกผา จะอยในสวนเดยวกนกบทอาบน าแตละคนจะถอเสอผาและอปกรณซกลางมาจากหอง และท าการซกลางกนตรงนนเพราะอยใกลกบกอกน ามากทสด

3. ตากผา จะเปนราวตากผารวม อยบรเวณทโลงแจง ราวตากผาสรางจากเศษวสดและขงดวยลวดหรอเชอก

4. อาบน า จะอยในลานอาบน า แตละคนจะถออปกรณอาบน าของตวเองเพอมาใชน าทรองไวส าหรบการอาบน า

5. กนเลยงและวงสนทนา จะเปนทรวมตวกนในยามวางพดคยกนนงเลน และในบางชวงทมยงชมจะมการกอกองไฟเพอไลยงในชวงฤดฝน สวนในฤดหนาวกจะกอกองไฟเพอสรางความอบอน

กจกรรมภำยในหองพก

1. นอน ทนอนจะเปนพวกฟก เสอ หรอผาทสามารถมวนหรอพบเกบได และกางมงคมในเวลานอนเพอกนยงและแมลง เมอตนนอนจะเกบทนอนเอาไวมมใดมมหนงของหอง

2. ท ากบขาว มกจะท ากบขาวในบรเวณหนาประตหองหรอดานนอกประตเนองจากมอากาศถายเทไดดทสดในบรเวณหองและพนทหนาหองจะเปนพนททสามารถสกปรกไดมากทสด และสะดวกในการท าความสะอาด

3. ดโทรทศน ฟงเพลง ในบางคนจะมโทรทศนและชดล าโพงเครองเสยง อยภายในหอง

4. เกบเสอผา ขาวของเครองใช การเกบของกจะแบงกนไปตามลกษณะการจดเกบ แบบแรกคอการวางกบพนหอง จะเปนพวกของทมขนาดใหญและมน าหนกเชน ทว กลองเกบของ เตากะทะไฟฟา ทนอน เปนตน สวนแบบทสองคอการแขวนตามผนงหอง จะเปนพวกของทมน าหนกเบาและเหมาะแกการแขวน เชน เสอผา

สำนกหอ

สมดกลาง

Page 38: ÿ î Ö ÿö éÖú Ü - Silpakorn University...04550135: ภาคว ชาออกแบบผล ตภ ณฑ ค าส าค ญ: บ านพ กอาศ ยช วคราว

25

ตารางท 2.2 จ าแนกกจกรรมการบรเวณภายในทและภายนอกทพกอาศย

2.11 ปจจยทใชในกำรก ำหนดรปแบบอำคำรทพกชวครำวส ำหรบคนงำนกอสรำง

โครงการกอสรางตางๆ จะพจารณาจากปจจยตางๆ ดงน

1. จ านวนคนงานกอสรางทใชในโครงการ

ผรบเหมาจะเปนคนประเมนวาโครงการทท าตองใชจ านวนคนงานเทาไร เพอทจะไดจดสรรพนทและหาทพกทเพยงพอกบการอยอาศย

2. งบประมาณทใชในการกอสรางทพกคนงานกอสราง

ในสวนของทพกอาศยของคนงานกอสรางนนจะเปนสวนทไมไดเกยวของกบราคาคากอสรางทงหมด จงท าใหผรบเหมาตองลงทนในเรองคาใชจายในการสรางทพกเอง

3. ระยะเวลาโครงการ

ในแตละโครงการจะมการท าสญญาวาดวยระยะเวลาทตกลงกนไวกบผวาจางท าใหทพกอาศยตองสามารถรอถอนออกไปไดเมองานแลวเสรจ ท าใหเปนปจจยอยางหนงในการเลอกรปแบบของทพกทมความรวดเรวในการตดตงและรอถอน และการเปลยนสถานทท างานไปเรอยๆ

4. พนททใชในการสรางทพกคนงาน

บรเวณทพกอำศย ภำยในทพกอำศย

การเขาหองน า นอน

ซกผา ท ากบขาว

ตากผา ดโทรทศน ฟงเพลง

อาบน า เกบเสอผา ขาวของเครองใช

กนเลยง สำนกหอ

สมดกลาง

Page 39: ÿ î Ö ÿö éÖú Ü - Silpakorn University...04550135: ภาคว ชาออกแบบผล ตภ ณฑ ค าส าค ญ: บ านพ กอาศ ยช วคราว

26

พนทในการสรางทพกอาศยมสวนมากในความสะดวกในการเดนทางไปท างาน ผรบเหมาจงจดสรางทพกอาศยในบรเวณทท างานทเหลอและนนจะไปตวก าหนดลกษณะและขนาดอกอยางเพอไมใหไปรบกวนพนทท างานสวนอนๆ

5. วสดทน ามาใชซ าจากโครงการเกา

ในสวนของทพกอาศยของคนงานกอสรางนนจะเปนสวนทไมไดเกยวของกบราคาคากอสรางทงหมด จงท าใหผรบเหมาตองลงทนในเรองคาใชจายในการสรางทพกเองท าใหการน าวสดกอสรางทยงใชไดจากงานทแลวน ากลบมาใชในงานถดไปจงเปนทางเลอกทดในการประหยดตนทนการสราง

6. สภาพพนทของสถานทกอสรางทพกคนงาน

พนทสวนใหญในทกอสรางมกเปนททถกปรบระดบและยกสงกวาระดบพนถนนใกลเคยง ลกษณะของพนทจงเปนดน ท าใหทพกสวนใหญตองมการยกสงใหพนจากพนดน เพอกนปญหาน าทวมพนดนเชอะแชะ และพวกสตว แมลงมพษตางๆ

2.12 สภำพแวดลอมบรเวณทพกอำศยทอยภำยในโครงกำรกอสรำง

ปจจยส าคญอยางหนงในการสรางทพกอาศยใหกบคนงานกอสรางในเรองของลกษณะสภาพพนทในการกอสราง สภาพแวดลอม และ ลกษณะของภมประเทศ ทมผลตอลกษณะการกอสราง โครงสราง และการตดตง ซงพนทสวนใหญนนเกดจากการถมดน เพอปรบระดบและลกษณะของหนาดนใหมความเหมาะสม เปนไปตามแบบแปลนในการกอสราง

ภาพท 2.15 การถมดนเพอปรบระดบพนผวกอนการกอสราง 1

http://www.bangkaew7914.co.th/project/vquwA-1.jpg ภาพท 2.16 การถมดนเพอปรบระดบพนผวกอนการกอสราง 2

http://terrabkk.com/wp-content/uploads/2016/04/Soil.jpg ภาพท 2.17 การถมดนเพอปรบระดบพนผวกอนการกอสราง 3

http://www.everestcondo.com/uploads/2012/11/100.jpg

สำนกหอ

สมดกลาง

Page 40: ÿ î Ö ÿö éÖú Ü - Silpakorn University...04550135: ภาคว ชาออกแบบผล ตภ ณฑ ค าส าค ญ: บ านพ กอาศ ยช วคราว

27

ลกษณะของดนทน ำมำใช

1. หนาดน (ดนด า, ผวดน) คอดนทอยชนบนสดมความลกจากผวหนาดนไมเกน30-50ซ.ม. ผวหนาดน มลกษณะรวน ซงจะมแรธาตทพชตองการ เปนดนด าคณภาพด จากเชงภเขา และจากทองนา มอนทรยสารทพชตองการสง เหมาะแกการเพาะปลก เนอดนคอนขางละเอยดนมมอในสภาพดนแหงจะจบกนเปนกอนแขงพอประมาณ เปนดนทมการระบายน าไดดปานกลางมลกษณะสด าคล า ดนชนดนเหมาะทจะใชถมในบรเวณทจะท าการเกษตรหรอพนทปลกตนไม ราคาในการถมสง

ภาพท 2.18 ลกษณะของหนาดน

http://innovation.kpru.ac.th/web18/551121823/innovation/images/108750.jpg

2. ดนถม คอดนทอยลกลงไปจากหนาดน มลกษณะเปนดนเหนยวเปนดนทมเนอละเอยดในสภาพดนแหงจะแตกออกเปนกอนแขงมาก เมอเปยกน าแลวจะมความยดหยน เนองจากอนภาคของดนมขนาดเลกนอยกวา0.002มม. ท าใหเมอถมจะมลกษณะการแนนตวสง ดนชนดนเหมาะทจะใชในการถมททวไป ราคาในการถมถก

ภาพท 2.19 ลกษณะของดนถม

http://1.bp.blogspot.com/-sKjWSc1sxS4/U29xRoaqqzI.jpg

สำนกหอ

สมดกลาง

Page 41: ÿ î Ö ÿö éÖú Ü - Silpakorn University...04550135: ภาคว ชาออกแบบผล ตภ ณฑ ค าส าค ญ: บ านพ กอาศ ยช วคราว

28

3. ดนลกรง คอดนทพบชนลกรง ชนกรวด ชนเศษหน พบเศษหนกรวด มหนมนเลกมากกวา35%ของเนอดนโดยปรมาณ เนอดนเปนดนรวนปนทราย บางพนทเปนดนเหนยวปน หนกรวด หนมนเลก บางพนทเปนดนทเกดจากการสลายตวของหน แลวกลายสภาพมาเปนลกรงเปนดนทมความหนาแนนสง ไมเหมาะกบการเพาะปลก ลกษณะสแดง สน าตาลแดงเหลองตามแตพนท ดนชนดนเหมาะทจะใชถมท าถนน ลานจอดรถ ตางๆ ราคาถก ตามแตพนททใกลแหลงดนถมในกรงเทพจะมราคาแพง เนองจากระยะทางในการขนสง

ภาพท 2.20 ลกษณะของดนลกรง

https://thomdin.files.wordpress.com/2012/12

4. ดนดาน(ดนซแลค) คอ มสวนผสมของหน กรวด ทราย ดนทอยลกจากผวดนมาก ท าใหดนมการการอดแนนสงมากดนประเภทนไมมสารอนทรยใดๆทเปนประโยชนกบตนไม ลกษณะสออกเหลองหรอสซด เนองจากอนทรยสารนอย มสวนประกอบของแรและหนเปนสวนใหญ เมอใชในการถมจะมความแนนสง ดนชนดนเหมาะทจะใชถมท าถนน ถมทดนรมน า รองพนโรงงาน หรอรองรบสงปลกสราง โรงงานอาคาร ราคาขนอยกบพนทถมกบระยะทางการขนสงมาจากบอดน

ภาพท 2.21 ลกษณะของดนดาน

http://ilmupengetahuan.org/wp-content/uploads/2015/04/jenistanah-liat3.jpg

สำนกหอ

สมดกลาง

Page 42: ÿ î Ö ÿö éÖú Ü - Silpakorn University...04550135: ภาคว ชาออกแบบผล ตภ ณฑ ค าส าค ญ: บ านพ กอาศ ยช วคราว

29

2.13 วสด และคณสมบตในการสรางทพกคนงาน

1.แผนสงกะสมงหลงคาแบบลอน

-นยมใชส าหรบมงหลงคา และปดผนงบาน ดวยราคาทถก และมแขงแรง ยดยนไดในระดบหนงจงเปนทนยมใชกนอยางมาก แตสงกะสจะมการเสอมสภาพเรว สงกะสจะเปนสนมและพรกรอนไดงาย ขนาดของสงกะสจะมหนากวางเปนมาตรฐานประมาณ 2 ฟต และความยาวจะมใหเลอก 3-14 ฟต

2.ไมยคาลปตส

-เปนไมทนยมน ามาสรางเปนโครงบาน มลกษณะเปนทอนกลมยาวประมาณ 2.5 ม. มความยดยนและแขงแรงพอตว มน าหนกเบา เปนไมเนอออนสามารถตดไดงายดวยเลอยมอ และราคาถก

3.ผาใบ

-มกจะน าเปนปดเปนผนงบาน เปนวสดทเปนนยมอกอยางนอกจากสงกะส เพราะราคาถก เบา พบเกบงายไมเปลองเนอท ตดตงงายกวา แตตองแลกกบความรสกทไมคอยปลอดภย แตในปจบนเปนทนยมกนมาก

3.แผนไมอด

-ใชส าหรบปพนทพกมกเลอกเปนขนาด 30-50 มล. เพอจะไดไมตองท าโครงพนเยอะ และมบางจะมาใชปดเปนผนงบาน แตไมอดมราคาสงพอสมควรจงนยมน ามาปพนมากกวาจะมาท าเปนผนง

4.ตะปตอกไม

-เปนวสดทใชส าหรบการยดตดสวนตางทงหมดภายในบานเขาดวยกนดวยการตอกตะปยด

5.ไมแปรรป

-มกใชท าในสวนของคานค าโครงสรางหลกทสรางดวยไมยคา สวนใหญเปนไมทเหลอจาการตแบบเพอหลอปนในงานกอสราง เพราะไมมราคาสงจงไมนยมน ามาใชท าเปนโครงสราง

สำนกหอ

สมดกลาง

Page 43: ÿ î Ö ÿö éÖú Ü - Silpakorn University...04550135: ภาคว ชาออกแบบผล ตภ ณฑ ค าส าค ญ: บ านพ กอาศ ยช วคราว

30

2.14 แผนผงและรปแบบกำรจดวำงทพกอำศยและสำธำรณปโภคอน

ในกรณเปนการเขาไปส ารวจและเกบขอมลจากโครงการกอสรางตกแถว 4 ชน จ านวน 20 หองแถว บรเวณ ถ.พทธมณฑลสาย 3

-จะมการจดวางใกลพนทท างานซงสวนมากจะอยในบรเวณรอบๆทท างานและสรางตรงบรเวณ ทวางทไมขดตอการท างาน

-ตวทพกจะจดเรยงตดกนเปนแนวยาวรอบทในแถบสเขยว

-สวนแหลงจายน าจะอยออกมาทางดานหนาถนนใกลกบทอประปา เพราะน าจะไดไหลแรงและตองน าน าไปใชในงานกอสรางดวย

-ในแถบสสมจะมหองน าอยสองหลง

ภาพท 2.22 แผนผงการวางทพกกลบทท างาน

สำนกหอ

สมดกลาง

Page 44: ÿ î Ö ÿö éÖú Ü - Silpakorn University...04550135: ภาคว ชาออกแบบผล ตภ ณฑ ค าส าค ญ: บ านพ กอาศ ยช วคราว

31

2.15 ผลตภณฑเดมทมควำมเกยวของกน

บำนพกส ำเรจรป

บานพกคนงานส าเรจรปสองชน K-STYLE

ภาพท 2.23 บานพกคนงานส าเรจรปสองชน K-STYLE

http://www.quinl.com/productImages/UploadImages/1459324279_793369.jpg

เปนบานพกแบบส าเรจรป สามารถปรบเปลยนขนาดไดตามความตองการตงแต 1-2 ชน และสามารถเพมหองหรอขนาดหองได ผนงและหลงคามฉนวนกนความรอน ทดแทนสงกะสทเปนแคมทคนงานชวคราวทใชอยในปจจบนเพราะบานพกคนงานทวไปใชไดไมเกน 2-3 ครง สวนแคมทคนงานส าเรจรปใชไดไมจ ากด มความคงทนแขงแรง

ขอมลลายละเอยด

- วสด ทใชท าผนง และหลงคาทใชในการกอสราง เปน ผนง Sandwich panel EPS foam เปนเหลกแผนประกบสองดานบดวย EPS foam มน าหนกเบา เปน Foam ไมลามไฟ ตวผนงเปนฉนวนกนความรอนในตวท าใหประหยดพลงงานและคาไฟฟาของแอร

- โครงสรางอาคารเปนเหลก ทาสกนสนม

- สามารถตดตงแอร / ประหยดคาไฟฟามากกวาตคอนเทนเนอร

สำนกหอ

สมดกลาง

Page 45: ÿ î Ö ÿö éÖú Ü - Silpakorn University...04550135: ภาคว ชาออกแบบผล ตภ ณฑ ค าส าค ญ: บ านพ กอาศ ยช วคราว

32

- น าหนกเบา สามารถแยก ถอด-ประกอบ ขนยายได

- โครงสรางกนไฟ ปลอดภย เกบเสยงได

- ขนาด : สามารถเลอกขนาดไดตามตองการ

- ขนาดหอง : 3.64 ม. X 5.46 ม. = 19.9 ตร.ม / หอง

- ผนงภายนอก : แผนผนงไอโซวอลล

- ผนงภายใน : แผนผนงไอโซวอลล

- พน : พนคอนกรต

- หลงคา : หลงคาไอโซวอลล

- ฝาภายใน : ยปซมบอรด

- หนาตาง : หนาตางบานเลอนขนาด 0.60 ม. X 0.90 ม.

- ประต : ประต UPVC ขนาด 0.80 ม. X 2.00 ม.

- อปกรณเพมเตม : ระบบไฟฟาพนฐาน

- ระยะเวลากอสราง ภายใน 3-5 วน

- ราคา : ตร.ม. ละ 2500 บาท

ผลทไดจากการศกษา ตวอาคารมความแขงแรงทนทานรวมถงวสดทใช สามารถถอดประกอบไดโดยการใชเหลกยดตดกนดวยสลกเกลยว แตตวอาคารไมเหมาะกบการถอดประกอบเพอเคลอนยายเพราะใชเวลาและการเตรยมพรอมกอนการตดตงท าใหไมสะดวกและยงตองรวธในการตดตงใหถกตอง

สำนกหอ

สมดกลาง

Page 46: ÿ î Ö ÿö éÖú Ü - Silpakorn University...04550135: ภาคว ชาออกแบบผล ตภ ณฑ ค าส าค ญ: บ านพ กอาศ ยช วคราว

33

-บำนพกส ำเรจรป

4. ตออฟฟศผนงเบาไอโซวอลล รหส PR-001

ภาพท 2.24 ตคอนเทนเนอรแบบถอดประกอบ

http://www.200box.com//

โครงสรางท าดวยเหลกทมความแขงแรงพเศษ ผนงโดยรอบเปนแผนฉนวนส าเรจรปทใชส าหรบท าหองเยน ซงมความแขงแรง ทนทาน มคณสมบตทพเศษกวาตส านกงานแบบอนๆ ตรงทสามารถปองกนความรอนจากภายนอกทจะเขามาสภายในไดเปนอยางด และชวยปองกนความเยนจากภายในตออกไปภายนอกไดเปนอยางดเชนกน ท าใหประหยดคาไฟฟาหรอพลงงานไดเปนอยางมาก นอกจากน ยงมาพรอมกบหนาตางบานเลอนทชวยประหยดพนท ขนาดใหญ อากาศถายเทไดสะดวก

ชอสนคา : ตออฟฟศผนงเบาไอโซวอลล

ขนาด : 6.00 ม. X 3.00 ม. X 2.50 ม.

ผนงภายนอก : แผนผนงไอโซวอลล

ผนงภายใน : แผนผนงไอโซวอลล

สำนกหอ

สมดกลาง

Page 47: ÿ î Ö ÿö éÖú Ü - Silpakorn University...04550135: ภาคว ชาออกแบบผล ตภ ณฑ ค าส าค ญ: บ านพ กอาศ ยช วคราว

34

พน : แผนพนววาบอรด ปทบดวยกระเบอง

หลงคา : หลงคาไอโซวอลล

ฝาภายใน : หลงคาไอโซวอลล

หนาตาง : หนาตางบานเลอนขนาดมาตรฐาน จ านวน 2 ชด

ประต : ประตไอโซวอลล จ านวน 1 ชด

อปกรณเพมเตม : ระบบไฟฟาพนฐาน

ราคา : ตละ 80,000 บาท / 15 ตารางเมตร

ผลทไดจากการศกษา ตวอาคารมความแขงแรงทนทานรวมถงวสดทใช สามารถถอดประกอบไดโดยการใชเหลกยดตดกนดวยสลกเกลยว แตตวอาคารไมเหมาะกบการถอดประกอบเพอเคลอนยายเพราะใชเวลาและการเตรยมพรอมกอนการตดตงท าใหไมสะดวกและยงตองรวธในการตดตงใหถกตอง

สำนกหอ

สมดกลาง

Page 48: ÿ î Ö ÿö éÖú Ü - Silpakorn University...04550135: ภาคว ชาออกแบบผล ตภ ณฑ ค าส าค ญ: บ านพ กอาศ ยช วคราว

35

บทท 3

วธด ำเนนกำรวจย

3.1)ขนตอนวเครำะหขอมลและสรปผลขอมลเพอเปนแนวทำงในกำรออกแบบ(ตรวจครงท 1 – ต.1)

3.1.1) วเครำะหกำรใชพนทของกจกรรมทเกดขนภำยในหองพก

พนทการใชงานของกจกรรมภายในทพก เปรยบเทยบการใชพนทของกจกรรมแตละกจกรรม

กจกรรม พนท การใชงานพนทเดยวกน ใชงานพนทรวมกบดานนอก

เกบขาวของเครองใช 40-50 ซม.จาก

ผนง

ท าอาหาร 200 x 70 ซม.

ดโทรทศน 200 x 70 ซม.

นอน 200 x 70 ซม.

ตารางท 3.1 วเคราะหการใชพนทของกจกรรมทเกดขนภายในหองพก

สำนกหอ

สมดกลาง

Page 49: ÿ î Ö ÿö éÖú Ü - Silpakorn University...04550135: ภาคว ชาออกแบบผล ตภ ณฑ ค าส าค ญ: บ านพ กอาศ ยช วคราว

36

3.1.2) จ ำลองภำพตวอยำงวเครำะหกำรใชงำนพนทในแตละกจกรรม

ก.) นอน

- ใชพนท 200 x 70 ซม.

- การใชงานในพนทเดยวกน

- มการกนพนทภายในหองมากทสด และใชความเปนสวนตวสง

ภาพท 3.1 ภาพจ าลองขอบเขตการใชพนทในการนอน

สำนกหอ

สมดกลาง

Page 50: ÿ î Ö ÿö éÖú Ü - Silpakorn University...04550135: ภาคว ชาออกแบบผล ตภ ณฑ ค าส าค ญ: บ านพ กอาศ ยช วคราว

37

ข.) ดโทรทศน

- ใชพนท 200 x 70 ซม.

- มการใชงานในพนทเดยวกน

- เปนกจกรรมทใชพรอมกนกจกรรมอนๆไดเพราะเปนการด และฟง พรอมกบท าอยางอนสรปผลทไดจากตาราง

ภาพท 3.2 ภาพจ าลองขอบเขตการใชพนทในการดโทรทศน

สำนกหอ

สมดกลาง

Page 51: ÿ î Ö ÿö éÖú Ü - Silpakorn University...04550135: ภาคว ชาออกแบบผล ตภ ณฑ ค าส าค ญ: บ านพ กอาศ ยช วคราว

38

ค.) ท าอาหาร

- ใชพนท 200X 70 ซม. หรออาจมากกวา

- มการใชงานในพนทเดยวกน หรอใชงานพนทรวมกบดานนอก

- เปนกจกรรมทใชพนทรวมกบดานนอกเพราะตองท ากบขาวซงเปนกจกรรมทมกลนและครามสกปรกมากท าใหตองมการใชพนทดานนอก จะไดท าความสะอาดไดงาย

ภาพท 3.3 ภาพจ าลองขอบเขตการใชพนทในการท าอาหาร

สำนกหอ

สมดกลาง

Page 52: ÿ î Ö ÿö éÖú Ü - Silpakorn University...04550135: ภาคว ชาออกแบบผล ตภ ณฑ ค าส าค ญ: บ านพ กอาศ ยช วคราว

39

ง.) เกบขาวของเครองใช

-ใชพนทรอบบรเวณผนงหองเขามาประมาณ 40-50 ซม.

- มการใชงานในพนทเดยวกน

-.มการกนพนทมากทสด และสรางความไมเปนระเบยบและรกสกปรกใหกบหองพก

ภาพท 3.4 ภาพจ าลองขอบเขตการใชพนทในการท าอาหาร

สำนกหอ

สมดกลาง

Page 53: ÿ î Ö ÿö éÖú Ü - Silpakorn University...04550135: ภาคว ชาออกแบบผล ตภ ณฑ ค าส าค ญ: บ านพ กอาศ ยช วคราว

40

3.1.3) สรปปญหำทเกดขนภำยในทพก

-หองภายในมความคบแคบและอดอดสวนมากเกดจากกจกรรมภายในหองพกทมการใชพนทรวมกน

-ภายในหองพกมการวางขาวของเครองใช บรเวณรอบผนงหองพก ท าใหเสยพนทภายในหองและท าใหหองดไมเปนระเบยบและไมนาอยอาศย ของทใชแบงออกเปน 2 ลกษณะ

แบบแขวนผนง

-ของทมน าหนกเบา

-มสวนทเอาไวส าหรบแขวนได

-เหมาะเอาไวในทสงเพอกนเปอน และ เหมาะสมกบการใชงาน

-เชน เสอผา เครองมออปกรณ ปฎทน หลอดไฟ ถงหว

ภาพท 3.5 ภาพประกอบตวอยางของใชภายในทพก แบบแขวนผนง

ภาพท 3.6 ภาพลกษณะการแขวนจากหองพกจรง

สำนกหอ

สมดกลาง

Page 54: ÿ î Ö ÿö éÖú Ü - Silpakorn University...04550135: ภาคว ชาออกแบบผล ตภ ณฑ ค าส าค ญ: บ านพ กอาศ ยช วคราว

41

แบบวำงพน

-ของทมขนาดใหญและมน าหนก

-เหมาะกบการตงพน

-เชน โทรทศน เครองเสยง เครองครว พดลม เครองนอน เครองมออปกรณ ของใชสวนตว

ภาพท 3.7 ภาพประกอบตวอยางของใชภายในทพก แบบวางพน

ภาพท 3.8 ภาพลกษณะการวางของจากหองพกจรง

สำนกหอ

สมดกลาง

Page 55: ÿ î Ö ÿö éÖú Ü - Silpakorn University...04550135: ภาคว ชาออกแบบผล ตภ ณฑ ค าส าค ญ: บ านพ กอาศ ยช วคราว

42

3.1.4) ลกษณะของอำคำรทพกกบปจจยแวดลอมในทพกอำศย

ปจจยแวดลอม ประต ชองหลงคำ ผนงหอง พน

ถายเทอากาศ

แสงสวาง

เสยงรบกวน

แมลงและสตวมพษ

ตารางท 3.2 แสดงลกษณะของอาคารทพกกบปจจยแวดลอมในทพกอาศย

สรปผงควำมคดในกำรออกแบบ

-พนทภายในหองมขนาดประมาณ 9 ตารางเมตร หองสงจากพนหองประมาณ 180 - 220 ซม.

-ความสงหองมผลท าใหหองดคบแคบ และมขนาดเลก

-พนทมาตรฐานภายในหองจะมพนทจ ากดและเปนพนทปดตาย

-การใชงานบางกจกรรมมการใชงานพนทดานในและดานนอกพรอมกน

-การใชงานภายในมการใชพนททบซอนกน

-การจดเกบขาวของไมเปนระเบยบท าใหเสยพนทการใชงานภายในหองทมนอยอยแลว

-การถายเทอากาศและแสงสวางภายในไมดพอท าใหในหองมกลนอบ

-ลกษณะของทพกมชองระบายอากาศและแสงนอยเกนไป

-ตามจดเชอมตอของวสดมชองวางท าใหมสตวและแมลง ผานเขามาภายในหองได

-ดวยขอก าหนดของพนททใชสรางทพกมจ ากด กบจ านวนคนทพกอาศยท าใหหองมขนาดเลก

สำนกหอ

สมดกลาง

Page 56: ÿ î Ö ÿö éÖú Ü - Silpakorn University...04550135: ภาคว ชาออกแบบผล ตภ ณฑ ค าส าค ญ: บ านพ กอาศ ยช วคราว

43

-การกอสรางอาคารไมมระบบท าใหมชองวางของจดเชอมตอ เปนทางผานใหกบแมลงและสตวขนาดเลก

3.1.5 แนวทำงกำรแกปญหำ

-ทพกตองมการเปดและเชอมพนทจากในหองพกกบขางนอกเพอสรางพนทใหมๆ และสรางความรสกทโปรงโลงขนโดยไมตองขยายพนทหอง คอการเพมในสวนของชองวางพวกบานประตและหนาตาง เพอเชอมพนทดานนอกและดานในท าใหรสกโปรงโลง

ภาพท 3.9 ลกษณะการจดพนทโดยการเปดชองเพอเชอมพนทดานนอกกบดานใน

ภาพท 3.10 บานเฟยม และบานสวง

สำนกหอ

สมดกลาง

Page 57: ÿ î Ö ÿö éÖú Ü - Silpakorn University...04550135: ภาคว ชาออกแบบผล ตภ ณฑ ค าส าค ญ: บ านพ กอาศ ยช วคราว

44

-มระบบรองรบการแขวนอปกรณและของใช เพอชวยสรางความมระเบยบในการจดเกบไดมากยงขน

ภาพท 3.11 รปแบบตวชวยแขวน

วสดทมกำรน ำมำใชใหม

-วสดทน ามาใชสรางเปนวสดทถกใชมากอนแลว

-สภาพของวสดมการเสอมสภาพอยางรวดเรว เนองจากการใชงานกอหนา และการตดวสดทไมดจงท าใหวสดเกดเสยหาย

-รปแบบการตดตงไมเปนทแนนอนขนอยกบลกษณะของวสดและจดเชอมตอ

-การน าวสดไปใชผดท ผดคณสมบต

ภาพท 3.11 การน าวสดมาสรางใหเกดภาพลกษณทหนามอง

สำนกหอ

สมดกลาง

Page 58: ÿ î Ö ÿö éÖú Ü - Silpakorn University...04550135: ภาคว ชาออกแบบผล ตภ ณฑ ค าส าค ญ: บ านพ กอาศ ยช วคราว

45

กำรตดตงและกำรขนยำย

การตดตงในแบบเดมทพกอาศยกเปนการน าเศษวสดทมทงเกาและใหมมาประกอบจบงานกตองรอออกกลายเปนเศษวสดเหมอนเดมและกน ามาสรางใหมอกวนเวยนไปมาไมมรปแบบแนนอน สงผลท าใหโครงสรางจะเปนยงไงกไดแลวแตวสดทน ามาใช

ภาพท 3.12 แสดงวฏจกรของวสดทวนเวยนน ากลบมาใชใหม

-การสรางเปนลกษณะการสรางทไมมรปแบบการตดตงทแนนอน คอพนยกสง มประต มชองระบายอากาศ

-ความแขงแรงของบานขนอยกบวสด ท าใหตองเสรมโครงสรางจงไมมรปแบบทตายตว

-ตวบานตองรอออกเปนวสดกอนขนยาย

-การจดเกบจะเปนการคดแยกวสดเพอสะดวกตอการน ามาใช

-พนทเกบวสดเปนพนทโลงแจง ท าใหตองโดนแดด โดนฝน ความชนความรอน

ไดเสนอแนวทางแกปญหาโดยการสรางระบบโครงสรางทมารองรบการตดตงเขากบวสดทใชเพอใหเกดความเรยบรอยสวยงามและมระบบ และสามารถปรบเปลยนและเพมขยายไดแบบระบบ systematic

ภาพท 3.13 แสดงรปแบบการใชวสดในการน ามาใชสรางทพก

-เปนระบบการสรางทสามารถปรบเปลยนและเพมขยายได

สำนกหอ

สมดกลาง

Page 59: ÿ î Ö ÿö éÖú Ü - Silpakorn University...04550135: ภาคว ชาออกแบบผล ตภ ณฑ ค าส าค ญ: บ านพ กอาศ ยช วคราว

46

-ระบบการตดตงตองงายและสะดวก

-ออกแบบใหชนดของชนสวนมนอยเพองายตอการรอถอนคดแยกและจดเกบ

-ระบบโครงสรางตองรองรบการตดตงเขากบวสดทใชเพอใหเกดความเรยบรอยสวยงามและมระบบ

-วสดตองรองรบสภาพแวดลอมตางๆภายในโครงการกอสราง เชน แรงกระแทก แดด ฝน ความชน ความรอน

-รองรบการตดตงในพนทกอสรางได ซงจะเปนพนดนจากการถมท

ง.) กำรจดสรรพนท

-มการค านงความเปนสวนตวของผอยอาศยนอยเกนไป

-ลกษณะลานอาบน าไมมการปดกนสายตา

-ไมมการวางแผนระบบทางน าผานท าใหเกดเปนจดน าคลงในบรเวณจดทมการใชน า

-ภายในหองน ามความอบชนและไมระบายอากาศ ไมถกสขอณามย

ภาพท 3.14 การปรบเปลยนการใชงานเปนสาธรณปโภคอนๆ

สำนกหอ

สมดกลาง

Page 60: ÿ î Ö ÿö éÖú Ü - Silpakorn University...04550135: ภาคว ชาออกแบบผล ตภ ณฑ ค าส าค ญ: บ านพ กอาศ ยช วคราว

47

3.1.6) สรปผลแนวทำงในกำรออกแบบ

-ออกแบบทพกทมงเนนไปในการสรางภาพลกษณทหนามอง และออกแบบการใชงานของกจกรรมภายในบานพก เพอตอบสนองการอยอาศยและคณภาพชวตทดขน

3.1.7) ควำมเหนจำกคณะกรรมกำรตรวจศลปนพนธ

จากการตรวจครงท 1 มความคดเหนจากคณะกรรมการดงน

-ลองน าโครงสรางทมอยแลวเชน นงรานมาท าและประกอบเปนบานพกโดยออกแบบผลตภณฑเขาไปเสรมแลวกลายเปนทพก

-หาแนวทางแบบอนในการออกแบบบานพกมาเพมเตม

-ศกษาเพมเตมเกยวกบเรองขนาดของทพกทเหมาะสมกบการอยอาศย

--การจดเรยงตอกนแบบหลายๆหลง จะมรปแบบการจดอยางไร

สำนกหอ

สมดกลาง

Page 61: ÿ î Ö ÿö éÖú Ü - Silpakorn University...04550135: ภาคว ชาออกแบบผล ตภ ณฑ ค าส าค ญ: บ านพ กอาศ ยช วคราว

48

3.2 กำรออกแบบแบบรำง (ตรวจครงท 2 – ต.2 )

ไดน าเสนอแบบรางออกเปน 2 แนวทาง

3.2.1 แนวทำงกำรออกแบบ A

ภาพท 3.15 แนวทางการออกแบบ A

แนวทำงกำรออกแบบ A การสรางโครงสรางส าเรจรปทสามารถถอดประกอบออกได และมระบบตดตงวสดทใชในการสรางมาเปนสวนผนงและหลงคาของทพก

-ค านวนประมาณการน าวสดมาใชในการสรางบานหนงหลง

ภาพท 3.16 วสดทน ามาใชในการสรางแนวทางการออกแบบ A

สำนกหอ

สมดกลาง

Page 62: ÿ î Ö ÿö éÖú Ü - Silpakorn University...04550135: ภาคว ชาออกแบบผล ตภ ณฑ ค าส าค ญ: บ านพ กอาศ ยช วคราว

49

ขนตอนกำรตดตง

-วางตวฐานยดกบพนดนทจะตดตง

-น าตวโครงฐานมาวางตดตงใหเรยบรอย

-น าตวโครงหองมาวางตดตงและยดคานเขาดวยกน

-จากนนน าวสดทใชส าหรบปดผวน ามายดตดเขากบตวบาน

ภาพท 3.17 ขนตอนการตดตงแนวทางการออกแบบ A

ภาพท 3.18 ขนตอนการตดตงแนวทางการออกแบบ A 2

สำนกหอ

สมดกลาง

Page 63: ÿ î Ö ÿö éÖú Ü - Silpakorn University...04550135: ภาคว ชาออกแบบผล ตภ ณฑ ค าส าค ญ: บ านพ กอาศ ยช วคราว

50

ลกษณะการจดวางทพกแบบเรยงชดตดกน จะวางเยองหางกนครงหนงของตวทพก เพอใหมทางเขาออกสองทางคอทางขางหนาและทางขางหลงทพก เพอเพมชองวางใหมากขนลดความแออดและเปนการเสรมการใชงานอนๆของตวทพกใหมประสทธภาพมากยงขน

ออกแบบกำรใชงำนส ำหรบกจกรรมในทพก

- ระดบทนง ความสง 50 ซม.

ภาพท 3.19 ระดบทนง ความสง 50 ซม.

-พนทดานนอกตอบสนองการใชงานในกจกรรมยามวาง เชนการนงเลนพกผอน พนทส าหรบดมกนเลยง และท าอาหารและกบขาว

-จงออกแบบใหเปนพนทเปดโลง และรบชมบรรยากาศดานนอก

ภาพท 3.20 รปสเกตแสดงการใชงานในระดบความสง 50 ซม.

สำนกหอ

สมดกลาง

Page 64: ÿ î Ö ÿö éÖú Ü - Silpakorn University...04550135: ภาคว ชาออกแบบผล ตภ ณฑ ค าส าค ญ: บ านพ กอาศ ยช วคราว

51

- เคาเตอรวางของระดบกลาง 100 ซม.

ภาพท 3.21 เคาเตอรวางของระดบกลาง 100 ซม.

-พนทดานนอกตอบสนองการใชงานในกจกรรมยามวาง เชนการนงเลนพกผอน พนทส าหรบดมกนเลยง และท าอาหารและกบขาว

-จงออกแบบใหเปนพนทเปดโลง และรบชมบรรยากาศดานนอก

ภาพท 3.22 รปสเกตการใชงานระดบความสง 100 ซม.

สำนกหอ

สมดกลาง

Page 65: ÿ î Ö ÿö éÖú Ü - Silpakorn University...04550135: ภาคว ชาออกแบบผล ตภ ณฑ ค าส าค ญ: บ านพ กอาศ ยช วคราว

52

- ระดบชนวางของ ความสง 150 ซม.

ภาพท 3.23 ระดบชนวางของ ความสง 150 ซม.

- ชนเกบของระดบสง ส าหรบเกบของใชทไมไดใชประจ าอาจเปนพวกกระเปาเดนทาง เอกสารส าคญน ายาซกผาถบาน

ภาพท 3.24 รปภาพตวอยางชนวางลกษณะการเกบของ

สำนกหอ

สมดกลาง

Page 66: ÿ î Ö ÿö éÖú Ü - Silpakorn University...04550135: ภาคว ชาออกแบบผล ตภ ณฑ ค าส าค ญ: บ านพ กอาศ ยช วคราว

53

-การเปรบเปลยนลกษณะการประกอบเพอน าไปใชเปนหองสวม และหองอาบน า

ภาพท 3.25 ภาพการตดตงเปนรปแบบหองน าและหองสวม

ภาพท 3.26 ภาพสามมตลกษณะเมอประกอบเปนลกษณะหองสวม

ภาพท 3.27 ภาพสามมตลกษณะเมอประกอบเปนลกษณะหองสวม

สำนกหอ

สมดกลาง

Page 67: ÿ î Ö ÿö éÖú Ü - Silpakorn University...04550135: ภาคว ชาออกแบบผล ตภ ณฑ ค าส าค ญ: บ านพ กอาศ ยช วคราว

54

3.2.2) แนวทำงกำรออกแบบ B

ภาพท 3.28 แนวทางการออกแบบ B

แนวทางการออกแบบ B การน าเอาตวทพกส าเรจรปมาตดตงกบตวโครงสรางนงราน และสามารถจาการตดตงทพกเขากบนงราน ใหตวนงรานเปนเหมอนโครงสรางหลกในการรบน าหนกและเปนทางเดนภายในทพก

ภาพท 3.29 แสดงวธการตดตง แนวทางการออกแบบ B

สำนกหอ

สมดกลาง

Page 68: ÿ î Ö ÿö éÖú Ü - Silpakorn University...04550135: ภาคว ชาออกแบบผล ตภ ณฑ ค าส าค ญ: บ านพ กอาศ ยช วคราว

55

-ภายในจะออกแบบใหเปนโครงสรางเหลกทสามารถพบได หมดวยแผนผาใบกนรอนทสามารถถอดออกและเปลยนออกจากโครงเหลกได -ลกษณะการตดตงจะเปนการเกยวเขากบโครงนงรานดานขาง และยงชวยเสรมความแขงแรงใหกบตวนงราน

ภาพท 3.30 ภาพสเกตลายละเอยดภายใน แนวทางการออกแบบ B -ตวโครงสรางสามารถกนแดด ฝนได และมชองหนาตางผาใบทสามารถเปดปดเพอรบลม

ภาพท 3.31 ภาพสเกตลายละเอยดภายใน แนวทางการออกแบบ B

สำนกหอ

สมดกลาง

Page 69: ÿ î Ö ÿö éÖú Ü - Silpakorn University...04550135: ภาคว ชาออกแบบผล ตภ ณฑ ค าส าค ญ: บ านพ กอาศ ยช วคราว

56

3.2.3 สรปผลแนวทำงในกำรออกแบบ -เลอกเปนแนวทางการออกแบบ A ใชหลการการสรางโครงสรางส าเรจรปทสามารถถอดประกอบออกได และมระบบตดตงวสดทใชในการสรางมา เปนสวนผนงและหลงคาของทพก และสามารถตอขยายพนทพกอาศย และปรบเปลยนรปแบบการจดวางเพอตอบสนองการใชงานแบบอนนอกจากทพก

3.2.4 ควำมเหนจำกคณะกรรมกำรตรวจศลปะนพนธ

แนวทางการออกแบบ A -ใหลองไปดเรองขนาดของการอยอาศยทเหมาะสม -ชองทางเดนเขาออกภายในและภายนอกทพก -คดวธและออกแบบวธในการตดตงวสดเขากบตวทพกใหชดเจนกวาน -คดถงหลกความเปนไปไดในการไปตงในสถานทจรง แนวทางการออกแบบ B -ตวโครงสรางมขนาดเลกเกนไปอาจท าใหการพกอาศยไมสะดวกและท าใหดคบแคบ -นงรานอาจรบน าหนกไมไดดวยลกษณะการตดตงทกลาวมาขางตน อาจท าใหนงรานเอยงลมไปทางใดทางหนง อาจตองคดวธการยดกลบนงรานใหม

สำนกหอ

สมดกลาง

Page 70: ÿ î Ö ÿö éÖú Ü - Silpakorn University...04550135: ภาคว ชาออกแบบผล ตภ ณฑ ค าส าค ญ: บ านพ กอาศ ยช วคราว

57

3.3 กำรออกแบบแบบรำง (ตรวจครงท 3 – ต.3 )

ไดน าแนวทางการออกแบบ A มาท าการพฒนาตอโดยไดท าการปรบขนาดของตวบานใหมขนาดเหมาะสมกบการอยอาศย และลายละเอยดในการตดตงในจดตางๆของตวทพก

ภาพท 3.32 ภาพสามมตจ าลองแบบบานทปรบปรงจากแนวทางการออกแบบ A

ภาพท 3.33 ภาพสามมตจ าลองแบบบานทปรบปรงจากแนวทางการออกแบบ A แบบเรยงตดกน

สำนกหอ

สมดกลาง

Page 71: ÿ î Ö ÿö éÖú Ü - Silpakorn University...04550135: ภาคว ชาออกแบบผล ตภ ณฑ ค าส าค ญ: บ านพ กอาศ ยช วคราว

58

3.3.1 ขนตอนกำรตดตง

1.)ตดตงตวแปนรบตวฐานกบพนททตองการตดตง แลววางเฟรมฐานลงไป 2.)น าตวโครงเหลกมาเสยบลงบนตวโครงสรางฐาน และน าตวโครงสรางคานมาวางพาดยดละหวางโครงทงสองดานตามจดทตองการ

3.)น าแผนวสดทจะน ามาตดตงมายดตดกบตวเฟรมแลวยดดวยตวลอค และน าตวจบคานหลงและไมคานหลงคามาตดตงบนสวนยอด

4.)น าแผนหลงคามามงดวยการยงสกรยดกบตวไมคาน และน าชนสวนปะตและหนาตางมาประกอบเขากบตวบาน

ภาพท 3.34 ขนตอนการตดตง

สำนกหอ

สมดกลาง

Page 72: ÿ î Ö ÿö éÖú Ü - Silpakorn University...04550135: ภาคว ชาออกแบบผล ตภ ณฑ ค าส าค ญ: บ านพ กอาศ ยช วคราว

59

3.3.2 รำยละเอยดกำรใชงำนชนวำงในระดบตำงๆ a.) ระดบชนวางของ ความสง 150 ซม.

- ชนเกบของระดบสง ส าหรบเกบของใชทไมไดใชประจ าอาจเปนพวกกระเปาเดนทาง เอกสารส าคญน ายาซกผาถบาน

b.) เคาเตอรวางของระดบกลาง 100 ซม. -พนทดานนอกตอบสนองการใชงานในกจกรรมยามวาง เชนการนงเลนพกผอน พนทส าหรบดมกนเลยง และท าอาหารและกบขาว

-จงออกแบบใหเปนพนทเปดโลง และรบชมบรรยากาศดานนอก c.) ระดบทนง ความสง 50 ซม.

-พนทดานนอกตอบสนองการใชงานในกจกรรมยามวาง เชนการนงเลนพกผอน พนทส าหรบดมกนเลยง และท าอาหารและกบขาว

-จงออกแบบใหเปนพนทเปดโลง และรบชมบรรยากาศดานนอก

ภาพท 3.35 รายละเอยดการใชงานในหลายๆรปแบบของแตละชน

สำนกหอ

สมดกลาง

Page 73: ÿ î Ö ÿö éÖú Ü - Silpakorn University...04550135: ภาคว ชาออกแบบผล ตภ ณฑ ค าส าค ญ: บ านพ กอาศ ยช วคราว

60

3.3.3 ละเอยดกำรปรบเปนหองส ำหรบอำบน ำ และหองสวม

ภาพท 3.36 การปรบเปลยนรปแบบการตดตงเปนหองส าหรบอาบน า และหองสวม ตวผลตภณฑสามารถปรบเปลยนรปแบบการตดตงเปนหองส าหรบอาบน า และหองสวม

โดยตวโครงสรางสามารถตดตงแบบครงหองใหญกลายเปนหองขนาดเลก และสามารถน าโครงสรางมากนเพมเพอแบงหองซงสามารถดดแปลงท าเปนหองสวมและหองอาบน าทมความมดชดและเปนสวนตวได 3.3.4 ลกษณะกำรจดรปแบบทพกอำศย ก.) รปแบบทพกแบบอาศยคนเดยว และหองน า

ภาพท 3.37 รปแบบทพกแบบอาศยคนเดยว และหองน า

สำนกหอ

สมดกลาง

Page 74: ÿ î Ö ÿö éÖú Ü - Silpakorn University...04550135: ภาคว ชาออกแบบผล ตภ ณฑ ค าส าค ญ: บ านพ กอาศ ยช วคราว

61

ข.) รปแบบทพกแบบอาศยสองคนและแบบครอบครว

ภาพท 3.38 รปแบบทพกแบบอาศยสองคนและแบบครอบครว ค.) รปแบบการตงทพกแบบตอกนและการเชอมหองพก

ภาพท 3.39 รปแบบการตงทพกแบบตอกนและการเชอมหองพก

ง.) รปแบบการตออาคารสองชน

ภาพท 3.40 รปแบบการตออาคารสองชน

สำนกหอ

สมดกลาง

Page 75: ÿ î Ö ÿö éÖú Ü - Silpakorn University...04550135: ภาคว ชาออกแบบผล ตภ ณฑ ค าส าค ญ: บ านพ กอาศ ยช วคราว

62

3.3.5 รำยละเอยดวธกำรยดวสด

ภาพท 3.41 วธการยดวสดกบตวโครงสราง

การยดวสดจะใชวธการเดยวกนกบ ปากกาจบงานโดยวธการหนบวสดเขากบตวโครงสราง

จากภาพดานบน ตวลอคจะถกเสยบทะลผานตวโครงสรางบาน ตรงสวนปลายของตวลอคจะเปนเกลยวเพอส าหรบขนนอต ยงขนเขาไปมากเทาไรตวลอคกจะหนบเขากบตววสดแนนมากขนเทานน

ภาพท 3.42 ภาพสามมตจ าลองการตดตง

วสด

ตวลอค

โครงสรางบาน

สำนกหอ

สมดกลาง

Page 76: ÿ î Ö ÿö éÖú Ü - Silpakorn University...04550135: ภาคว ชาออกแบบผล ตภ ณฑ ค าส าค ญ: บ านพ กอาศ ยช วคราว

63

การลอคในลกษณะนสามารถตดตงกบวสดประเภท แบบแผนและแบบลอนเชน ไมอด ซเมนบอรด โพลคารบอนเนต แผนสงกะสแบบลอน แผนเมทลชท เปนตน และสามารถยดพวกกรอบหนาตาง ประต หรอแผงระแนงไมทคนงานประกอบขนเองได ในตวโครงสรางจะมรส าหรบยงสกรยดเพอส าหรบวสดทมน าหนก

ภาพท 3.43 รายละเอยดการยดวสดอนๆ

สำนกหอ

สมดกลาง

Page 77: ÿ î Ö ÿö éÖú Ü - Silpakorn University...04550135: ภาคว ชาออกแบบผล ตภ ณฑ ค าส าค ญ: บ านพ กอาศ ยช วคราว

64

3.3.6 รำยละเอยดวธกำรยดฐำนบำนกบพน ฐานจะใชตวฐานส าเรจของนงรานทสามารถปรบระดบไดเปนตวฐาน สวนการยดถายดกบ

พนคอนกรต กจะใชนอตขนยดเขากบพนคอนกรต แตถาพนดนจะใชไมตอกลงไปในดนกอนแลวน าตวครอบมาครอบหวไมแลวยดกบตวปรบระดบอกท

ภาพท 3.44 รายละเอยดวธการยดฐานบานกบพน

3.3.7 รำยละเอยดกำรตดตงหลงคำ

การตดตงใชชนสวนส าเรจของนงรานคอตว ย-เฮด มาตดตงบนสวนบนของโครงบาน จากนนน าไมคานวางพาดดานบนแลวยดตดดวยสกร และคอยน าแผนหลงคามาตดตง

ภาพท 3.45 รายละเอยดการตดตงหลงคา

สำนกหอ

สมดกลาง

Page 78: ÿ î Ö ÿö éÖú Ü - Silpakorn University...04550135: ภาคว ชาออกแบบผล ตภ ณฑ ค าส าค ญ: บ านพ กอาศ ยช วคราว

65

3.3.8 สรปผลแนวทำงในกำรออกแบบ

-ไดน าแนวทางการออกแบบ A มาท าการพฒนาตอโดยไดท าการปรบขนาดของตวบานใหมขนาดเหมาะสมกบการอยอาศย และลายละเอยดในการตดตงในจดตางๆของตวทพก

-สามารถปรบเปลยนรปแบบการตดตงเปนหองส าหรบอาบน า และหองสวม โดยตวโครงสรางสามารถตดตงแบบครงหองใหญกลายเปนหองขนาดเลก และสามารถน าโครงสรางมากนเพมเพอแบงหองซงสามารถดดแปลงท าเปนหองสวมและหองอาบน าทมความมดชดและเปนสวนตวได

-การยดวสดจะใชวธการเดยวกนกบ ปากกาจบงานโดยวธการหนบวสดเขากบตวโครงสราง จากภาพดานบน ตวลอคจะถกเสยบทะลผานตวโครงสรางบาน ตรงสวนปลายของตวลอคจะเปนเกลยวเพอส าหรบขนนอต ยงขนเขาไปมากเทาไรตวลอคกจะหนบเขากบตววสด และสามารถลดการท าใหวสดเสยหายเพอยดอายการใชงานของวสดใหนานขน

3.3.9 ควำมเหนจำกคณะกรรมกำรตรวจศลปะนพนธ

-การเกบสวนมมขอบของวสดใหมดชดเพอปองกนอนตรายจากการโดนบาด

-ปรบเรองโครงสรางใหแขงแรงและใชไดจรง

-การตอเตมแบบสองชนอาจท าไมไดเพราะตวโครงสรางอาจไมแขงแรงพอทจะเปนสองชน ตองลองปรบตวโครงสราง การตอเตมแบบสองชนอาจท าไมไดเพราะตวโครงสรางอาจไมแขงแรงพอทจะเปนสองชน ตองลองปรบตวโครงสราง

-ตวลอคตองปรบแกในต าแหนงของการลอค ใหมชวงความยาวในการหนบวสดมากกวาน เพอปองกนการกระพอของแผนวสดทหนบอย

สำนกหอ

สมดกลาง

Page 79: ÿ î Ö ÿö éÖú Ü - Silpakorn University...04550135: ภาคว ชาออกแบบผล ตภ ณฑ ค าส าค ญ: บ านพ กอาศ ยช วคราว

66

บทท 4 ผลงำนกำรออกแบบ

4.1) ขนตอนกำรท ำตนแบบ (Prototype) ขนตอนการท าตวงานทงหมดนนเปนในลกษณะของการท าตวแบบส าหรบจบงานเหลกโดย

มการเตรยมชนงานโดยการเจาะรและตดเขามมใหเรยบรอย แลวจงน ามาเชอมประกอบกน เพราะตองท าผลตออกมาหลายชนท าใหควบคมคณภาพของงานไดงาย และการเอาชนสวนมาประกอบกนกจะเกดการผดผลาดนอย

ภาพท 4.1 การตดตงโครงบาน

ภาพท 4.2 เรมการตดตงวสด

สำนกหอ

สมดกลาง

Page 80: ÿ î Ö ÿö éÖú Ü - Silpakorn University...04550135: ภาคว ชาออกแบบผล ตภ ณฑ ค าส าค ญ: บ านพ กอาศ ยช วคราว

67

4.2) แผนน ำเสนอผลงำน

ภาพท 4.3 แผนน าเสนอผลงาน

สำนกหอ

สมดกลาง

Page 81: ÿ î Ö ÿö éÖú Ü - Silpakorn University...04550135: ภาคว ชาออกแบบผล ตภ ณฑ ค าส าค ญ: บ านพ กอาศ ยช วคราว

68

4.3) รปภำพผลงำนตนแบบ

ภาพท 4.4 รปภาพผลงานตนแบบ 1 ภาพท 4.5 รปภาพผลงานตนแบบ 2

สำนกหอ

สมดกลาง

Page 82: ÿ î Ö ÿö éÖú Ü - Silpakorn University...04550135: ภาคว ชาออกแบบผล ตภ ณฑ ค าส าค ญ: บ านพ กอาศ ยช วคราว

69

ภาพท 4.6 รปภาพผลงานตนแบบ 3 ภาพท 4.7 รปภาพผลงานตนแบบ 4

ภาพท 4.8 รปภาพผลงานตนแบบ 5

สำนกหอ

สมดกลาง

Page 83: ÿ î Ö ÿö éÖú Ü - Silpakorn University...04550135: ภาคว ชาออกแบบผล ตภ ณฑ ค าส าค ญ: บ านพ กอาศ ยช วคราว

70

ภาพท 4.9 รปภาพผลงานตนแบบ 6 ภาพท 4.10รปภาพผลงานตนแบบ 7

สำนกหอ

สมดกลาง

Page 84: ÿ î Ö ÿö éÖú Ü - Silpakorn University...04550135: ภาคว ชาออกแบบผล ตภ ณฑ ค าส าค ญ: บ านพ กอาศ ยช วคราว

71

4.2 ประโยชนใชสอยและกำรใชงำนผลตภณฑ a.) ระดบชนวางของ ความสง 150 ซม.

- ชนเกบของระดบสง ส าหรบเกบของใชทไมไดใชประจ าอาจเปนพวกกระเปาเดนทาง เอกสารส าคญน ายาซกผาถบาน

b.) เคาเตอรวางของระดบกลาง 100 ซม. -พนทดานนอกตอบสนองการใชงานในกจกรรมยามวาง เชนการนงเลนพกผอน พนทส าหรบดมกนเลยง และท าอาหารและกบขาว

-จงออกแบบใหเปนพนทเปดโลง และรบชมบรรยากาศดานนอก c.) ระดบทนง ความสง 50 ซม.

-พนทดานนอกตอบสนองการใชงานในกจกรรมยามวาง เชนการนงเลนพกผอน พนทส าหรบดมกนเลยง และท าอาหารและกบขาว

-จงออกแบบใหเปนพนทเปดโลง และรบชมบรรยากาศดานนอก

ภาพท 4.11 รายละเอยดการใชงานในหลายๆรปแบบของแตละชน

สำนกหอ

สมดกลาง

Page 85: ÿ î Ö ÿö éÖú Ü - Silpakorn University...04550135: ภาคว ชาออกแบบผล ตภ ณฑ ค าส าค ญ: บ านพ กอาศ ยช วคราว

72

รำยละเอยดวธกำรยดวสด การยดวสดจะใชวธการเดยวกนกบ ปากกาจบงานโดยวธการหนบวสดเขากบตวโครงสราง

จากภาพดานบน ตวลอคจะถกเสยบทะลผานตวโครงสรางบาน ตรงสวนปลายของตวลอคจะเปนเกลยวเพอส าหรบขนนอต ยงขนเขาไปมากเทาไรตวลอคกจะหนบเขากบตววสดแนนมากขนเทานน

ภาพท 4.12 วธการยดวสดกบตวโครงสราง

สำนกหอ

สมดกลาง

Page 86: ÿ î Ö ÿö éÖú Ü - Silpakorn University...04550135: ภาคว ชาออกแบบผล ตภ ณฑ ค าส าค ญ: บ านพ กอาศ ยช วคราว

73

ลกษณะกำรจดรปแบบทพกอำศย ก.) รปแบบทพกแบบอาศยคนเดยว และหองน า ข.) รปแบบทพกแบบอาศยสองคนและแบบครอบครว ค.) รปแบบการตงทพกแบบตอกนและการเชอมหองพก ง.) รปแบบการตออาคารสองชน

สำนกหอ

สมดกลาง

Page 87: ÿ î Ö ÿö éÖú Ü - Silpakorn University...04550135: ภาคว ชาออกแบบผล ตภ ณฑ ค าส าค ญ: บ านพ กอาศ ยช วคราว

74

บทท 5

สรป อภปรำยผล และขอเสนอแนะ

สรป อภปรำยผล และขอเสนอแนะ จำกผใชงำนผลตภณฑ

-ตดตงล าบากในชวงแรกๆเพราะตองรหนาทกนในการจบลอคแผนวสด

แตถาช านาญแลวจะสามารถตดตงไดรวดเรวยงขน

-สวนของบานประตและหนาตางหนาควรจะขนส าเรจมาเลย

ไมนาจะเปนการท าเองแลวน ามาตดตงในภายหลง

-ในการใชงานในสวนของชนวางในแตละระดบ

ถอวาใชงานไดดพอสมควรและท าใหมพนทในการใชงานใหมเพมขน

-ในสวนของการท าแบบสองชนอาจเปนไปไดยากเพราะโครงสรางอาจรบแรงไมได

สรป อภปรำยผล และขอเสนอแนะ จำกกรรมกำรตรวจศลปะนพนธ

-ในบางจดของตวบานยงมรหรอชองวางของจดทไมไดใชงานท าใหเปนชองเหนดาน

ในได

-สวนของบานประตและหนาตางหนาจะขนส าเรจมาเลย ไมนาจะเปนการท าเองแลว

น ามาตดตงในภายหลง หรอไมอาจคดชนสวนทสามารถเปนปะตและหนาตางได

-ในสวนของการท าแบบสองชนอาจเปนไปไดยากเพราะโครงสรางอาจรบแรงไมได

-ควรจะมระบบหรอรปแบบการตอหรอจกการกลบปลกไฟทตอมาจากภายนอกให

เรยบรอย

สำนกหอ

สมดกลาง

Page 88: ÿ î Ö ÿö éÖú Ü - Silpakorn University...04550135: ภาคว ชาออกแบบผล ตภ ณฑ ค าส าค ญ: บ านพ กอาศ ยช วคราว

75

รายการอำงอง

- กระทรวงแรงงานและสวสดการสงคม, กองสวสดการแรงงาน กรมสวสดการและคมครองแรงงาน,การจดสวสดการพกอาศย. (กนยายน 2539) :19-27.

- เกอ วงศบญสน และคณะ. ปญหาสงคมและสาธารณสขของคนงานกอสรางในเขตเทศบาลแหลมฉบง จงหวดชลบร. กรงเทพมหานคร:สถาบนประชากรศาสตร จฬาลงกรณ มหาวทยาลย , 2539, หนา 37.

- เจรญ เจยวแสง, ณฐพงศ ลดาวรรษ และณาศส ชางสงห. การศกษารปแบบอาคารส านกงานวศวกรชวคราวในโครงการกอสราง. โครงงานทางวศวกรรมโยธา ภาควชาวศวกรรมโยธาจฬาลงกรณมหาวทยาลย , 2545.

- ประสาร ศรศภชยยา. สภาพปจจบนและความคาดหวงเกยวกบทอยอาศยชวคราวและถาวรของผใชแรงงานกอสราง. วทยานพนธปรญญามหาบณฑต ภาควชาเคหการจฬาลงกรณมหาวทยาลย , 2539.

- พนม ภยหนาย. การบรหารงานกอสราง., พมพครงท17.กรงเทพมหานคร:ส านกพมพสมาคมสงเสรมเทคโนโลย, 2543, หนา 86.

- พภพ สนทรสมย. การกอสรางอาคารขนาดใหญ เลมท1.กรงเทพมหานคร : ส านกพมพสมาคมสงเสรมเทคโนโลย, 2541.

- ไพฑรย โลหสนทร. เศรษฐศาสตรวศวกรรม.กรงเทพมหานคร : ทบวงมหาวทยาลย, 2536.มาม โตบารมกล. การศกษาระบบการกอสรางอาคารส าเรจรปในกรงเทพมหานครและปรมณฑล.วทยานพนธปรญญามหาบณฑต ภาควชาวศวกรรมโยธา จฬาลงกรณมหาวทยาลย,2540.

- ศรพร จรวฒนกล. ปญหาสงคมและสาธารณะสขของคนงานกอสรางไทย. กรงเทพมหานคร :

-

สำนกหอ

สมดกลาง

Page 89: ÿ î Ö ÿö éÖú Ü - Silpakorn University...04550135: ภาคว ชาออกแบบผล ตภ ณฑ ค าส าค ญ: บ านพ กอาศ ยช วคราว

76

- สถาบนวจยระบบสาธารณสข, 2541, หนา 17.

- สมบต วนชประภา. การพฒนาทพกคนงานในโครงการกอสรางขนาดใหญ : กรณศกษา โครงการ

- ทางดวนสายบางปะอน-ปากเกรด. วทยานพนธปรญญามหาบณฑต ภาควชาเคหการจฬาลงกรณมหาวทยาลย , 2541.

- อราม ลอพรอมชย. ความเปนอยของคนงานกอสรางขนาดเลกและขนาดกลางในเขตกรง

เทพมหานคร. วทยานพนธปรญญามหาบณฑต ภาควชาเคหการ จฬาลงกรณมหาวทยาลย , 2539

- กฎระเบยบและขอบงคบการสรางอาคารทพกชวคราว (2557) เขาถงเมอวนท 6 มกราคม.

เขาถงจาก http://www.dpt.go.th/wan/webboard/showdetail_a.asp?id=%206666

- เกรดความร เรองการถมดน เขาถงเมอวนท 6 มกราคม. เขาถงจากhttp://www.land.co.th/land-info-top-13.asp

สำนกหอ

สมดกลาง

Page 90: ÿ î Ö ÿö éÖú Ü - Silpakorn University...04550135: ภาคว ชาออกแบบผล ตภ ณฑ ค าส าค ญ: บ านพ กอาศ ยช วคราว

77

บรรณานกรรม

- กระทรวงแรงงานและสวสดการสงคม, กองสวสดการแรงงาน กรมสวสดการและคมครองแรงงาน,การจดสวสดการพกอาศย. (กนยายน 2539)

- เกอ วงศบญสน และคณะ. ปญหาสงคมและสาธารณสขของคนงานกอสรางในเขตเทศบาลแหลมฉบง จงหวดชลบร. กรงเทพมหานคร:สถาบนประชากรศาสตร จฬาลงกรณ มหาวทยาลย , 2539

- เจรญ เจยวแสง, ณฐพงศ ลดาวรรษ และณาศส ชางสงห. การศกษารปแบบอาคารส านกงานวศวกรชวคราวในโครงการกอสราง. โครงงานทางวศวกรรมโยธา ภาควชาวศวกรรมโยธาจฬาลงกรณมหาวทยาลย

- ประสาร ศรศภชยยา. สภาพปจจบนและความคาดหวงเกยวกบทอยอาศยชวคราวและถาวรของผใชแรงงานกอสราง. วทยานพนธปรญญามหาบณฑต ภาควชาเคหการจฬาลงกรณมหาวทยาลย

- พนม ภยหนาย. การบรหารงานกอสราง., พมพครงท17.กรงเทพมหานคร:ส านกพมพสมาคมสงเสรมเทคโนโลย, 2543

- พภพ สนทรสมย. การกอสรางอาคารขนาดใหญ เลมท1.กรงเทพมหานคร : ส านกพมพสมาคมสงเสรมเทคโนโลย, 2541

- ไพฑรย โลหสนทร;เศรษฐศาสตรวศวกรรม.กรงเทพมหานคร : ทบวงมหาวทยาลย, 2536.มาม โตบารมกล; การศกษาระบบการกอสรางอาคารส าเรจรปในกรงเทพมหานครและปรมณฑล.วทยานพนธปรญญามหาบณฑต ภาควชาวศวกรรมโยธา จฬาลงกรณมหาวทยาลย,2540

- ศรพร จรวฒนกล.;ปญหาสงคมและสาธารณะสขของคนงานกอสรางไทย. กรงเทพมหานคร ;สถาบนวจยระบบสาธารณสข, 2541

สำนกหอ

สมดกลาง

Page 91: ÿ î Ö ÿö éÖú Ü - Silpakorn University...04550135: ภาคว ชาออกแบบผล ตภ ณฑ ค าส าค ญ: บ านพ กอาศ ยช วคราว

78

- สมบต วนชประภา. การพฒนาทพกคนงานในโครงการกอสรางขนาดใหญ ; กรณศกษา โครงการ

- ทางดวนสายบางปะอน-ปากเกรด;. วทยานพนธปรญญามหาบณฑต ภาควชาเคหการจฬาลงกรณมหาวทยาลย , 2541.

- อราม ลอพรอมชย. ความเปนอยของคนงานกอสรางขนาดเลกและขนาดกลางในเขต

กรงเทพมหานคร;. วทยานพนธปรญญามหาบณฑต ภาควชาเคหการ; จฬาลงกรณมหาวทยาลย , 2539

- กฎระเบยบและขอบงคบการสรางอาคารทพกชวคราว (2557) ;เขาถงเมอวนท 6 มกราคม.

เขาถงจาก; http://www.dpt.go.th/wan/webboard/showdetail_a.asp?id=%206666

- เกรดความร เรองการถมดน ;เขาถงเมอวนท 6 มกราคม. ;เขาถงจากhttp://www.land.co.th/land-info-top-13.asp

สำนกหอ

สมดกลาง

Page 92: ÿ î Ö ÿö éÖú Ü - Silpakorn University...04550135: ภาคว ชาออกแบบผล ตภ ณฑ ค าส าค ญ: บ านพ กอาศ ยช วคราว

79

ภาคผนวก

สำนกหอ

สมดกลาง

Page 93: ÿ î Ö ÿö éÖú Ü - Silpakorn University...04550135: ภาคว ชาออกแบบผล ตภ ณฑ ค าส าค ญ: บ านพ กอาศ ยช วคราว

Silpakorn University

Faculty of Decorative Arts : Department of Product Design

Title : Orthographic

Date : 10 / 05 / 2559

No. : 04550135

DWG No. : 1

Scale : 1:50Unit of mm.

Name : Mr.Akkaradech Seangow ISTR : Mr. Piti k.

Prefabricated residences design project for worker in building site.

2472

1236

1090.74 1057.21

200

0 2

23

250

B

B

762

539

300

0

2583.94

3000

2600

119

8 5

38.8

2

A

A

259

2.99

2522

สำนกหอ

สมดกลาง

Page 94: ÿ î Ö ÿö éÖú Ü - Silpakorn University...04550135: ภาคว ชาออกแบบผล ตภ ณฑ ค าส าค ญ: บ านพ กอาศ ยช วคราว

Silpakorn University

Faculty of Decorative Arts : Department of Product Design

Title : Section A-A,Section B-B

Date : 10 / 05 / 2559

No. : 04550135

DWG No. : 15

Scale : 1:20Unit of mm.

Name : Mr.Akkaradech Seangow ISTR : Mr. Piti k.

Prefabricated residences design project for worker in building site.

SECTION A-A SCALE 1 : 10

SECTION B-B SCALE 1 : 10

สำนกหอ

สมดกลาง

Page 95: ÿ î Ö ÿö éÖú Ü - Silpakorn University...04550135: ภาคว ชาออกแบบผล ตภ ณฑ ค าส าค ญ: บ านพ กอาศ ยช วคราว

Silpakorn University

Faculty of Decorative Arts : Department of Product Design

Title : Isometric

Date : 10 / 05 / 2559

No. : 04550135

DWG No. : 15

Scale : 1:20Unit of mm.

Name : Mr.Akkaradech Seangow ISTR : Mr. Piti k.

Prefabricated residences design project for worker in building site.

สำนกหอ

สมดกลาง

Page 96: ÿ î Ö ÿö éÖú Ü - Silpakorn University...04550135: ภาคว ชาออกแบบผล ตภ ณฑ ค าส าค ญ: บ านพ กอาศ ยช วคราว

80

ประวตผวจย

ชอ – สกล นายอครเดช แซโงว

ทอย 40/35 หม 5 แขวงบางไผ เขตบางแค กรงเทพมหานคร 10160

ประวตการศกษา

พทธศกราช 2555 ระดบมธยมศกษา โรงเรยนนวมนทราชนทศ สตรวทยา พทธมณฑล

พทธศกราช 2559 ระดบปรญญาตร ภาควชาออกแบบผลตภณฑ คณะมณฑนศลป

มหาวทยาลยศลปากร

96

สำนกหอ

สมดกลาง