Click here to load reader

jarurat2534.files.wordpress.com  · Web viewคำถามทบทวน. แนวคิดและทฤษฏีเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู

  • View
    3

  • Download
    0

Embed Size (px)

Text of jarurat2534.files.wordpress.com  · Web viewคำถามทบทวน....

นางสาวจารุรัตน์ บุญฤกษ์ รหัสนักศึกษา5581135085 คณะครูศาสตร์ หลักสูตรคอมพิวเตอร์

คำถามทบทวน

แนวคิดและทฤษฏีเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้

1.จงอธิบายความหมายของการเรียนรู้มาพอสังเขปตอบกระบวนการที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากพฤติกรรมเดิมไปเป็นพฤติกรรมใหม่ที่ค่อนข้างถาวร เป็นผลที่ได้จากประสบการณ์โดยไม่ใช่ผลจากการตอบสนองตามธรรมชาติที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ เป็นกาเปลี่ยนแปลงในด้านความรู้ ความรู้สึกและทักษะ และการเรียนรู้ก็จะเป็นกระบวนการแสวงหาความรู้และความจริงเพื่อให้เกิดความเข้าใจในสิ่งนั้นๆ

2. จงอธิบายความหมายของการจัดการเรียนรู้

ตอบ คือการถ่ายโอนความรู้ระหว่างครูซึ่งเป็นผู้สอนกับผู้เรียนคือนักเรียนหรือผู้เรียนโดยอาศัยการเรียนรู้โดยอาจจะผ่านผู้สอนโดยตรงหรือบางครั้งอาจจะเรียนรู้ผ่านสื่อเทคโนโลยีต่าง ๆ

3.จงอธิบายองค์ประกอบของการจัดการเรียนรู้ ตอบ1. การเรียน (Learning) เป็นการกำหนดกระบวนการเรียนรู้ที่มุ่งพัฒนาผู้เรียนมีความรู้และสามารถจัดการกับความรู้ได้ การเรียนรู้เพื่อให้มีทักษะชีวิต สามารถแก้ปัญหาในชีวิตโดยใช้สติปัญญา สามารถดำรงชีวิตอยู่ร่วมกับผู้อื่นและสังคมได้อย่างมีความสุข

2. การสอน (Teaching) เป็นกระบวนการจัดบรรยากาศให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้เต็มตามศักยภาพ ตามความถนัดและความสนใจ โดยครูเป็นผู้อำนวยความสะดวก และ สร้างแรงกระตุ้นจูงใจ ให้ผู้เรียน

3. การจัดการ (Management) เป็นการจัดการให้การเรียนการสอน มีคุณภาพและบรรลุอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเน้นการ นำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อมาประยุกต์ใช้ไห้ได้เหมาะสม

4.ให้นักศึกษายกตัวอย่างความสัมพันธ์ของการจัดการเรียนรู้มาอย่างน้อย 5 ข้อ

ตอบ 1. ผู้เรียนมีความตั้งใจเรียน และส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ดีขึ้น

2. ผู้เรียนเกิดทักษะหรือมีความชำนาญในการปฏิบัติงานมากขึ้นถ้าผู้สอนจัดกิจกรรมการรียนการสอนให้นักเรียนปฎิบัติด้วยตนเอง

3. ถ้าผู้สอนจัดบรรยากาศการเรียนรู้ให้น่าสนใจและสนุก ผู้เรียนมีทัศนคติที่ดีต่อการเรียนซึ่งส่งผลให้ผู้เรียนตั้งใจเรียนมากขึ้น

4. ถ้าผู้สอนให้นักเรียนได้ลงมือสร้างชิ้นด้วยตัวเอง ผู้เรียนสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง

5. ถ้าผู้สอนมีความเข้าใจและเมตาต่อนักเรียนจะเกิดความเข้าใจอันดีระหว่างผู้สอนกับผู้เรียน

5. จงอธิบายความหมายของการรับรู้ มาพอสังเขป

ตอบ ความหมายคือ การแปลความหมาย ตีความหมาย หรือใช้ความหมายแก่สิ่งเร้าหรือข้อมูลที่อยู่ในประสาทสัมผัสซึ่งในการแปลความหมาย ของบุคคลแต่ละคนจะแตกต่างกันไป จากปัจจัยหลายอย่างเข้ามามีผลต่อการแปลความหมายนั้น เช่น ประสบการณ์เดิมหรือความรู้เดิมของบุคคล สภาพจิตใจหรือแรงจูงใจในขณะนั้นๆ

ในกระบวนการรับรู้ข้อมูลที่อยู่ในประสาทสัมผัสได้หลายรูปแบบ

รูปแบบที่ 1 การพิจารณาสิ่งเร้าหรือข้อมูลโดยรวมทั้งหมดแล้วจัดกลุ่ม จัดประเภทของสิ่งเร้าที่พบ เพื่อให้การรับรู้เกิดขึ้นได้ ง่ายและรวดเร็ว โดยบุคคลจะไม่พิจารณาแยกแยะแต่ละส่วนของสิ่งเร้าที่ประสบนั้น

รูปแบบที่ 2 การพิจารณาสิ่งเร้าหรือข้อมูลจากส่วนย่อยไปยังส่วนรวม หรือจากล่างขึ้นบน เก็บรายละเอียดของส่วนย่อยๆ แต่ละส่วนก่อน แล้วจึงสรุปว่าสิ่งนั้นหรือสถานการณ์นั้นคืออะไร

รูปแบบที่ 3 การพิจารณาสิ่งเร้าหรือข้อมูลจากภาพรวมไปสู่ส่วนย่อย หรือจากบนลงล่าง(Top Down Processing) เป็นการพิจารณาโดยไม่จำเป็นต้องวิเคราะห์ลักษณะย่อยๆ เนื่องมาจากบุคคลใช้ข้อมูลเก่าที่เก็บสะสมไว้เรียบร้อยแล้วมาพิจารณาสิ่งเร้าหรือข้อมูล ทำให้รับรู้ได้ว่าสิ่งเร้าหรือข้อมูลใหม่นั้นคืออะไร

6. จงอธิบายข้อแตกต่างระหว่างความจำระยะยาวกับความจำระยะสั้น มาพอสังเขป

ตอบ ความจำระยะสั้น (Short-term memory : STM) เป็นการสะสมข้อมูลใหม่ที่ผ่านมาการรับข้อมูลใหม่ที่ผ่านการรับรู้เข้ามาเก็บไว้ชั่วคราว ในขณะเดียวกันก็นำข้อมูลที่มีอยู่แล้วในความจำ (ความจำระยะยาว) กลับเข้ามาร่วมทำงานในช่วงความจำสั้นๆ

ความจำระยะสั้น

1. ความจำระยะสั้นเปรียบได้กับ Buffer หรือ RAM ในคอมพิวเตอร์ คือทำหน้าที่เก็บสารสนเทศไว้ในช่วงสั้น ส่งไปยังจอภาพขณะที่ผู้ใช้กำลังทำงาน ส่วนความจำระยะยาวเป็นเสมือนการบันทึกลงในแผ่นดิสก์หรือฮาร์ดดิสก์ หรือแฟลชไดร์ฟ เมื่อได้มีการบันทึกสารสนเทศไว้จะเก็บไว้ได้อย่าถาวร

2. ความสามารถของหน่วยความจาระยะสั้นมีความจากัดมาก เด็กโตสามารถรับข้อมูลใหม่แต่ละครั้งประมาณ 5-9 หน่วย ในขณะเด็กเล็กรับได้เพียง 3-5 หน่วย เท่านั้น

3. ถ้าจะให้หน่วยความจาระยะสั้นรับข้อมูลได้มากขึ้น จาเป็นต้องจัดระบบ หรือระเบียบของข้อมูล และทาการเชื่อมโยงข้อมูลใหม่กับข้อมูลที่เคยรู้จักมาก่อน เช่น การจาเลขประจาตัวประชาชน 13 ตัว ให้แบ่งเป็น 4 กลุ่ม ดังนี้ 210 642 468 5790

4. การป้องกันไม่ให้ลืมข้อมูลใหม่ และทาให้ข้อมูลใหม่เข้าไปอยู่ในหน่วยความจาระยะยาว มักใช้วิธีฝึกบ่อยๆ หรือคิดเกี่ยวกับข้อมูลนั้น ได้แก่ การท่องจา การนึกถึงข้อความทุกชั่วโมงดีกว่าท่องข้อความนั้น 10 ครั้งติดต่อกัน

ความจำระยะยาว (Long-term memory:LTM)

1. เป็นส่วนหนึ่งของระบบความจำที่สามารถเก็บข้อมูลสิ่งเร้าได้เป็นระยะเวลาที่ยาวนาน และในปริมาณความจุที่ไม่จากัด

2. เราสามารถดึงข้อมูลออกมาจากหน่อยความจาระยะยาวได้ดีที่สุดเมื่อข้อมูลนั้นถูกเชื่อมโยงกับสิ่งที่เรารู้จัก

3. เมื่อเรารับข้อมูลใหม่เข้ามาในหน่วยความจาระยะสั้น เราจะทาการเชื่อมโยงข้อมูลนั้นกับข้อมูลที่เรามีในหน่วยความจาระยะยาว

4. นักจิตวิทยาเหล่านี้มักเรียนความจาระยะยาวว่า ความจาถาวร (Permanent Memory)

7. ทฤษฏีคอนสตรัคติวิสม์เชิงสังคม กับทฤษฏีคอนสตรัคติวิสม์เชิงปัญญาแตกต่างกันอย่างไร อธิบาย

ตอบ ทฤษฏีคอนสตรัคติวิสม์เชิงสังคม (Social Constructivism) เป็นทฤษฎีที่มีพื้นฐานมาจากทฤษฎีพัฒนาการของไวกอทสกี ซึ่งกล่าวถึงศักยภาพในการพัฒนาด้านพุทธิปัญญา (Cognition) โดยไวกอทสกี กล่าวว่า เด็กทุกคนมีระดับพัฒนาการทางสติปัญญาที่ตนเป็นอยู่

ทฤษฏีคอนสตรัคติวิสม์เชิงปัญญา (Cognitive Constructivism) ณัฐกร สงคราม ( 2553 ,67) ได้กล่าวถึงทฤษฎีคอนสตรัคติวิสม์เชิงปัญญาไว้ว่า เป็นทฤษฎีการเรียนรู้ที่มีรากฐานมาจากทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของเพียเจต์ ทฤษฎีนี้ถือว่าผู้เรียนเป็นผู้กระทา (Active) และเป็นผู้สร้างความรู้ขึ้นในใจเอง ปฏิสัมพันธ์ทางสังคมมีบทบาทในการก่อให้เกิดความมาสมดุลทางปัญญาขึ้น เป็นเหตุให้เรียนปรับความเข้าใจเดิมที่มีอยู่ให้เข้ากับข้อมูลข่าวสารใหม่ จนกระทั่งเกิดภาวะสมดุลทางปัญญาหรือเกิดความรู้ใหม่ขึ้น

แม้ว่านักจิตวิทยากลุ่มคอนสตรัคติวิสม์เชิงปัญญา และกลุ่มคอนสตรัคติวิสม์เชิงสังคม จะมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องการอธิบายว่าผู้เรียนสร้างความรู้อย่างไร แต่ต่างก็เห็นร่วมกันในคุณลักษณะของคอนสตรัคติวิสม์ ดังต่อไปนี้ ( สุรางค์ โค้วตระกูล, 2556,210-211)

1. ผู้เรียนสร้างความเข้าใจในสิ่งที่เรียนรู้ด้วยตนเอง

2. การเรียนรู้สิ่งใหม่ขึ้นกับความรู้เดิมและความเข้าใจที่มีอยู่ในปัจจุบัน

3. การมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมความสาคัญต่อการเรียนรู้

4. การจัดสิ่งแวดล้อม หรือกิจกรรมที่คล้ายคลึงกับชีวิตจริง ทาให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีความหมาย

8. จงยกตัวอย่างงานวิจัยที่นำทฤษฏีคอนสตรัคติวิสม์มาประยุกต์ใช้

ตอบ ทิฏ็ภัทรา สุดแก้ว (2554) ได้ประยุกต์ใช้ทฤษฏีคอนสตรัคติวิสม์กับการพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนแบบสร้างองค์ความรู้ตามทฤษฏีคอนสตรัคติวิสต์ผ่านเครือข่ายางสังคมออนไลน์ เรื่อง ภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยการวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนแบบสร้างองค์ความรู้ตามทฤษฏีคอนสตรัคติวิสต์ผ่านทางเครือข่ายสังคมออนไลน์เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์และความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อรุปแบบการสอนแบบสร้างองค์ความรู้ตามทฤษฏีคอนสตรัคติวิสต์ผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ และจากผลการวิจัยพบว่า การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนแบบสร้างองค์ความรู้ตามทฤษฏีคอนสตรัคติวิสต์ผ่านเครือข่ายทางสังคมออนไลน์ เรื่องภูมิปัญญาท้องถิ่น ทางด้านรูปแบบการเรียนการสอน โดยมีการประเมินคุณภาพจากผู้เชียวชาญด้านเทคโนโลยีการศึกษา มีคุณภาพในระดับเหมาะสม และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนของนักเรียนที่เรียนผ่านรูปแบบการเรียนการสอนแบบสร้างองค์ความรู้แล้วพบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติและมีค่าเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน และผลประเมินความพึงพอใจของผู้เรียน พบว่าผู้เรียนมีความพึงพอใจต่อรูปแบบการเรียนการสอนแบบสร้างองค์ความรู้ ตามทฤษฏีคอนสตรัคติวิสต์ผ่านเครือข่ายทางสังคมออนไลน์เรื่องภูมิปัญญาท้องถิ่นอยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุด

9. จงอธิบายความหมายของการถ่ายโยงความรู้

ตอบ การถ่ายโยงการเรียนรู้ หมายถึง การนำสิ่งที่เรียนรู้แล้วในอดีตมาใช้แก้ปัญหา หรือนำมาสัมพันธ์กับสภาพการณ์ใหม่ๆ ในปัจจุบันหรืออนาคต

10. จงเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างทฤษฏี่การเรียนรู้แบบพฤติกรรมนิยม กับทฤษฏีการเรียนรู้แบบคอนสตรัคติวิสม์

ตอบ 1. ทฤษฎีการเรียนรู้แบบพฤติกรรมนิยม สุรางค์ โค้วตระกูล (2556, 185-186) ได้กล่าวทฤษฎีพฤติกรรมนิยมไว้ว่า นักจิตวิทยาที่ยึดถือทางพฤติกรรม แบ่งพฤติกรรมของมนุษย์ออกเป็น 2 ประเภท คือ (1) พฤติกรรมนิยมเรสปอนเดนต์ หมายถึง พฤติกรรมที่เกิดขึ้นโดยสิ่งเร้า (2) พฤติกรรมโอปอแรนต์ เป็นพฤติกรรมของคนหรือสัตว์แสดงพฤติกรรมตอบสนองออกมา โดยปราศจากสิ่งเร้าที่แน่นอนและพฤติกรรมนี้มีผลต่อสิ่งแวดล้อม

2. ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มคอนสตรัคติวิสม์ในการเรียนการสอน

1. ควรใช้ในลักษณะการบูรณาการเนื้อหาหลากหลายวิชาเช้าด้วยกันและผู้เรียนมีพื้นฐานความรู้หรือประสบการณ์ของเนื้อหาเหล่านั้นมาแล้วอย่างดี

2. มีเวลาในการเรียนการสอนมาก อาจเป็นสัปดาห์หรือนานถึงภาคการศึกษา 20

3. เนื้อหาและกิจกรรมที่สนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้แบบร่วมมือ

4. นักทฤษฎีกลุ่มนี้เชื่อว่ากระบวนการเรียนรู้สำคัญกว่ากระบวนการสอน แต่ละบุคคลสามารถสร้างความรู้ได้ด้วยตนเอง ฉะนั้นการออกแบบการเรียนการสอนจึงมุ่งเน้นการวางแนวทาง และสภาพแวดล้อมการเรียนให้เอื้อต่อการสร้างความรู้ด้วยตนเอง

11. จงอธิบายถึงประโยชน์ของการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการจัดการเรียนรู้

ตอบ เทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามามีบทบาทในการจัดการเรียนรู้ในปัจจุบันและมีความสำคัญต่อการจัดการเรียนรู้เป็นอย่างมาก ดังจะได้กล่าวต่อไปนี้

1. เทคโนโลยีสารสนเทศนั้นเป็นเครื่องมือที่สนับสนุนการจัดการเรียนรู้ของครูผู้สอนได้อย่างดี ทำให้ครูผู้สอนสามารถสร้างสื่อการเรียนรู้ได้หลายรูปแบบและเมื่อนำไปแสดงการอธิบายกับผู้เรียนทำให้ผุ้เรียนเกิดความเข้าใจและเรียนรู้ได้ดีและรวดเร็วมากขึ้น เช่น การใช้สื่อการสอนประเภทคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer Assisted Instruction)

2. การจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศทำให้การสื่อสารระหว่างผู้เรียนกับผู้สอนสะดวกมากขึ้น โดยการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาช่วยในการจัดการเรียนรู้นี้ ดังเช่น เมื่อผู้สอนมอบหมายงานให้กับผู้เรียน และถ้าผู้เรียนเกิดความไม่เข้าใจก็สามารถสนทนาหรือสอบถามได้ผ่านทาง e-mail

3. การจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศทำให้ผู้สอนและผู้เรียนสามารถค้นคว้าเพิ่มเติมนอกห้องเรียนได้ โดยไม่จำกัดเฉพาะในเวลาเรียนเท่านั้น นอกจากนี้ยังทำให้ผู้สอนสามารถค้นคว้าหาข้อมูลเพื่อเตรียมการสอนได้มากกว่าที่จะอ่านจากหนังสือหรือตาราเพียงอย่างเดียว

12. จงยกตัวอย่างทฤษฏีการเรียนรู้ที่นามาประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอนทางด้านคอมพิวเตอร์

ตอบ การประยุกต์ใช้ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มคอนสตรัคติวิสม์ในการเรียนการสอน แนวคิดกลุ่มคอนสตรัคติวิสม์จะก่อให้เกิดประสิทธิภาพต่อการเรียนรู้มากที่สุด เมื่อใช้ในกรณีดังนี้ไปนี้

1. ควรใช้ในลักษณะการบูรณาการเนื้อหาหลากหลายวิชาเช้าด้วยกัน และผู้เรียนมีพื้นฐานความรู้หรือประสบการณ์ของเนื้อหาเหล่านั้นมาแล้วอย่างดี

2. มีเวลาในการเรียนการสอนมาก อาจเป็นสัปดาห์หรือนานถึงภาคการศึกษา 20

3. เนื้อหาและกิจกรรมที่สนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เช่น การประดิษฐ์คิดค้นการแก้ไขปัญหาแบบซับซ้อนในสถานการณ์ต่างๆ เป็นต้น

4. นักทฤษฎีกลุ่มนี้เชื่อว่ากระบวนการเรียนรู้สาคัญกว่ากระบวนการสอน แต่ละบุคคลสามารถสร้างความรู้ได้ด้วยตนเอง ฉะนั้นการออกแบบการเรียนการสอนจึงมุ่งเน้นการวางแนวทาง และสภาพแวดล้อมการเรียนให้เอื้อต่อการสร้างความรู้ด้วยตนเอง โดยมีหลักการดังนี้

4.1 การเรียนรู้ที่เหมาะสมคือการให้ผู้เรียนลงมือปฏิบัติ โดยการสร้างเป้าหมายที่ท้าทายเพื่อให้เกิดแรงจูงใจในการเรียน เช่น การค้นหาคาตอบเพื่อแก้ปัญหา การร่วมกันสร้างโครงการหรือผลผลิตในรูปแบบต่างๆ เช่น โปรแกรมคอมพิวเตอร์ วีดิทัศน์ สิ่งพิมพ์ เป็นต้น เน้นที่ภาระการทางานหรือปัญหาที่สนับสนุนให้ผู้เรียนพัฒนาผลงานหรือแก้ปัญหานั้นๆ ตามแนวทางของตนเอง

4.2 สร้างบรรยากาศให้ผู้เรียนมีบทบาทในการเรียนรู้อย่างเต็มที่ โดยผู้เรียนจะนาตนเองและควบคุมตนเองในการเรียนรู้ เพื่อให้ผู้เรียนรู้สึกว่าเป็นเจ้าของการเรียน เริมตั้งแต่การกาหนดเป้าหมายของการเรียนหรือเลือกสิ่งที่ต้องการเรียนเอง ตั้งกฎระเบียบเอง แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นเอง ขจัดความขัดแย้วงที่เกิดขึ้น รวมทั้งความรับผิดชอบดูแลห้องเรียนร่วมกัน

4.3 ภาระงานที่ได้รับมอบหมายให้ผู้เรียนลงมือปฏิบัติควรมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับชีวิตจริง หรือให้ผู้เรียนยู่ในบริบทเดียวดับโลกแห่งความเป็นจริง ซึ่งไม่จาเป็นต้องเป็นในสถานที่จริงเสมอไป แต่อาจจัดกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กับสื่อ วัสดุ อุปกรณ์ สิ่งของต่างๆ ที่เป็นของจริงและมีความสอดคล้องกับความสนใจของผู้เรียน โดยผู้เรียนสามารถจัดกระทา ศึกษา สารวจ วิเคราะห์ ทดลอง ลองผิดลองถูกกับสิ่งนั้นๆ จนเกิดเป็นความรู้ความเข้าใจขึ้น และควรสนับสนุนการทอลองแก้ไขปัญหาด้วยวิธีการที่หลากหลายในบริบทอื่นที่ต่างๆกัน

4.4 สร้างบรรยากาศการเรียนที่มีทางเลือกหลากหลาย สามารถตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล เพื่อให้ผู้เรียนได้เลือกตามความสนใจ หรือความถนัดของแต่ละคน และความมีบรรยากาศที่เป็นมิตร เป็นกันเอง ทาให้ผู้เรียนรู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย สบายใจ ซึ่งจะเอื้อให้การเรียนรู้เป็นไปอย่างมีความสุข และที่สาคัญคือควรสนับสนุนการเรียนแบบร่วมมือกันมากกว่าแข่งขัน พยายามสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม

4.5 ครูต้องเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้และควบคุมการเรียนรู้ ไปเป็นการให้ความร่วมมือ อานวยความสะดวก และช่วยเหลือผู้เรียนในการเรียนรู้ เป็นจากคาว่า การให้ความรู้ (Instruction) ไปเป็นการให้ผู้เรียนสร้างความรู้ (Construction) เปลี่ยนบทบาทจากผู้ตั้งคาตามเป็นผู้กระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดคาถามและหาคาตอบด้วยตนเอง ครูจะต้องเป็นผู้สร้างแรงจูงใจภายในให้เกิดขึ้นแก่ผู้เรียน จัดเตรียมกิจกรรมการเรียนรู้ที่ตรงกับความสนใจของผู้เรียนและช่วยส่งเสริมพัฒนาการของผู้เรียน รวมทั้งให้ความช่วยเหลือสาหรับผู้เรียนที่ปัญหา

4.6 การประเมินผลจะต้องมีความยึดหยุ่นกันไปในแต่ละบุคคล หรืออาจใช้การประเมินผลที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการประเมินจากเพื่อน แฟ้มสะสมผลงาน หรือการประเมินตนเอง นอกจากนี้ยังควรใช้เกณฑ์ที่ใช้ในโลกของความเป็นจริง