Click here to load reader

Chapter 012 Chapter 01 เราทุกคนต่างเหนื่อยล้า ใช้ชีวิตพร้อมคำพูดติดปากว่า

  • View
    7

  • Download
    0

Embed Size (px)

Text of Chapter 012 Chapter 01 เราทุกคนต่างเหนื่อยล้า...

  • C h a p t e r 0 1

    เรี่ยวแรงที่เคยม ีหายไป

    ไหนหมด

  • 2 C h a p t e r 0 1

    เราทุกคนต่างเหนื่อยล้า ใช้ชีวิตพร้อมคำพูดติดปากว่า เหนื่อยจัง

    กระนั้นเรากลับไม่รู้จักพักผ่อน ยังคงทำตัวแบบหน่วยประจัญบานบุกตะลุย

    ไหนลองชว่ยรามอืแสนยุง่ของคณุสกัครู ่ มาฟงัผมถามหนอ่ย หากคณุใชช้วีติ

    ต่อไปแบบนี้จะเป็นอย่างไร คุณจะไม่เป็นไรหรือ อันที่จริง อย่างน้อย ๆ คุณ

    คงรู้อยู่แล้วละว่าการทำอะไรเกินตัวมันไม่ดี

    ถูกต้อง ปล่อยไว้แบบนี้ไม่ได้ครับ พวกเราต้องวางแผน

    Health Insurance Review and Assessment Service (HIRA)

    หน่วยงานด้านสุขภาพของเกาหลีใต้เตือนว่า ภาวะเพลียเรื้อรัง (Chronic

    Fatigue) เพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ จากเมื่อปี ค.ศ. 2003 มีผู้ป่วยภาวะเพลียเรื้อรัง

    4,500 รายทีต่อ้งเขา้รกัษาตวัในโรงพยาบาลนานกวา่ 6 เดอืน พอป ีค.ศ. 2006

    มี 8,300 ราย เพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่า และยังพุ่งพรวด กระทั่งในปี ค.ศ. 2008

    มีมากถึงหนึ่งแสนราย จำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นทุกปี ยิ่งหากพิจารณาว่ามีผู้ป่วย

    ส่วนหนึ่งงานยุ่งจนไม่มีเวลาไปโรงพยาบาลด้วยแล้ว ตัวเลขจริงจึงน่าจะ

    ชีวิตแบบหน่วยประจัญบาน โหมงานทว่าไร้แผนการ คุณทำไปเพื่อใคร

    กระทั่งตอนนี้พวกเราก็ยังคงป่ายปีน

    ตกอยู่ในภาวะ “จิตปีนภูเขา”

    เวลาพักสักครู่ก็ไม่ม ี จนได้แต่อ่อนแรง

  • 3ส ม อ ง ห า ย ล้ าชี วิ ต ก็ ห า ย เ ห นื่ อ ย !

    สูงกว่านี้มาก

    แม้ไม่มีผลวิจัยมาชี้บอกกันโต้ง ๆ ว่าสังคมเกาหลีแสนเหนื่อยล้า

    แต่ชาวเกาหลีผู้เหนื่อยอ่อนก็เป็นลักษณะที่เราคุ้นชินกันอยู่แล้ว ลองไปขึ้น

    รถไฟฟ้าตอนเช้า ๆ ดูส ิ คนเกินครึ่งหลับกันเป็นแถว ส่วนคนที่ลืมตาส่วนใหญ ่

    ก็มีสีหน้าอ่อนเพลีย เด็กมัธยมเครียดจากการเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย

    กบัสารพัดการสอบ คนวยัหนุม่สาวทกุขต์รมกบัความเครยีดจากหนา้ทีก่ารงาน

    ผู้ใหญ่ขมขื่นกับงานล้นมือ คนสูงวัยกลุ้มใจกับความแก่ชรา เครียดเรื่อง

    วาระสุดท้ายของชีวิต...จะหนุ่ม สาว เด็ก แก ่ ก็มีแต่คนเครียด

    ตอนนี้ทั้งประเทศตกอยู่ในยุคแห่งความเหนื่อย ตั้งแต่เมื่อไหร่นะ

    ทีร่า่งกายเราไรเ้รีย่วแรง หวัตือ้ ขาดสมาธ ิ ไมม่กีำลังวงัชา หดหู ่ ไมส่บายใจ

    เหมือนมีอะไรไล่กวดตลอดเวลา อารมณ์ขุ่นมัวราวกับเมฆดำในความกดอากาศ

    ต่ำ ทำไมเราต้องมีชีวิตแบบเพลีย ๆ กันขนาดนี้ด้วย

    หากย้อนมองชีวิตเรา คำตอบก็คือ การพัฒนาสู่สังคมเมืองและ

    วัตถุนิยมที่ดำเนินเร็วจี๋อย่างต่อเนื่องเป็นแหล่งบ่มเพาะความอ่อนเพลีย

    ตึกสูง ๆ สีเทาที่ผุดขึ้นมากมายชวนให้เราหายใจไม่ออก เสียงแตรรถยนต์

    ควันพิษ...ต่อให้เดินคนเดียวก็ไม่มีทางที่เราจะหาพื้นที่สงบ ๆ เจอเลย

    เสียงเพลงจากลำโพงของร้านรวงแผดดังราวกับตะโกน ดูผู้คนที่เดิน

    ตามถนนสิ ไม่มีใครมาเพื่อเดินออกกำลังกายกันเลยสักคน เวลาไปพบเพื่อน

    กไ็มย่อมหย่อนใจสบาย ๆ มวัแตเ่ฝา้ดนูาฬกิาราวกบัวา่มอีะไรไลต่าม ไมอ่าจ

    รามือจากสมาร์ตโฟนได้เลย ตอนนี้จึงไม่น่าตื่นเต้นแล้วที่พอมาเกาหลีแล้ว

    ชาวตา่งชาตจิะเรยีนรูค้ำวา่ “ปลัล ี ปลัล!ี” หรอืเรว็ ๆไดเ้ปน็คำแรก แตท่ัง้ทีเ่รา

    แข่งกับความเร็วกันขนาดนี้ เรากลับมีชั่วโมงทำงานยาวนานที่สุดในโลก

    ขณะที่ความถี่ของวันหยุดมีน้อยนักตามฉบับไลฟ์สไตล์ผู้คนในประเทศกำลัง

    พัฒนา

    สขุภาพของชาวเกาหลใีตว้ยักลางคนถอืวา่เขา้ขัน้วกิฤติ จากสำนกังาน

    สถติแิหง่ชาตริะบวุ่า อตัราการฆา่ตวัตายของชาวเกาหลชีว่งอาย ุ 30 ปปีลาย ๆ

    ถอืวา่ปกต ิ แตพ่อเขา้สูช่ว่ง 40 ป ี กลบัมคีนฆา่ตวัตายมากกวา่ชว่งอายุ 30 ป ี

  • 4 C h a p t e r 0 1

    ถึงสองเท่า และพอเข้าช่วงอาย ุ 50 ปี ก็พุ่งพรวดมากกว่าถึงสี่เท่า

    ไมน่า่แปลกใจ เพราะพวกเขาถกูความเครยีดจากงานลน้มอืไลจ่ีด้จุเงา

    ตามตัว ไม่มีแม้แต่เวลาเลิกงานที่ชัดเจน จะไม่ไปดื่มกับที่บริษัทก็ไม่ได้

    จะควบคมุสิง่รอบตวัใหพ้อประมาณกท็ำไมไ่ดอ้กี พอไปสังสรรค ์ เตมิไปดืม่ไป

    จนงานเลิก วันถัดมาก็ต้องไปทำงานทั้งที่เมาค้าง การงานจึงไม่เดิน เพราะ

    ทำได้ไม่เต็มที่ กาแฟกับบุหรี่อาจช่วยให้หัวโล่งแค่ชั่วครู่ แต่ประเดี๋ยวก็ต้อง

    เดินกลับมาโต๊ะเพื่อจมกับงานอีกรอบ

    ชีวิตแบบหน่วยประจัญบานที่มีทั้งทำงานล่วงเวลา ทำงานวันเสาร์

    อาทิตย์ ไม่มีวันพักผ่อน ไม่มีหยุดหย่อน โดยใช้ชีวิตแบบนี้เป็นเดือน ๆ นั้น

    ไมม่ใีครทนไหวหรอกครบั ในทีส่ดุรา่งกายกท็รดุลง ไมส่บาย ครัน่เนือ้ครัน่ตวั

    จนต้องขอลางาน แต่ความอ่อนเพลียที่สั่งสมมานาน ไม่มีทางที่จะกำจัด

    หมดสิ้นด้วยวันหยุดเพียงไม่กี่วัน

    ปล่อยไว้ไม่ได้แล้ว!

    ช่วยไม่ได้จริง ๆ ที่คนเกาหลีต้องมีชีวิตแบบนี้ ความที่พัฒนาประเทศ

    หลังคนอื่นเขา คำว่าพักหรือค่อย ๆ ทำ สำหรับเราจึงเท่ากับคำว่า เสียเวลา

    การสร้างความมั่งคั่งบนความพินาศจากสงครามและความว่างเปล่าจึงไม่ใช ่

    เรื่องง่ายเลย ประเทศอื่นเขาใช้เวลากว่า 300 ปีเข้าสู่สังคมอุตสาหกรรม

    แต่เราใช้เวลาแค่ 40 ปีเท่านั้น เกาหลีใต้ยุคใหม่ได้รับเกียรติให้เป็นหนึ่งในสี่

    การปฏิวัติที่ยิ่งใหญ่ของโลก น่าภูมิใจนัก ทว่าเบื้องหลังความสำเร็จก็แลก

    มาด้วยเลือดและหยาดเหงื่อของพวกเราเช่นกัน

    กึ่งศตวรรษก่อน ชาวเกาหลีใต้ใช้ชีวิตอย่างกระตือรือร้นและแรงกล้า

    จริง ๆ ทำงานกันไม่เกี่ยงกลางวันกลางคืน หอบหายใจเหนื่อยอ่อน พลาง

    มุ่งปีนป่ายให้ถึงยุคใหม่เร็ว ๆ จนในที่สุดเมื่อยืนอยู่บนจุดสูงสุดระดับโลกแล้ว

    เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ประทับใจ แต่แทนที่จะผ่อนลมหายใจ “เฮ้อ...” ยาว ๆ

  • 5ส ม อ ง ห า ย ล้ าชี วิ ต ก็ ห า ย เ ห นื่ อ ย !

    วางสัมภาระหนัก ๆ ลง แล้วพักผ่อนหย่อนใจ สนุกไปกับการชมทิวทัศน์

    เบือ้งลา่ง เรากลบัไมท่ำ กระทัง่ตอนนีพ้วกเรากย็งัคงปนีปา่ยตอ่ไป ตกอยูใ่น

    ภาวะ “จิตปีนภูเขา” เวลาพักสักครู่ก็ไม่ม ี จนได้แต่อ่อนแรง

    แตป่ญัหาใหญก่วา่คอืสมอง ทีเ่ราพดูซำ้ซากวา่เหนือ่ย ๆ นัน้ ความจริง

    ที่เหนื่อยไม่ใช่ร่างกาย แต่คือสมอง ร่างกายเหนื่อยยังพักผ่อนได้ แต่สมอง

    เหนื่อยมันซับซ้อนยิ่งกว่า สมองที่ได้รับการพูดถึงเสมอในฐานะสมบัติล้ำค่า

    ของเรา หากมนัเหนือ่ยลา้จนปฏบิตัหินา้ทีไ่ดไ้มเ่ตม็รอ้ยจะเกดิอะไรขึน้ เผลอ ๆ

    อาจเข้าขั้นประเทศล่มจมไปเลยก็ได้

    สังคมของเราตอนนี้ปั่นป่วนและหยาบกระด้างเหลือเกิน คำพูดจา

    ที่รุนแรง ดื้อรั้น และใช้ตัวเองเป็นใหญ่ เมื่อไม่พอใจก็อาละวาด ระเบิด

    อารมณ์จนบ้านเมืองไม่ต่างอะไรกับโรงพยาบาลบ้า สังคมปราศจากการใช้

    เหตุผล การใช้ความรุนแรงขยายตัวไปทุกที่และทุกวัน ทั้งความรุนแรงใน

    โรงเรียน ความรุนแรงในครอบครัว กระทั่งถูกบันทึกให้อดสูว่า เกาหลีใต้

    มีอัตราคนฆ่าตัวตายด้วยโรคซึมเศร้าสูงเป็นอันดับหนึ่งของโลก เป็นยุคสมัย

    ที่มีผู้เสพติดสารพัดสิ่งให้โทษกว่าแปดล้านคน ทั้งการพนัน อินเทอร์เน็ต

    แอลกอฮอล์ ยาเสพติด...เฮ้อ เยอะเกินจะแจกแจง

    ถ้าสมองทำงานปกติ ไม่มีทางเป็นแบบนี้หรอกครับ พิจารณากันด้วย

    สามัญสำนึกแล้ว เรื่องบางเรื่องก็ทำใจให้เข้าใจไม่ได้จริง ๆ ทั้งวิธีต้มตุ๋น

    หลอกลวงต่าง ๆ ที่ได้ฟังจากข่าว เล่นเอาอึ้งจนอ้าปากค้าง จะเดินตามถนน

    ยังใจแป้ว กังวล ไม่รู้จะเกิดเหตุร้ายขึ้นตอนไหน ยิ่งมีฆาตกรรมประเภท

    “ก็ฉันอยากจะฆ่า” ท่ีฆาตกรไม่มีเหตุผลจูงใจอะไร แค่อยากฆ่าเฉย ๆ ย่ิงทำให้

    เราไม่อาจคลายใจหรือผ่อนปรนความระแวดระวัง แม้แต่อยู่บ้านตนเอง

    ก็ยังไม่อาจวางใจ เสียงกรอบแกรบจะใช่ขโมยหรือเปล่านะ สมองต้องเครียด

    แบบนี้อยู่ตลอด 24 ชั่วโมง

    ทุกสิ่งข้างต้นล้วนก่อให้สมองล้า เมื่อสมองอ่อนล้า กลไกการทำงาน

    ย่อมไม่เป็นไปในวิถีอันถูกต้อง ต่อเมื่อสมองกลับเป็นปกติ ชีวิตและสังคม

    ถึงจะกลับมาปกติเช่นกัน

  • 6 C h a p t e r 0 1

    ปล่อยไว้แบบนี้ไม่ได้แล้ว ปล่อยไว้เราจะไปต่อไม่ได ้ หยุดยืนนิ่งสักครู ่

    หนัไปมองรอบ ๆและมองตวัเราเองหนอ่ย สมองกำลงัตะโกนบอกวา่เราตอ้งพกั

    คุณต้องฟังเสียงนั่น นี่ละคือพื้นฐานของ “ปฏิวัติพลังสมอง”

    ตัวแทนสังคมแสนยุ่งของเกาหลีใต้: เหล่าประธานคิม

    เราเรียกกลุ่มหัวเรือใหญ่ผู้ให้กำเนิดปาฏิหาริย์แม่น้ำฮัน สัญลักษณ์

    เกาหลีใต้ยุคใหม่ด้วยศัพท์เฉพาะว่า “คิมซาจังจก” (金社長族) หรือเหล่า

    ประธานคิม ซึ่งพบเจอพวกเขาได้บ่อย ๆ ใกล้ตัวนี่แหละ

    การทำงานหามรุ่งหามค่ำ จิตใจพร้อมแข่งขันมุ่งทะยานไม่สิ้นสุดของ

    พวกเขาได้สร้างชาติเกาหลีใต้ให้เป็นดั่งทุกวันนี้ สำหรับพวกเขาไม่มีวันหยุด

    มัวแต่วิ่งวุ่นสู่หนทางความสำเร็จจนไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ความเครียดน่ะหรือ

    เวลาจะรู้สึกถึงมันยังไม่มี ดีไม่ดีพวกเขายังจะสนุกที่ได้เครียดหนัก ๆ อีก

    ต่างหาก ความเครียดกลายเป็นยากระตุ้น เป็นสิ่งผลักดันให้พวกเขากระโจน

    สู่เบื้องบนไม่สิ้นสุด กลุ่มคนประเภทประธานคิมนี้จะขาดชีวิตชีวา ไม่ตื่นตัว

    ทันที หากปราศจากความเครียด อย่าว่าแต่ชีวิตปกติที่มีตารางงานแน่น

    ชวนขาดใจตายเลย ถ้าว่างพวกเขาก็ยินดีจะใช้มันลุยงานต่อแบบมาราธอน

    ฟลูคอรส์ด ี ๆนีเ่อง พวกเขาเกนิขัน้ไมรู่ส้กึรูส้ากบัความเครยีดไปแลว้ แตเ่ขา้ขัน้

    เสพติดความเครียดเลยละ

    เบี่ยงจากคำว่าเครียดไปสักนิด เราจะเห็นนัยของ “สมองล้า” ครับ

    หากพิจารณาสุขภาพของคนประเภทนี้ว่าจะอยู่ดีมีสุขได้ถึงเมื่อไหร่ ในฐานะ

    หมอ ผมรู้สึกเสียววาบแทน แต่ความจริงที่น่าเป็นห่วงมากกว่าคือ พวกเขา

    ไม่รู้ตัวสักนิด

    ปญัหาของเหลา่ประธานคมิคอืงานทีไ่ปไดส้วย ธรุกจิทีน่บัวนัยิง่รุง่เรอืง

    ผลสำเร็จที่บังเกิด ทุกอย่างล้วนกระตุ้นให้พวกเขากดดันตัวเองตลอดเวลา

    เพื่อถีบตัวไปยังเป้าหมายที่สูงกว่าเดิม กลายเป็นภาวะเสพติดโดพามีน

  • 7ส ม อ ง ห า ย ล้ าชี วิ ต ก็ ห า ย เ ห นื่ อ ย !

    เมื่อมีเรื่องตื่นเต้น เร้าใจ สมองเราจะหลั่งฮอร์โมนที่ทำคนเราหลงระเริง

    มัวเมา ซึ่งก็คือเจ้าโดพามีนนี่ละ เหล่าประธานคิมจึงเป็นกลุ่มคนที่เสพติด

    โดพามีน

    มาดงูานของเหลา่ประธานคิมในแต่ละวันกนัหนอ่ย ตืน่ปุบ๊ยุง่ปับ๊ ตอ้ง

    ประชุมแต่เช้ามืดก่อนเข้าบริษัท สั่งงาน เช็กตารางงาน ประชุมพนักงาน

    กนิอาหารกลางวนักบัลกูคา้ ไปดงูานทีส่าขา ฟงัรายงาน เยีย่มชมโรงงานผลติ

    เจรจากับลูกค้า ลงพื้นที่สั่งงาน ดื่มสังสรรค์กับแขกต่างชาติ ฯลฯ ไม่มี

    เวลาวา่งแมส้กันดิ หนึง่วนัของพวกเขาอยูก่บัตารางงานรดัตวัชนดิหายใจไมท่นั

    ตอนประชมุอยูก่ค็ดิถงึงานถดัไป ไมม่วีนัหยดุหรอืเสารอ์าทติยท์ัง้สิน้ บางครัง้

    เกิดเรื่องขัดแย้ง มีเรื่องชวนปวดประสาทจากงานขรุขระบ้าง แต่โดยรวม

    ถือว่าธุรกิจไปได้สวย ไม่ว่าใครต่างรู้สึกเป็นทุกข์กับความเครียด แต่สำหรับ

    เหลา่ประธานคมิผูม้ธีรุกจิเฟือ่งฟ ู ไมม่ทีางรูส้กึรูส้มกบัอาการผดิปกตหิรอกครบั

    เมื่อไม่เฉลียวใจถึงโรคภัย พวกเขาจึงเข้าใจว่าตนเองแข็งแรงดีและมุทำงาน

    ตอ่ไป สมองจงึมสีภาพกรอกก ี (groggy) หรอืงงงวย ซวนเซ อยา่งเลีย่งไมไ่ด ้

    นี่แหละข้อแตกต่างระหว่างภาวะเครียดกับสมองล้า

    สมองคุณมีสภาพกรอกกีแล้ว

    “สมองลา้” มคีวามหมายตรงตวัคอืสมองอยูใ่นสภาพเหนือ่ยลา้ สมอง

    ก็เหมือนกับร่างกาย ใช้งานไปนาน ๆ ก็เหนื่อยอ่อน เพียงแต่อาการล้าของ

    ร่างกายนั้นเรารู้สึกได้ชัดเจน เช่น รู้สึกขาแข็ง ๆ เกร็งตึง หลังออกกำลังกาย

    หนัก แต่อาการล้าของสมอง เราไม่รู้สึกถึงอาการผิดปกติแน่ชัด ทว่าหาก

    ปล่อยไว้ เกิดเรื่องใหญ่แน่นอน

    ในหมู่นักวิชาการด้านสมอง เราใช้คำว่า “สมองล้า” กันมาสักพักแล้ว

    ขณะที่คนทั่วไปจะเรียกว่า “ความเครียด” แต่ที่จริงทั้งสองต่างกันอย่างยิ่ง

    “ความเครียด” คือคำที่ใช้เรียกภาวะกลัดกลุ้ม กังวล เป็นภาวะ

  • 8 C h a p t e r 0 1

    ที่เกิดขึ้นเมื่อเผชิญหน้ากับสถานการณ์อันยากจะปรับตัวทั้งทางจิตใจและ

    ร่างกาย มีความหมายตรงกับคำว่า “แบกรับความรับผิดชอบ” “บังคับ”

    “กดดัน” พูดง่าย ๆ คือ ความว้าวุ่น ไม่เป็นสุข ที่เกิดแก่จิตใจและร่างกาย

    เมื่อต้องฝืนทำสิ่งที่ไม่ชอบ นั่นแหละความเครียด

    ดว้ยเหตนุี ้ ความเครยีดจงึเปน็เรือ่งสว่นบคุคล ในสายตาคนอืน่งานนัน้

    อาจน่าเบื่อ จุกจิกน่ารำคาญ แต่ถ้าส่วนตัวเราชอบ งานนั้นจะไม่ถือเป็น

    ความเครียด เมื่อรู้สึกเครียด ร่างกายเราจะใช้หลายวิธีมารับมือ เริ่มจาก

    กระตุ้นประสาทซิมพาเทติก (Sympathetic nerve) อวัยวะต่าง ๆ ตื่นตัว

    หลั่งคอร์ติซอล (cortisol) จากเปลือกต่อมหมวกไตมาป้องกันความเครียด

    เตรียมร่างกายเข้าสู่สภาวะพร้อมรบ ปฏิกิริยาในกระบวนการนี้เป็นปฏิกิริยา

    ตอบโต้ (reflex) และสัญชาตญาณ (instinct) ของสัตว์แบบหนึ่งเพื่อเอา

    ตวัรอด เพราะเมือ่สตัวต์กอยูใ่นสถานการณอ์นัตราย หากมนัไมรู่ส้กึเครยีดเลย

    มันก็ไม่ตอบโต้ด้วยปฏิกิริยาอันเหมาะสม เช่นสู้หรือหนี ทำให้ชีวิตเสี่ยงตาย

    ยิ่งขึ้น

    ระดับความเครียดมีมากน้อยต่างกันตามสถานการณ์ แต่โดยรวม

    จะสร้างปฏิกิริยากับร่างกายคล้าย ๆ กัน คือ ใจเต้นรัว ความดันเลือดสูง

    ซึง่ถอืเปน็อาการผดิปกต ิ หากอยูใ่นภาวะเครยีดนาน ๆ ทัง้กายและใจจงึไดร้บั

    ผลกระทบเป็นโรคภัยที่มาจากความเครียด

    แน่นอน ความเครียดคือสาเหตุหลักของสมองล้า แต่ภาวะสมองล้า

    ยังเกิดจากอีกหลายสาเหตุนอกเหนือจากนี้ ความเครียดมีความรู้สึกส่วนตัว

    อยู่ชัดเจน ระดับปฏิกิริยาตอบโต้กับมันจึงเข้มข้นพอให้คนเราคิดหาวิธี

    แก้ปัญหาได้ทันท่วงที แต่กับภาวะสมองล้ามีอาการให้เรารู้สึกน้อยมาก

    ไม่เพียงไม่รู้สึกถึงเลยเท่านั้น ความเข้มข้นของมันยังอ่อนมาก เหนื่อยแต่

    ไมรู่ต้วัวา่เหนือ่ย นีล่ะลกัษณะพเิศษของสมองลา้ มนัยงัเปน็ทัง้ความรา้ยกาจ

    และปัญหาใหญ่ที่สุดของสมองล้าด้วย เมื่อไม่รู้สึกถึงความเหนื่อย เราเลย

    โหมงานแบบหน่วยประจัญบาน ดำเนินวงจรอุบาทว์ต่อไป

    แมไ้มม่อีาการใหรู้ส้กึ แตใ่นสมองเกดิอาการเหนือ่ยหลายอยา่งขึน้แลว้

  • 9ส ม อ ง ห า ย ล้ าชี วิ ต ก็ ห า ย เ ห นื่ อ ย !

    อวัยวะละเอียดอ่อนและซับซ้อนเช่นสมองกำลังเหนื่อยอยู่แท้ ๆ แต่มันกลับ

    ไม่แสดงอาการผิดปกติเลย คุณว่ามันไม่แปลกหรือ อาการผิดปกติน่ะมีครับ

    เพียงแต่มันเกิดขึ้นเชื่องช้า ทีละน้อย ในระยะยาว คุณแค่ไม่ได้รับรู้เท่านั้น

    สภาพนี้สมองทำงานเป็นปกติเต็มกำลังไม่ได้ ตัวคุณอาจคิดว่ามัน

    100 เปอร์เซ็นต์ แต่สำหรับนักวิชาการด้านสมอง ความคิดดังกล่าวถือว่า

    หลักลอยสิ้นดี! ทั้งแง่ประสิทธิภาพและแง่ผลิตภาพของสมองจะต่ำลงชัดเจน

    ผลงานเกิดข้อเสียหายทั้งที่เราทุ่มเท เมื่อสุดยอดอวัยวะเช่นสมองทั้งสองซีก

    ไม่อาจทำงานเต็มประสิทธิภาพ ย่อมเกิดปัญหาใหญ่ ส่งผลกระทบโดยตรง

    ต่อพลังอำนาจของประเทศ (National Power) เราจึงต้องเข้าใจสมองให้

    ถูกต้องและเรียนรู้วิธีใช้งานให้คุ้นชิน

    การปฏิวัติพลังสมองก็รวมอยู่ในนัยนี้ด้วย

  • 10 C h a p t e r 0 1

    พองานไมร่าบรืน่ กระสบักระสา่ย ไมส่บายใจจากความเครยีดจปิาถะ

    เรากค็ดิอะไรไมอ่อก เหมอืนหวัไมแ่ลน่ บางทกีป็วดหวัตบุ ๆ รูส้กึเบลอไปหมด

    เหนื่อยถึงขนาดพักหนึ่งวันเต็มแล้วก็ยังไม่ดีขึ้น...ทำไมถึงเหนื่อยขนาดนี้นะ

    นั่นเพราะเราจัดการกับความเหนื่อยไม่ถูกต้องครับ มาเริ่มต้นทำความ

    เข้าใจเจ้าความเหนื่อยล้าให้ถูกกันเสียหน่อย

    ใจความมีอยู่ว่า ที่ต้องพักไม่ใช่ร่างกาย แต่คือสมอง การพักของ

    ร่างกายไม่อาจใช้เป็นการพักของสมอง เพราะการพักผ่อนที่ร่างกายได้รับ

    ไม่อาจหมายรวมว่าสมองได้พักด้วย

    ที่ต้องพักไม่ใช่ร่างกาย แต่คือสมอง

    สมองล้าส่งผลต่อสมองทั้งก้อนและร่างกายทั้งตัว

    บริเวณที่เสียหายร้ายแรงที่สุดคือสมองส่วนไฮโปทาลามัส

  • 11ส ม อ ง ห า ย ล้ าชี วิ ต ก็ ห า ย เ ห นื่ อ ย !

    ความขัดแย้งระหว่างสัญชาตญาณกับการใช้เหตุผลคือสิ่งเพรียกสมองล้า

    ต้นเหตุใหญ่สุดของสมองล้ามาจากความขัดแย้งและกระทบกระทั่งกัน

    ของพาเลโอคอร์เทกซ์ หรือชั้นคอร์เทกซ์ดั้งเดิม (paleocortex) กับนีโอ

    คอรเ์ทกซ ์ หรอืชัน้คอรเ์ทกซใ์หม ่ (neocortex) เพือ่ทำความเขา้ใจเรือ่งนี ้ มาด ู

    ตั้งแต่โครงสร้างสมองกันเลยนะครับ

    สมองมนุษย์นั้นมีด้วยกันสามชั้น

    ชั้นแรก อยู่ล่างสุด ตรงกลางด้านใน เป็นก้านสมอง (Brain stem)

    ทำหนา้ทีค่วบคมุการทำงานสำคญั ๆตอ่การอยูร่อด เชน่ การหายใจ การเตน้

    ของหัวใจ การนอนหลับ การไหลเวียนเลือด และการขับถ่าย

    โครงสร้างสามชั้นของสมอง

    ชั้นที่หนึ่ง ก้านสมอง

    ชั้นที่สอง พาเลโอคอร์เทกซ ์(ระบบลิมบิก)

    ชั้นที่สาม นีโอคอร์เทกซ์คอร์เทกซ์กลีบหน้าผากส่วนหน้า (prefrontal cortex) หรือ PFC

    ออร์บิทูฟรอนทัล คอร์เทกซ ์(orbitofrontal cortex) หรือ OFC

  • 12 C h a p t e r 0 1

    ชัน้ทีส่อง บรเิวณดา้นบนทีโ่อบลอ้มกา้นสมองจะมรีะบบลมิบกิ (Limbic

    system) ทำหนา้ทีเ่กีย่วกบัสญัชาตญาณสำคญั ๆตอ่การใชช้วีติ เปน็ตำแหนง่

    ที่ควบคุมความอยากอาหาร ความปรารถนาทางเพศ ความปรารถนาที่จะ

    เข้าสังคม การตอบสนองทางอารมณ์และศูนย์กลางความทรงจำ1

    ชัน้ทีส่ามสว่นนอกสดุ เปน็นโีอคอรเ์ทกซ ์ มหีนา้ทีเ่กีย่วกบัคำสัง่ซบัซอ้น

    เฉพาะแบบในมนุษย์ ทำให้คนเรารู้จักใช้เหตุผล เฉลียวฉลาด บริเวณนี้เป็น

    ศูนย์กลางการวิเคราะห์ เป็นส่วนที่พัฒนากลไกความรู้สึกแบบสัตว์ เช่น

    แรงขับดันทางเพศ (sex drive) ที่เกิดจากระบบลิมบิก ให้เป็นอารมณ์ขั้นสูง

    ที่เรียกว่า “ความรักและการเกี้ยวพาราสี”

    เพื่อทำความเข้าใจเรื่องสมองล้า คิดง่าย ๆ เลยครับว่า สมองมนุษย์

    มีส่วนนีโอคอร์เทกซ์อยู่ข้างบน และระบบลิมบิกกับก้านสมองรวมกันอยู่

    ข้างล่าง เราจะสรุปง่าย ๆ ได้ว่า นีโอคอร์เทกซ์เป็น “สมองมนุษย์” ศูนย์กลาง

    ความฉลาดที่ทำให้คนเรารู้จักคิดวิเคราะห์ ตั้งใจ และใช้ปัญญา ส่วน

    พาเลโอคอร์เทกซ์เป็น “สมองสัตว์” ศูนย์กลางกลไกความอยู่รอด เป็นส่วน

    แสดงอารมณ์และสัญชาตญาณ

    เจ้าสองส่วนน้ีร่วมมือกันทำงาน แต่ก็ขัดแย้งกันอยู่ในทีครับ ยกตัวอย่าง

    เช่น เวลาสมองมนุษย์เกิดความตั้งใจว่า “ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดี

    กันเถอะ” ก็จะเกิดความคิดคัดค้าน “ไม่เอา อยู่เฉย ๆ สบาย ๆ ดีกว่า” จาก

    สมองสัตว์

    หน้าที่ขั้นแรกของส่วนบนจึงเป็นการเกลี้ยกล่อมให้ส่วนล่างไม่คัดค้าน

    เด็กทารกที่สมองนีโอคอร์เทกซ์ยังไม่ค่อยพัฒนาจะร้องไห้จ้าทันทีเมื่อท้องหิว

    ไม่สนใจว่าตอนนั้นแม่กำลังยุ่งแค่ไหน สมองมนุษย์ทำให้เรารู้จักยืดหยุ่น

    ตามสภาพการณ์รอบตัว ขณะที่สมองสัตว์จะสร้างพฤติกรรมส่งตรงจาก

    สัญชาตญาณสืบยีน ไม่สนใจสถานการณ์แวดล้อม

    1 จากไฮโปทาลามัส (Hypothalamus) อะมิกดะลา (Amygdala) ฮิปโปแคมปัส

    (Hippocampus) ตามลำดับ

  • 13ส ม อ ง ห า ย ล้ าชี วิ ต ก็ ห า ย เ ห นื่ อ ย !

    ดงันัน้คนเลยชอบคดิวา่การ “ใชส้มอง” คอืเราใชส้มองสว่นนโีอคอรเ์ทกซ ์

    ขบคดิมาก ๆ พลอยใหเ้ขา้ใจวา่การโหมใชง้านนโีอคอรเ์ทกซเ์ยอะ ๆ เปน็สาเหต ุ

    ของอาการ “หัวตื้อ คิดอะไรไม่ออก” ที่จริงก็มีส่วนถูกครับ แต่สาเหตุใหญ่

    กวา่นัน้มาจากเวลาสว่นบนเกดิความตัง้ใจจะทำอะไรแรงกลา้ แลว้เจา้สว่นลา่ง

    มันเมิน แย้งให ้“อยู่เฉย ๆ เถอะ” มากกว่าครับ

    สมมตสิว่นบนเกลีย้กลอ่มสว่นลา่งวา่ “พรุง่นีม้สีอบ ขม่ใจอา่นหนงัสอื

    ต่ออีกนิดนะ” แต่หากการอดนอนนั้นกระเทือนไปถึงความปลอดภัยของชีวิต

    ต่อให้ส่วนบนใช้เหตุผลชักจูงอย่างไร ส่วนล่างก็จะไม่ฟังและสั่งให้ร่างกาย

    หมดสติ ผล็อยหลับไป เพราะสำหรับส่วนล่างแล้ว การรักษาชีวิตรอด

    สำคัญกว่าการสอบครับ จุดนี้เราจึงอาจเรียกส่วนล่างได้ว่าเป็นระบบความ

    ปลอดภัยที่มีมาแต่เดิม

    เชื่อหรือไม่ สมองล้าคือต้นตอของสารพัดโรค

    สมองล้าส่งผลต่อสมองทั้งก้อนและร่างกายทั้งร่าง บริเวณที่เสียหาย

    ร้ายแรงที่สุดคือสมองส่วนไฮโปทาลามัส (Hypothalamus) ศูนย์รวมของ

    สัญชาตญาณทั้งหมด

    หากศนูยก์ลางสำคญัตอ่การดำรงชวีติเชน่ไฮโปทาลามสัออ่นแรง ตกอยู ่

    กับภาวะสมองล้า จะเกิดปัญหาอะไรขึ้นกับร่างกายและจิตใจของเรา

    “หิว” “ง่วง” “อยากพัก” ...นี่คือเสียงจากไฮโปทาลามัสที่ส่งมาเพื่อ

    เอาชีวิตรอด แต่เรากลับทำงานยุ่งเสียจนไม่ได้ยินสัญญาณเหล่านี้ ใช้ชีวิต

    วิ่งวุ่นโดยเพิกเฉยความต้องการตามสัญชาตญาณของตนเอง

  • 14 C h a p t e r 0 1

    ไฮโปทาลามัส

    สมองส่วนหน้า

    นีโอคอร์เทกซ ์(สมองมนุษย์)

    ระบบลิมบิก (สมองสัตว์)

    อะมิกดะลา (ตอบสนองทางอารมณ์)ฮิปโปแคมปัส

    (ความทรงจำ)

    ภาพตัดข้างของโครงสร้างสมอง

    ขยาย

    ระบบศูนย์กลางไฮโปทาลามัส

    ความดันเลือด ลูกตาดำ ความหนาวสั่น

    อวัยวะภายใน

    ความหิว ความดันเลือด การรุกสู้

    ฮอร์โมนความอิ่ม การกินอาหาร ฮอร์โมน

    น้ำ ฮอร์โมน

    ปัสสาวะ ชีพจร ความดันเลือด

    ความดันเลือด

    อุณหภูมิร่างกาย เหงื่อ ฮอร์โมน

  • 15ส ม อ ง ห า ย ล้ าชี วิ ต ก็ ห า ย เ ห นื่ อ ย !

    หรือถึงแม้ได้ยิน ก็ยังไม่อาจกินได้ในทันที “ทำนี่ก่อนค่อยกิน” “ทำ

    โน่นก่อนค่อยพัก” ...ทำแบบนี้ไปนาน ๆ ไฮโปทาลามัสจึงเกิดปัญหาอย่าง

    ไม่ต้องสงสัย

    เริ่มด้วยอาการปวดหัวตุบ ๆ ใจเต้นรัว นอนไม่หลับ ความที่ประสาท

    ซิมพาเทติกตื่นตัว2 เมื่อทำงาน ร่างกายจึงมีความดันเลือดสูง ชีพจรเต้นเร็ว

    หายใจติดขัด หนักเข้าก็ตั้งสมาธิไม่ได้ ไม่อยากอาหาร เพราะกลไกของ

    ประสาทพาราซิมพาเทติก3 จะทำงานเมื่อเราพักผ่อนหรือนอนหลับ แต่

    ประสาทกลบัถกูบบีใหต้ืน่ตวัแทน พอทัง้สองสว่นนีท้ำงานไมส่มดลุกนั จงึเกดิ

    ความผิดปกติ เรียกว่า “ความบกพร่องของระบบประสาทอัตโนมัติ” (Dysau-

    tonomia)

    เมื่อประสาทซิมพาเทติกตื่นตัว จะไปกระตุ้นต่อมใต้สมอง (Pituitary

    gland) ตัวการผลิตฮอร์โมนที่อยู่ด้านล่าง ให้เร่งและคัดหลั่งฮอร์โมน

    หลายชนดิ ทีเ่ดน่สดุคอืฮอรโ์มนทีช่ว่ยปอ้งกนัเปลอืกตอ่มหมวกไต ชือ่ฮอรโ์มน

    คอร์ติซอล (cortisol) ซึ่งหากฮอร์โมนนี้หลั่งในปริมาณพอเหมาะ จะมีผล

    ไปสู่การจัดการกับความเครียด ไม่ให้สมองรับภาระหนักไป ปัญหาอยู่ตรงที่

    หากคอร์ติซอลหลั่งออกมานาน ๆ มันจะกลายเป็นดาบสองคม สร้างความ

    เสียหายต่อระบบการทำงานในร่างกายภายหลังได ้

    หากประสาทซิมพาเทติกตื่นตัวตลอด แกรนูโลไซต์ (granulocyte)

    ทีจ่ดัอยูใ่นกลุม่เมด็เลอืดขาว ทำหนา้ทีท่ำลายสิง่แปลกปลอมขนาดใหญ ่ เชน่

    แบคทีเรีย จะมีจำนวนเพิ่มขึ้น จนทำลายเนื้อเยื่อในร่างกาย เกิดเป็นแผล

    2 Sympathetic nervous system ทำหน้าที่ขณะตื่นตกใจ จะเพิ่มการใช้พลังงาน

    และเพื่อทำให้ร่างกายตื่นตัว โดยเร่งการทำงานของหัวใจ เพิ่มอัตราเมแทบอลิซึมและการ

    ทำงานของอวัยวะต่าง ๆ กลัว โกรธ หรือเกิดการต่อสู้3 Parasympathetic nervous system ทำหน้าที่ตรงข้ามกับประสาทซิมพาเทติก

    จะช่วยเพิ่มการทำงานของอวัยวะเพื่อให้ได้พลังงานและเก็บรักษาพลังงานไว้ เช่น กระตุ้น

    การย่อยอาหาร ทำให้หัวใจเต้นช้าและเบาลง

  • 16 C h a p t e r 0 1

    ในกระเพาะอาหาร ขณะเดียวกันระดับน้ำตาลในเลือดก็จะพุ่งสูง ก่อให้เกิด

    โรคเบาหวาน และยังกระตุ้นการหลั่งอินซูลิน เปลี่ยนน้ำตาลเป็นกรดไขมัน

    กลายเป็นไขมันสะสมตามอวัยวะภายใน ตัวการโรคอ้วน โดยเฉพาะกรณี

    เพศหญิง ซึ่งเป็นเพศที่ฮอร์โมนเกี่ยวกับการเผาผลาญอาหาร (hormone -

    metabolic) ไวต่อสิ่งเร้าอยู่แล้ว เมื่อเสียสมดุลแบบนี้ จึงส่งผลให้ผิว

    หยาบกร้าน ประจำเดือนมาไม่ปกติ

    ความผิดปกติของระบบเผาผลาญยังลดประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกัน

    (immune system) ดว้ย ประสาทซมิพาเทตกิตืน่ตวัจะเพิม่จำนวนแกรนโูลไซต ์

    ขณะเดียวกันก็ไปลดจำนวนลิมโฟไซต์ (lymphocyte) ลงฮวบฮาบ นี่ละคือ

    ไพ่ตาย หากภูมิคุ้มกันด้อยลงเมื่อไหร่ ร่างกายจะเริ่มมีอาการอักเสบไปทั่ว

    ถา้มีอาการลำไสอ้กัเสบ กระเพาะอาหารอกัเสบ ปากอกัเสบ ทอนซลิอกัเสบ

    ทางเดินหายใจส่วนบนอักเสบ เยื่อจมูกอักเสบ ผิวหนังอักเสบ ฯลฯ

    บ่อย ๆ ละก็ เป็นหลักฐานชัดเจนเลยว่าภูมิคุ้มกันของคุณอ่อนแอลงเพราะ

    ไฮโปทาลามัสทำงานหนักครับ

    เรื่องนี้จะชะล่าใจไม่ได้ หากพลังสมองลดลง ภูมิคุ้มกันย่อมลดด้วย

    ตามมาด้วยสารพัดโรคร้ายจากการใช้ชีวิต (lifestyle disease) ซึ่งสุดท้าย

    อาจรวมไปถึงมะเร็งอันน่ากลัว...

  • 17ส ม อ ง ห า ย ล้ าชี วิ ต ก็ ห า ย เ ห นื่ อ ย !

    อาการหลัก 3 ประการจากสมองล้า1. อาการจากภูมิคุ้มกันอ่อนแอ อาการอักเสบต่าง ๆ เช่น

    ลำไส้อักเสบ กระเพาะอาหารอักเสบ ปากอักเสบ ฯลฯ ภูมิแพ้ มะเร็ง2. อาการจากการเผาผลาญ โรคอ้วน เบาหวาน ไขมัน

    ในเลือดสูง ไขมันพอกตับ3. อาการจากระบบประสาทอัตโนมัติ โรคหัวใจ ความดัน

    โลหติสงู นอนไมห่ลบั โรคของหญงิวยัหมดประจำเดอืน โรคซมึเศรา้

    อาการจากภูมิคุ้มกันอ่อนแอ

    อาการสมองล้า

    อาการจากระบบประสาทอัตโนมัต ิ

    อาการจากการเผาผลาญ

    อาการสมองล้าที่ปรากฏเมื่อความเหนื่อยล้าในสมองมีมากขึ้น

    สมองล้าส่งผลกระทบต่อสมองทั้งก้อน ผมจะอธิบายอย่าง

    ละเอียดในบทที่สอง ตอนนี้ขอกล่าวโดยรวมถึงส่วนของสมองที่ได้รับ

    ผลกระทบเสียหายมากที่สุด ว่าอยู่ตรงไฮโปทาลามัส อาการสมองล้า

    หลัก ๆ จะปรากฏที่ไฮโปทาลามัส ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อชีวิต เราจึงต้อง

    มอบความสำคัญให้จงหนัก

    บริเวณอื่น ๆ จากอาการสมองล้าจะเป็นอาการเกิดร่วม (con-

    comitant symptom) ผมจึงขอเล่าถึงอาการต่าง ๆ อย่างย่อ ๆ โดยใช้

    อาการตรงไฮโปทาลามัสเป็นหลักก่อน

  • 18 C h a p t e r 0 1

    สมองจะทำงานได้เต็มประสิทธิภาพเมื่อสารสื่อประสาท (neurotran-

    smitter) ในสมองมีภาวะสมดุล แต่สำหรับสมองที่อ่อนล้า ความสมดุล

    ดังกล่าวจะถูกทำลาย ผมขออธิบายว่า การเสียสมดุลของสารสื่อประสาทนี้

    มีหัวใจหลักมาจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเวลาสมองมนุษย์กับสมองสัตว ์

    ขัดแย้งกัน อันเป็นสาเหตุสำคัญของสมองล้า

    สมองของเรามีสารสื่อประสาทมากมายนับ 30 - 100 ชนิด แต่ที่สำคัญ

    และเป็นที่รู้จักว่าเปรียบเสมือนไตรรงค์ หรือแม่สีทั้งสาม (三原色) จะมีนอร์

    อะดรนีาลนิ เซโรโทนนิ และโดพามนีกบัเอนดอรฟ์นิ สำหรบันอรอ์ะดรนีาลนิ

    (nor adrenaline) หรือเอ็นเอ (NA) นั้นเป็นฮอร์โมนสำคัญยิ่งเพื่อรักษา

    ชีวิตรอด ช่วยให้สัตว์เตรียมพร้อมว่าจะ “สู้หรือหนี” เมื่อตกอยู่ในสถานการณ์

    ล่อแหลม

    การตื่นตัวของประสาทซิมพาเทติกอาจนำไปสู่พฤติกรรมรุนแรง เช่น

    อารมณ์โกรธ จึงเรียกได้ว่าเป็นตัวการใหญ่ของความเครียด นิสัยพร้อมลุย

    สารในสมองที่บงการให้เกิดอาการสมองล้า

    นิสัยพร้อมลุย มุทะลุในสายเลือดชนเผ่านักรบบนหลังม้า

    กระตุ้นฮอร์โมนชาวเกาหลีให้ใจร้อนมันไปทุกเรื่อง

    แม้แต่กับเรื่องที่ไม่เร่งด่วน และมันยังเป็นตัวก่ออาการสมองล้าด้วย

  • กลไกหลักรับมือกับอันตราย

    (ต่อสู้ - หนี)

    ทำให้เอ็นเอกับเอนดอร์ฟินมีความเหมาะสม

    ตื่นเต้น

    ปฏิกิริยาต่อจิตใจ

    โกรธ ต่อสู้ สงบ มีชีวิตชีวา เร้าใจ ต้องการ

    อาการผิดปกติข้างเคียง

    ใช้ความรุนแรง เครียด กังวล ตื่นตกใจ

    หดหู่เสพติด ขาดไม่ได้

    รูปแบบการตื่นตัว

    ตอบรับแบบตื่นตัว

    ตอบรับแบบสงบหลงใหล

    (แบบตื่นตัว)

    การแสดงออกทางร่างกาย

    เตรียมตัวโจมตีหรือตั้งรับ (หมอบ)

    ผ่อนคลาย พักผ่อนสนุก

    คึกคะนอง

    โดพามีน เอนดอร์ฟิน

    19ส ม อ ง ห า ย ล้ าชี วิ ต ก็ ห า ย เ ห นื่ อ ย !

    มทุะลใุนสายเลอืดชนเผา่นกัรบบนหลงัมา้ กระตุน้ฮอรโ์มนชาวเกาหลใีหใ้จรอ้น

    มันไปทุกเร่ือง แม้แต่กับเร่ืองท่ีไม่เร่งด่วน และยังเป็นตัวก่ออาการสมองล้าด้วย

    กลไกของโดพามีนกับเอนดอร์ฟิน (endorphin) นั้นมีตัวกระตุ้น

    ไมเ่หมอืนกนั แตท่ัง้คูต่า่งเปน็สารแหง่ความสนกุ เร้าใจ เกีย่วขอ้งกบัอารมณ ์

    ตื่นเต้น พอใจ โดพามีนจะหลั่งออกมาเมื่อลงมือทำอะไรไปได้สวยแล้วลุ้น

    คาดหวังกับผลรางวัลท่ีจะได้รับ เป็นตัวกระตุ้นความปรารถนา ส่วนเอนดอร์ฟิน

    เป็นสารแห่งความสนุก ตื่นเต้น เกี่ยวข้องและหลั่งออกมาในสถานการณ์

    เร้าใจ คึกคะนองกับสิ่งที่ได้มาราวสวรรค์ประทาน เช่น ตอนทีมฟุตบอล

    เกาหลีใต้ยิงประตูเข้าจนรู้สึกรื่นเริงกันไปทั้งประเทศ ตอนม้าตัวที่เราพนันไว้

    วิ่งเข้าเส้นชัยเป็นที่หนึ่ง ตอนทำแจ็กพ็อตแตกในกาสิโนจนเงินทะลักท่วมตัก

    ไตรรงค์ของจิตใจ

    สารสื่อประสาท นอร์อะดรีนาลิน เซโรโทนิน

  • 20 C h a p t e r 0 1

    ปัญหาอยู่ตรงที่ว่า ความตื่นเต้นเร้าใจนี้ทำให้เราเสพติดได้เช่นกัน

    การที่เราเอาชนะความเชิญชวนแสนเย้ายวน “ขออีกตาน่า!” กันได้ลำบาก

    เหลือเกิน ก็เพราะเสพติดสารตื่นเต้นนี่ละครับ ซึ่งเจ้าความตื่นเต้นนี้กับภาวะ

    เสพติดถือเป็นสาเหตุใหญ่ของสมองล้าด้วย

    ในทางกลับกัน เซโรโทนิน (Serotonin) มีหน้าที่ปรับสมดุล ไม่ให้

    สมองเจออารมณ์รุนแรงหรือเสพติดอะไรมากจนเกินควบคุม ทำให้สงบใจ

    ผ่อนคลาย และยังช่วยสร้างพลังสมาธิกับความจำ จึงเป็นที่รู้จักว่าเป็นสาร

    แห่งการเรียนรู้ ที่สำคัญกว่านั้นคือมันเป็นสารแห่งความสุข ทำให้เรารู้สึก

    เพลิดเพลิน มีความสุขเมื่อได้ทำพฤติกรรมตามสัญชาตญาณ ด้วยเหตุนี้

    เซโรโทนนิจงึเปน็ยาฤทธิด์ทีีส่ดุในการบรรเทาสมองลา้ การบำบดั หรอื “ฮลีลิง่”

    (Healing) ที่สังคมเราตอนนี้ให้ความสนใจ ในฐานะนักวิชาการด้านสมอง

    ผมมองว่า การบำบัดก็คือการสร้างพฤติกรรมที่กระตุ้นการหลั่งของเจ้า

    เซโรโทนินนี่เองครับ

    หลากหลายสาเหตุของสมองล้า

    สมองลา้ไมไ่ดเ้กดิจากสาเหตเุพยีงประการเดยีว แตท่กุเรือ่งทีเ่ราประสบ

    ในชวีติประจำวนันัน่แหละครบั รวมกนัเปน็สาเหตุของสมองล้า ผมไดร้วบรวม

    สาเหตุต่าง ๆ ที่ทำให้สมองอ่อนล้าเป็นพิเศษไว ้ ดังนี้

    ...ประการแรก ความเครียด

    สมองเกลยีดความเครยีดเวลาตอ้งฝนืทำสิง่ทีไ่มช่อบมากทีส่ดุ เมือ่ไดร้บั

    ความเครียด ระบบลิมบิก ศูนย์กลางอารมณ์ตามสัญชาตญาณ โดยเฉพาะ

    ส่วนอะมิกดะลาจะเสียหายอย่างมาก

    ถ้าเช่นนั้น ความเครียดแบบไหนล่ะที่ทำให้สมองเหนื่อยมากที่สุด

    คำตอบคอืสิง่เรา้ทีไ่มด่ตีอ่ประสาทสมัผสัทัง้หา้ครบั เพราะความเครยีดทกุอยา่ง

  • 21ส ม อ ง ห า ย ล้ าชี วิ ต ก็ ห า ย เ ห นื่ อ ย !

    ที่มาจากภายนอก ล้วนส่งผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้าแล้วมากระตุ้นยังสมอง

    ยิง่สิง่แวดลอ้มในเมอืงทีเ่ตม็ไปดว้ยการเรง่เรา้ประสาทการไดย้นิ การมองเหน็

    การดมกลิน่ ฯลฯ ยิง่เปน็ตวัการสรา้งสมองใหอ้อ่นลา้ และแนน่อน อกีสาเหต ุ

    ที่ทำให้สมองล้าจากความเครียด และเป็นสิ่งที่จะมองข้ามไม่ได้เลย ก็คือ

    ความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างมนุษย์

    ...อย่างที ่ 2 กิจกรรมที่ประจักษ์ได้ด้วยสายตา

    เรยีนหนงัสือ ทำงาน ออกแบบ วางแผน กจิกรรมเหลา่นีต้อ้งใชส้มอง

    มากและเป็นงานที่ประจักษ์ได้ด้วยสายตา เวลาเราพูดถึงการใช้หัวคิดมาก ๆ

    ก็จะนึกถึงงานใช้สมองพวกนี้ งานสนุกแค่ไหน เมื่อทำไปนาน ๆ สมองย่อม

    อ่อนล้า เบลอ คิดอะไรไม่ออก ปวดหัวนิด ๆ หน่อย ๆ เวียนหัว หลง ๆ ลืม ๆ

    นี่ละคือหลักฐานของสมองล้า

    ตอนงานไปไดด้ ี ฮอรโ์มนตืน่เตน้อยา่งโดพามนีกบัเซโรโทนนิหลัง่ออกมา

    ก็จริง แต่หากหลั่งนานต่อเนื่องไป สมองจะเหนื่อย คราวนี้แหละนอร์

    อะดรนีาลนิทีส่รา้งความหงดุหงดิกจ็ะหลัง่ออกมา คนทำงานใชส้มองสว่นใหญ ่

    เลยชอบใชก้าแฟหรอืบหุรีเ่ปน็ตวัผอ่นคลายชัว่คราว กอ่นจะกลบัไปนัง่ทำงาน

    ที่โต๊ะอีกรอบ ไม่เฉลียวใจสักนิดว่าอาการสมองล้าขั้นแรกเริ่มเกิดขึ้นแล้ว

    พวกเขาดำเนินชีวิตทำงานเช่นนี้ต่อไปซ้ำ ๆ พร้อมกับอาการล้าของสมอง

    ที่พอกพูนขึ้นเรื่อย ๆ

    ...อย่างที ่ 3 กิจกรรมที่ประจักษ์ไม่ได้ด้วยสายตา

    สมองทำงานยุ่งแม้แต่ตอนที่เรานั่งอยู่เฉย ๆ ไม่ได้ทำงานอะไร แม้เรา

    จะมองไม่เห็น แต่ในสมองมีสงครามยิบย่อยที่เกิดจากความขัดแย้งอยู่เสมอ

    เพราะต้องคอยควบคุม ระงับสัญชาตญาณแบบสัตว์ของระบบลิมบิก ทีค่อย

    แต่จะแสวงหาแค่เร่ืองพึงพอใจใส่ตัวร่ำไป เราจะปล่อยตัวทำตามสัญชาตญาณ

    แบบสัตว์โดยไม่คำนึงถึงปัจจัยภายนอกหรือเงื่อนไขต่าง ๆ ย่อมไม่ได้จริงไหม

    เราจำเป็นต้องหักห้ามใจ ควบคุม และรู้จักผิดชอบชั่วดี ในแง่จิตวิเคราะห์

  • 22 C h a p t e r 0 1

    เราเรียกรูปแบบนี้ว่า “กลไกป้องกันตนเอง” (Defense Mechanism)

    การปอ้งกนัสภาพบคุคลของเราไมใ่หถ้กูทำลายดว้ยการอดกลัน้สญัชาต-

    ญาณแบบสัตว์เช่นนี้ เราต้องใช้พลังงานมหาศาล กล่าวคือ เราต้องใช้

    พลังงานทางจติ (Psychic energy) เพือ่กระบวนการดงักลา่ว เมือ่ตอ้งควบคมุ

    นอร์อะดรีนาลินที่สร้างพฤติกรรมเตรียมต่อสู้แบบสัตว์ให้เหมาะสม ร่างกาย

    จะใช้เซโรโทนินพุ่งสูงตาม หากเซโรโทนินไม่พอ กระบวนการหยุดยั้งจะไม่

    เป็นผลและระเบิดออกมาทางพฤติกรรม

    ขณะเดียวกัน อีกด้านหนึ่งจึงเท่ากับพาเลโอคอร์เทกซ์หรือสมองสัตว์

    ถูกยับยั้งต่อเนื่องให้ไม่อาจแสดงพฤติกรรมตามสัญชาตญาณแบบสัตว์

    ออกมาได้ กลายเป็นสาเหตุสร้างความอ่อนล้าแก่สมอง กระบวนการที่เกิด

    ในสมองเราเช่นนี้มองไม่เห็นด้วยตา แต่ข้อเท็จจริงมีอยู่ว่าเราต้องใช้พลังงาน

    จำนวนมากด้วยสาเหตุดังกล่าว และมันก็ก่อให้เกิดอาการสมองล้าขึ้น

    ...อย่างที ่ 4 สิ่งที่ทำไปโดยไม่รู้ตัว

    มนังา่ยมากทีจ่ะคดิวา่เวลาออกกำลงักายเราใชแ้คร่า่งกาย แตค่วามจรงิ

    แค่ขยับนิ้วเพียงนิ้วเดียวก็จำเป็นต้องรับคำสั่งจากสมอง มาพิจารณาการเดิน

    กันดีกว่า การที่เราสาวเท้าเดินกันเหมือนทำได้เองโดยไม่รู้สึกตัวนั้น ที่จริง

    แล้วมันเกิดจากชุดคำสั่งแสนซับซ้อนที่สมองสั่งงานลงมา “ยกเท้าขวาขึ้น”

    “ยดืออกไป” “เยือ้งลง” “วางเทา้ เหยยีบลงไปใหม้ัง่คง” “ใชแ้ขนรกัษาสมดลุ”

    “ดูซิ มีอะไรกีดขวางอยู่ข้างหน้าบ้างไหม” “เดินเร็ว ๆ จะได้ไปทันนัด”...

    การเคลื่อนไหวของประสาทสัมผัสทั้งห้าคือการทำงานของสมองทั้งก้อน

    ไม่เพียงแต่การเดิน การเคลื่อนไหวร่างกายทุกอย่างมาจากการทำงาน

    ควบคมุของสมองทัง้สิน้ ทำความเขา้ใจไวเ้ลยครบัวา่ หลงัการออกกำลงักาย

    หนัก ๆ สมองของเราเหนื่อยล้าเท่ากับร่างกายนั่นแหละ พลังงานทางจิตเอง

    ก็หมดแรงเช่นกัน

    การทำงานของประสาทอัตโนมัติอยู่นอกอำนาจจิตใจ เราจึงย่ิงไม่รู้สึกถึง

    ทว่ามันเกี่ยวโยงกับอวัยวะภายในสำคัญ ๆ ที่ส่งผลโดยตรงต่อชีวิต เป็นส่วนที่

  • 23ส ม อ ง ห า ย ล้ าชี วิ ต ก็ ห า ย เ ห นื่ อ ย !

    ดูแลและปรับการทำงานของร่างกายให้เหมาะสมอยู่ตลอด 24 ชั่วโมง หาก

    ผิดปกติไปจึงหมายถึงชีวิตเรามีอันตราย สมองล้าสร้างความบกพร่องต่อ

    ระบบประสาทอัตโนมัต ิ ทำให้ความสมดุลของทั้งร่างกายเราถูกทำลาย

    ...อย่างที ่ 5 สมองทำงาน 24 ชั่วโมงไม่มีวันหยุดพัก

    กลางคืนเป็นช่วงเวลาที่ทุกอวัยวะในร่างกายพักผ่อน บ้างชะลอการ

    ทำงานลง บ้างหยุดทำงานไปเลย แต่สมองคือข้อยกเว้น กระทั่งตอนนอน

    สมองกย็งัคงทำงาน คอยสัง่ใหเ้ราดงึผา้หม่กลบัมาหม่ตอนเชา้มดื จากทีร่อ้น

    จนถบีทิง้ไปเมือ่หวัคำ่ ต้องลกุไปปสัสาวะ ตอ้งตืน่ตวัคอยจบัสงัเกต ประเดีย๋ว

    จะมีขโมยเข้ามาไหม ต้องฝัน ต้องสรุปความทรงจำเมื่อกลางวัน ย่อยเก็บไว้

    ยังอวัยวะหน่วยความจำ ไหนจะต้องเตรียมจัดการงานส่วนพรุ่งนี้อีก

    สมองไม่มีกลางวันกลางคืนครับ สมองต้องใช้น้ำตาลกลูโคสเป็น

    พลังงานชั่วโมงละห้ากรัม แค่นั่งเหม่อ ไม่คิดอะไร เวลาเรื่อยเปื่อยอย่างนี้

    สมองยังไม่หยุดทำงานเลย

    ...อย่างที ่ 6 กิจกรรมที่ทำเพื่อคลายเครียด

    ความเครียดคอืตวัการรา้ยของสมองลา้ แตก่จิกรรมคลายเครยีดก็ตอ้ง

    ใช้สมองเหมือนกัน เราเรียกการดื่มเต็มที่ การกินเต็มคราบ พูดคุยกระจุ๊ก-

    กระจิก๊ เตน้รำ ชมการแสดง ฯลฯ วา่เปน็สิง่คลายเครยีด แตม่นัทำใหส้มอง

    เหนื่อยได้นะครับ ต้องเจอทั้งเสียงดัง ๆ ฝุ่นผง ควันบุหรี่ ความลุ้นกังวล

    ไปจนถึงการทะเลาะวิวาท... สมองต้องทำงานหนักทีเดียว

    ไม่มีอะไรบรรเทาสมองล้าได้ดีเท่าความเหน่ือยท่ีสดช่ืนหลังออกกำลังกาย

    แต่พอดี ๆ อีกแล้ว ปัญหาอยู่ตรงนิสัยสุดโต่ง ทำอะไรต้องไปให้สุดของคน

    เกาหลีนี่แหละ อย่างการเดินออกกำลัง ต้องทำพอเหมาะถึงจะดี ถ้าเล่น

    สวมวิญญาณหน่วยประจัญบาน เดินกันเป็นร้อย ๆ ลี้นี่ไม่ใช่คลายเครียด

    แล้วครับ มันเป็นตัวความเครียดเลยแหละ ที่หลั่งออกมาจึงไม่ใช่เซโรโทนิน

    ฮอร์โมนแห่งความสุข แต่เป็นนอร์อะดรีนาลิน ฮอร์โมนขาลุย แม้แต่

  • 24 C h a p t e r 0 1

    การออกกำลังจึงต้องรู้จักยับยั้งชั่งใจ ควบคุมให้พอดีกับสภาพร่างกายตนเอง

    ด้วยครับ

    ...อย่างที ่ 7 เรื่องต่างๆ ในชีวิตประจำวัน

    ถึงจะเผชิญสถานการณ์เดียวกัน แต่ความบาดเจ็บในสมองต่างกันได ้

    ตามอุปนิสัยส่วนตัวหรือประสบการณ์ครั้งอดีตของแต่ละคน คนใจเย็น

    สบาย ๆ จะปล่อยวางเรื่องรบกวนจิตใจ แต่กับคนที่ใช้ชีวิตแบบละเอียดถี่ยิบ

    คิดเล็กคิดน้อย จะกระทบกระเทือนกับเรื่องเดียวกันนี้เยอะกว่า

    คนที่เฝ้าโทษว่าเป็นความผิดตัวเอง นึกเสียใจถึงแม้มันจะผ่านพ้น

    ไปแล้ว คนที่กลัว กังวลใจไปก่อนกับอนาคตที่ยังมาไม่ถึง คนที่คิดมาก

    ทำผิดหรือล้มเหลวเล็กน้อยก็ทำราวกับมันคือทั้งชีวิตตน คนที่แอบทำสิ่งไม่ดี

    แล้วอยู่กับความกลัวว่าจะถูกเปิดโปง รู้สึกผิดจนหลับไม่ลง...ตัวอย่างมีให้ยก

    ไมห่วาดไมไ่หวครบั ความขดัแยง้ ความกงัวลในใจมนษุยเ์รา คอืตวัการใหญ ่

    ของสมองล้า