of 35 /35
ผูเรียบเรียง สายใจ เจริญร�น วิรัช ปริมณฑลสกุล ผูตรวจ รศ. จริยา เดชกุญชร เรวดี บุญแยม ธนิย สหพงศ บรรณาธิการ นันทกาญจน การสามารถ หนังสือเร�ยน รายว�ชาพื้นฐาน ชั�นประถมศึกษาปที่ 4 กลุ มสาระการเร�ยนรู การงานอาชีพและเทคโนโลยี ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั�นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 การงานอาชีพ และเทคโนโลยี ป. 4

หนังสือเร ยน รายว ชาพื้นฐาน การ ......ความค ดรวบยอดและเก ดความเข าใจท

  • Author
    others

  • View
    3

  • Download
    0

Embed Size (px)

Text of หนังสือเร ยน รายว ชาพื้นฐาน การ...

Page 1: หนังสือเร ยน รายว ชาพื้นฐาน การ ......ความค ดรวบยอดและเก ดความเข าใจท

ผเรยบเรยง

สายใจ เจรญร� น

วรช ปรมณฑลสกล

ผตรวจ

รศ. จรยา เดชกญชร

เรวด บญแยม

ธนย สหพงศ

บรรณาธการ

นนทกาญจน การสามารถ

หนงสอเร�ยน รายว�ชาพนฐาน

ช�นประถมศกษา ป�ท 4

กล�มสาระการเร�ยนร�การงานอาชพและเทคโนโลย

ตามหลกสตรแกน กลางการศกษาข�นพนฐานพทธศกราช 2551

การงานอาชพและเทคโนโลย ป. 4

Page 2: หนังสือเร ยน รายว ชาพื้นฐาน การ ......ความค ดรวบยอดและเก ดความเข าใจท

ผเรยบเรยงสายใจเจรญรนวรชปรมณฑลสกล

ผตรวจรศ.จรยาเดชกญชรเรวดบญแยมธนยสหพงศ

บรรณาธการนนทกาญจนการสามารถ

ISBN 978-616-8047-42-2

บรษท กรพฒนายง จากด

เลขท 23/34–35 ชน 3 หอง 3B

ถนนตรมตร แขวงตลาดนอย เขตสมพนธวงศ

กรงเทพฯ 10100

หนงสอเร�ยน รายว�ชาพนฐาน

ช�นประถมศกษาป�ท 4

กล�มสาระการเร�ยนร� การงานอาชพและเทคโนโลย

ตามหลกสตรแกน กลางการศกษาข�นพนฐาน พทธศกราช 2551

การงานอาชพและเทคโนโลย ป. 4

Page 3: หนังสือเร ยน รายว ชาพื้นฐาน การ ......ความค ดรวบยอดและเก ดความเข าใจท

คานาคานา

หนงสอเรยน รายวชาพนฐาน การงานอาชพและเทคโนโลย ชนประถมศกษาปท 4เลมนจดทำขนตามหลกสตรแกนกลางการศกษาขนพนฐาน พทธศกราช 2551 สำหรบนกเรยนในระดบชนประถมศกษาปท 4 โดยมเปาหมายใหนกเรยนและครใชเปนสอในการจดการเรยนรเพอพฒนานกเรยนใหมคณภาพตามมาตรฐานทกำหนดไวในหลกสตรมสมรรถนะสำคญดานการสอสารการคด การแกปญหา การใชทกษะชวต และการใชเทคโนโลย ตลอดจนพฒนานกเรยนใหมคณลกษณะอนพงประสงคและทำประโยชนใหสงคมเพอใหสามารถอยรวมกบผอนในสงคมไทยและสงคมโลกไดอยางมความสข หนงสอเรยนรายวชาพนฐานการงานอาชพและเทคโนโลยเลมนยดแนวการจดการเรยนรทเนนผเรยนเปนสำคญใชหลกการสงเสรมใหนกเรยนมความเขาใจธรรมชาตของการงานอาชพและเทคโนโลยและสามารถนำความรไปประยกตใชในชวตประจำวนไดอยางมประสทธภาพและยงยนโดยพฒนานกเรยนแบบองครวมอยบนพนฐานของการบรณาการความคดรวบยอดทเนนใหนกเรยนเรยนรดวยการปฏบต(ActiveLearning)และเรยนรโดยใชสมองเปนฐาน(Brain-basedLearning) เนนการเรยนรใหตรงกบรปแบบการเรยนร (Learning Styles) และเนนทกษะทสรางเสรมความเขาใจทคงทนของนกเรยนซงเปนผลลพธปลายทางทตองการใหเกดตามหลกสตรการจดทำหนงสอเรยน รายวชาพนฐาน การงานอาชพและเทคโนโลย เลมนคณะผจดทำซงเปนผเชยวชาญในสาขาวชาและการพฒนาสอการเรยนร ไดศกษาหลกสตรแกนกลางการศกษาขนพนฐานพทธศกราช2551อยางลกซงทงดานวสยทศนหลกการจดหมายสมรรถนะสำคญของผเรยน คณลกษณะอนพงประสงค มาตรฐานการเรยนร ตวชวดชนป สาระการเรยนรแกนกลางแนวทางการจดการเรยนรและการวดและประเมนผลการเรยนรแลวจงนำองคความรทไดมาออกแบบหนวยการเรยนร แตละหนวยการเรยนรประกอบดวยตวชวดชนป ผงมโนทศนสาระการเรยนรประโยชนจากการเรยนคำถามชวนคดเนอหานานานารกจกรรมเรยนร...สปฏบตแหลงสบคนความร ผงมโนทศนสรปเนอหา กจกรรมเสนอแนะ โครงงาน การประยกตใช และคำถามทบทวน ซงองคประกอบเหลานจะชวยสงเสรมใหนกเรยนเกดความเขาใจทคงทน และเกดการเรยนรอยางครบถวนตามหลกสตร หวงเปนอยางยงวาหนงสอเรยนรายวชาพนฐานการงานอาชพและเทคโนโลยชนประถมศกษาปท4จะชวยสนบสนนใหนกเรยนไดพฒนาทกษะพนฐานในการทำงานการจดการการคดสรางสรรคและการใชเทคโนโลยเพอเพมประสทธภาพในการดำรงชวตบรรลตามจดมงหมายของหลกสตร

คณะผจดทำ

Page 4: หนังสือเร ยน รายว ชาพื้นฐาน การ ......ความค ดรวบยอดและเก ดความเข าใจท

คานาคาชแจง

หนงสอเรยนรายวชาพนฐานชนประถมศกษาปท 4 เลมนไดออกแบบหนวยการเรยนรใหแตละหนวยการเรยนรประกอบดวย 1.ตวชวดชนป เปนเปาหมายในการพฒนานกเรยนแตละชนป ซงสอดคลองกบมาตรฐานการเรยนรมรหสกำกบมาตรฐานการเรยนรและตวชวด เชน ง 1.1 ป. 4/1 (รหสแตละตวมความหมายดงนงคอกลมสาระการเรยนรการงานอาชพและเทคโนโลย1.1คอสาระท1การดำรงชวตและครอบครว มาตรฐานการเรยนรขอท 1 ป. 4/1 คอ ตวชวดชนประถมศกษาปท4ขอท1) 2.ผงมโนทศนสาระการเรยนร เปนการนำเสนอขอบขายเนอหาทนกเรยนจะไดเรยนรในระดบชนนนๆ 3.ประโยชนจากการเรยนนำเสนอไวเพอกระตนใหนกเรยนนำความรทกษะจากการเรยนไปประยกตใชในชวตประจำวน 4.คำถามชวนคด เปนคำถามหรอสถานการณเพอกระตนใหนกเรยนเกดความสงสยและสนใจทจะคนหาคำตอบ 5.เนอหา เปนเนอหาทตรงตามสาระมาตรฐานการเรยนร ตวชวดชนปและสาระการเรยนรแกนกลางโดยแบงเนอหาเปนชวงๆ แลวแทรกกจกรรมพฒนาการเรยนรทพอเหมาะกบการเรยนรวมทงมการนำเสนอดวยภาพตาราง แผนภม และแผนทความคด เพอเปนสอใหนกเรยนสรางความคดรวบยอดและเกดความเขาใจทคงทน 6.นานาน‹ารเปนความรเพอเพมพนใหนกเรยนมความรกวางขวางขนโดยคดสรรเฉพาะเรองทนกเรยนควรร

7.กจกรรมเรยนร...ส‹ปฏบต เปนกจกรรมทกำหนดไวเมอจบเนอหาแตละตอนหรอแตละ

หวขอเปนกจกรรมทหลากหลายใชแนวคดทฤษฎตางๆทสอดคลองกบเนอหาเหมาะสมกบวย

และพฒนาการดานตาง ๆ ของนกเรยน สะดวกในการปฏบต กระตนใหนกเรยนไดคด และ

สงเสรมใหศกษาคนควาเพมเตมมคำถามเปนการตรวจสอบผลการเรยนรของนกเรยนไดออกแบบ

กจกรรมไวอยางหลากหลายและมมากเพยงพอทจะพฒนาใหนกเรยนเกดการเรยนรตามเปาหมาย

ของหลกสตรโดยคร/นกเรยนสามารถนำกจกรรมดงกลาวมาใชปฏบตในชวงกจกรรมลดเวลาเรยน

เพมเวลารได

8.แหล‹งสบคนความรเปนแหลงการเรยนรตางๆ ตามความเหมาะสมเชนเวบไซตหนงสอ

สถานทหรอบคคลเพอใหนกเรยนศกษาคนควาเพมเตมใหสอดคลองกบเรองทเรยน

Page 5: หนังสือเร ยน รายว ชาพื้นฐาน การ ......ความค ดรวบยอดและเก ดความเข าใจท

9.ผงมโนทศนสรปเนอหาไดจดทำบทสรปเปนผงมโนทศน(Conceptmap)เพอใหนกเรยนไดใชเปนบทสรปทบทวนความรโดยวธการจนตภาพจากผงมโนทศนทไดสรปเนอหาทไดจดทำไว 10.กจกรรมเสนอแนะ เปนกจกรรมบรณาการทกษะทรวมหลกการและความคดรวบยอดในเรองตางๆทนกเรยนไดเรยนรไปแลวมาประยกตใชในการปฏบตกจกรรม 11.โครงงานเปนขอเสนอแนะในการกำหนดใหนกเรยนปฏบตโครงงานโดยเสนอแนะหวขอโครงงานและแนวทางการปฏบตโครงงานทสอดคลองกบมาตรฐานการเรยนรและตวชวดชวงชนของหนวยการเรยนรนนเพอพฒนาทกษะการคดการวางแผนและการแกปญหาของนกเรยน 12.การประยกตใชเปนกจกรรมทเสนอแนะใหนกเรยนไดนำความรทกษะในการประยกตความรในหนวยการเรยนรนนไปใชในชวตประจำวน 13.คำถามทบทวนเปนคำถามทตองการใหนกเรยนไดสะทอนความคดในเนอหาทไดศกษาโดยเนนการนำหลกการตงคำถามสะทอนคด (RCA) มาจดเรยงเปนคำถามตามเนอหาทนกเรยนไดเรยนร 14.บรรณานกรม เปนรายชอหนงสอ เอกสารหรอเวบไซตทใชคนควาอางองประกอบการเรยบเรยงเนอหาความร 15.คำอภธานศพทเปนการนำคำสำคญทแทรกอยตามเนอหามาอธบายใหความหมายและจดเรยงตามลำดบตวอกษรเพอความสะดวกในการคนควา

Page 6: หนังสือเร ยน รายว ชาพื้นฐาน การ ......ความค ดรวบยอดและเก ดความเข าใจท

สารบญ

หน‹วยการเรยนรท1รจกใชรจกรกษา.........................11.กระบวนการทำงาน..............................................2 กจกรรมเรยนร...สปฏบต ............................................32.การใชทรพยากรและพลงงาน.................................3 2.1การใชนำแบบประหยด.........................................4 2.2การใชไฟฟาแบบประหยดพลงงาน.........................5 2.3การใชทรพยากรในการทำงานแบบประหยด............6 กจกรรมเรยนร...สปฏบต ............................................83.การดแลรกษาของใชส‹วนตว...................................8 3.1วธการดแลรกษาเสอผา.........................................8 3.2วธการดแลรกษาเครองแตงกาย.............................9 3.3วธการดแลรกษาของใชสวนตวทใชทกวน..............11 กจกรรมเรยนร...สปฏบต ..........................................114.การจดตเสอผาโต�ะหนงสอและกระเป‰านกเรยน.......11 กจกรรมเรยนร...สปฏบต ..........................................155.การตอนรบบดามารดาหรอผปกครอง......................15 กจกรรมเรยนร...สปฏบต ..........................................166.มารยาทในการรบประทานอาหาร...........................16 กจกรรมเรยนร...สปฏบต ..........................................187.การใชหองเรยนและหองสวม...............................19 กจกรรมเรยนร...สปฏบต ..........................................21

Page 7: หนังสือเร ยน รายว ชาพื้นฐาน การ ......ความค ดรวบยอดและเก ดความเข าใจท

ผงมโนทศนสรปเนอหา...................................................22กจกรรมเสนอแนะ.........................................................24โครงงาน.......................................................................24การประยกตใช..............................................................25คำถามทบทวน...............................................................25

หน‹วยการเรยนรท2ไมดอกไมประดบงามตา...............261.การปลกไมดอกไมประดบในภาชนะ.......................27 1.1ประโยชนของการปลกไมดอกไมประดบในภาชนะ..27 1.2การคดเลอกพนธไมดอกไมประดบ......................28 1.3การปลกดาวเรอง...............................................28 1.4การปลกบอนส..................................................30 กจกรรมเรยนร...สปฏบต ..........................................332.การปลกไมดอกไมประดบในแปลง.........................33 2.1การคดเลอกพนธไมดอกไมประดบ......................33 2.2การเตรยมเครองมอ...........................................34 2.3การปลกบานชน.................................................35 กจกรรมเรยนร...สปฏบต ..........................................39ผงมโนทศนสรปเนอหา...................................................40กจกรรมเสนอแนะ.........................................................42โครงงาน.......................................................................42การประยกตใช..............................................................43คำถามทบทวน...............................................................43

Page 8: หนังสือเร ยน รายว ชาพื้นฐาน การ ......ความค ดรวบยอดและเก ดความเข าใจท

หน‹วยการเรยนรท3ฝƒกฝนงานซ‹อมเตรยมพรอมงานประดษฐ........................................441.อปกรณและเครองมอทำงานในบาน.......................45 กจกรรมเรยนร...สปฏบต ..........................................462.การซ‹อมแซมอปกรณและเครองมอทำงานในบาน.......46 กจกรรมเรยนร...สปฏบต ..........................................473.การประดษฐของใชและของตกแต‹ง........................483.1ความรทวไปเกยวกบการทำงานประดษฐ..............483.2การประดษฐของใชจากใบตองและกระดาษ..........493.3การประดษฐของตกแตงจากกระดาษ..................53 กจกรรมเรยนร...สปฏบต ..........................................56ผงมโนทศนสรปเนอหา...................................................57กจกรรมเสนอแนะ.........................................................59โครงงาน.......................................................................59การประยกตใช..............................................................60คำถามทบทวน...............................................................60

หน‹วยการเรยนรท4การจดเกบเอกสาร......................611.ความรทวไปเกยวกบการจดเกบเอกสาร...................62 1.1ความหมายและลกษณะของเอกสาร.....................62 1.2ประโยชนของการจดเกบเอกสาร..........................63 1.3อปกรณในการจดเกบเอกสาร..............................632.การจดเกบเอกสารส‹วนตว....................................64 กจกรรมเรยนร...สปฏบต ..........................................66

Page 9: หนังสือเร ยน รายว ชาพื้นฐาน การ ......ความค ดรวบยอดและเก ดความเข าใจท

ผงมโนทศนสรปเนอหา...................................................67กจกรรมเสนอแนะ.........................................................69โครงงาน.......................................................................69การประยกตใช..............................................................70คำถามทบทวน...............................................................70

หน‹วยการเรยนรท5คอมพวเตอรเบองตน...................711.อปกรณเทคโนโลยสารสนเทศ..............................72 กจกรรมเรยนร...สปฏบต ..........................................732.หลกการทำงานเบองตนของคอมพวเตอร.................74 กจกรรมเรยนร...สปฏบต ..........................................753.ประโยชนและโทษจากการใชงานคอมพวเตอร..........75 3.1ประโยชนจากการใชงานคอมพวเตอร...................75 3.2โทษจากการใชงานคอมพวเตอร...........................77 กจกรรมเรยนร...สปฏบต ..........................................774.ประเภทของซอฟตแวร.......................................784.1ซอฟตแวรระบบ.................................................78 4.2ซอฟตแวรประยกต............................................79 กจกรรมเรยนร...สปฏบต ..........................................815.การใชงานระบบปฏบตการคอมพวเตอรเบองตน........815.1การเปดเครองคอมพวเตอร.................................815.2สวนประกอบของจอภาพ....................................825.3การปดเครองคอมพวเตอร..................................845.4การจดการขอมลในเครองคอมพวเตอร.................84 กจกรรมเรยนร...สปฏบต ..........................................89

Page 10: หนังสือเร ยน รายว ชาพื้นฐาน การ ......ความค ดรวบยอดและเก ดความเข าใจท

6.การสรางงานและพมพงานดวยโปรแกรมกราฟก........89 6.1การเรยกใชงานโปรแกรมเพนต............................90 6.2หลกการวาดภาพดวยโปรแกรมเพนต...................91 กจกรรมเรยนร...สปฏบต ..........................................957.จรยธรรมในการสรางงานดวยโปรแกรมกราฟก..........95กจกรรมเรยนร...สปฏบต ................................................96ผงมโนทศนสรปเนอหา...................................................97กจกรรมเสนอแนะ.........................................................99โครงงาน.......................................................................99การประยกตใช........................................................... 100คำถามทบทวน............................................................ 100

หน‹วยการเรยนรท6รจกอาชพ...............................1011.ความหมายและความสำคญของอาชพ...................1022.แนวทางในการประกอบอาชพ.............................102 กจกรรมเรยนร...สปฏบต ....................................... 104ผงมโนทศนสรปเนอหา................................................ 105กจกรรมเสนอแนะ...................................................... 107โครงงาน.................................................................... 107การประยกตใช........................................................... 108คำถามทบทวน............................................................ 108

บรรณานกรม......................................................109อภธานศพท.......................................................111

Page 11: หนังสือเร ยน รายว ชาพื้นฐาน การ ......ความค ดรวบยอดและเก ดความเข าใจท

ตว ช วด ช�นป�

1.อธบายเหตผลในการทำงานใหบรรลเปาหมาย(ง1.1ป. 4/1)2.ทำงานบรรลเปาหมายทวางไวอยางเปนขนตอนดวยความขยนอดทนและรบผดชอบ(ง1.1ป. 4/2)3. ปฏบตตนอยางมมารยาทในการทำงาน(ง1.1ป. 4/3)4. ใชพลงงานและทรพยากรในการทำงานอยางประหยดและคมคา(ง1.1ป. 4/4)

ผงมโนทศน�สาระการเรยนร

ประโยชนจากการเรยน คำาถามชวนคด

1. รวธทำงานตามขนตอน2.ใชนำใชไฟฟาอยางประหยด3. รจกใชและดแลรกษาของใชสวนตวมระเบยบและรวธปฏบตตนตามมารยาท

1.นกเรยนเคยวางแผนทำางานอะไรบาง ยกตวอยางการวางแผนใหเพอนๆฟง2. นกเรยนมวธการทำางานแบบประหยด อยางไรบาง

รจกใช รจกรกษา

1หน�วยการเร�ยนร�ท

รจกใช

รจกรกษา

การใชทรพยากรและพลงงาน

กระบวนการทำงานการใชหองเรยนและหองสวม

การดแลรกษาของใชสวนตว

มารยาทในการรบประทานอาหาร การจดตเสอผา

โต�ะเขยนหนงสอและกระเป‰านกเรยน

การตอนรบบดามารดาหรอผปกครอง

การใชไฟฟาแบบประหยดพลงงาน

การใชนำแบบประหยด

การใชทรพยากรในการทำงานแบบประหยด

วธการดแลรกษาของใชสวนตวทใชทกวน

วธการดแลรกษาเสอผา

วธการดแลรกษาเครองแตงกาย

Page 12: หนังสือเร ยน รายว ชาพื้นฐาน การ ......ความค ดรวบยอดและเก ดความเข าใจท

2 หนงสอเรยนรายวชาพนฐานการงานอาชพและเทคโนโลยป.4

1. กระบวนการทำางาน

เชาวนอาทตยเวลาประมาณ08.00น.

ขนตอนการกวาดบาน

กวาดบาน

เพอใหบานสะอาดนาอย

ชวยพอแมทำงานบาน

ตรวจสอบความสะอาดปรบปรงวธการกวาด(ถาพบขอบกพรอง)

ไมกวาดดอกหญา

ทตกผง

ถงขยะ

การทำงานตามกระบวนการประกอบดวย4ขนตอนไดแก 1.การวางแผน เปนการกำหนดรายละเอยดของการทำงานไวลวงหนาวาจะทำอะไรมวตถประสงคหรอจดมงหมายเพออะไรจะทำเมอไรใหใครเปนคนทำทำวธใดตองใชอปกรณอะไรบางและมกำหนดงานเสรจเมอไรเพอใชเปนแนวทางในการทำงานใหสำเรจและมประสทธภาพด 2.การปฏบตงาน เปนการนำแนวทางการทำงานทกำหนดไวมาลงมอปฏบตตามลำดบขนตอนการทำงานนนๆ โดยจะตองศกษาวธการทถกตองและจดเตรยมวสดอปกรณใหพรอมกอนลงมอปฏบตงาน 3.การตรวจสอบผลงาน เปนการประเมนผลหลงจากปฏบตงานใด ๆเสรจแลวโดยตรวจสอบดวาผลการทำงานเปนไปตามจดมงหมายของแผนการทำงานหรอไม 4.การปรบปรงแกไขเปนการนำจดบกพรองของงานทตรวจสอบพบมาแกไขโดยคดหาวธปรบปรงแกไขงานใหสำเรจตามวตถประสงค ตวอยางการวางแผนกวาดบาน

ทำอะไรทำทำไม

ทำเมอไร

ใชวสดอปกรณอะไร

ศกษาวธการทำอยางไร

หลงจากกวาดบานเสรจ

Page 13: หนังสือเร ยน รายว ชาพื้นฐาน การ ......ความค ดรวบยอดและเก ดความเข าใจท

3หนงสอเรยน รายวชาพนฐาน การงานอาชพและเทคโนโลย ป. 4

ประโยชนของการทำงานตามกระบวนการทำงานมดงน 1.ฝกใหรจกวธการทำงานตามลำดบขนตอนเปนการปลกฝงนสยทดในการทำงาน 2. ชวยประหยดเวลาในการทำงาน ไมตองคดไปทำไป เราจงทำงานไดสำเรจตามวตถประสงคและจดมงหมายทตงไว 3. ชวยปองกนปญหาตางๆทอาจเกดขนในขณะปฏบตงานเชนขณะซกผาพบคราบสกปรกทแขนเสอ แตไมมแปรงถผาทำใหตองหยดซกเพอไปคนหาแปรงถผามาใชแตถามการวางแผนงานเราจะสามารถจดเตรยมเครองมอและวสดอปกรณไดเหมาะสมและพรอมกอนทจะทำงาน

แหลงสบคนความรนานา นาร

การวางแผนการทำางานสามารถ นำไปใชไดกบการทำงานทกอยางในชวตประจำวน ทงงานททำภายในบานและงานทเกยวของกบการเรยน

1. หนงสอหรอตำราเกยวกบการจดการงานในบานการจดการบานเรอน

2. หองสมด

กจกรรมเรยนร...สปฏบต

1.เขยนขนตอนการทำงานทนกเรยนเคยทำ 1 อยาง โดยบอกขนตอนการทำงานการตรวจสอบผลงานและการปรบปรงแกไข

2.วางแผนทำงานบาน1อยางตามกระบวนการทำงานทดลองปฏบตงานตามแผนแลวบนทกผล

ทรพยากร หมายถง สงทมอยหรอเกดขนตามธรรมชาตซงมนษยนำมาใชประโยชนในการดำรงชวตไดแกดนนำอากาศแรธาตปาไมและพลงงาน เชนพลงงานแสงอาทตยพลงงานลมพลงงานนำ

2. การใชทรพยากรและพลงงาน

Page 14: หนังสือเร ยน รายว ชาพื้นฐาน การ ......ความค ดรวบยอดและเก ดความเข าใจท

4 หนงสอเรยนรายวชาพนฐานการงานอาชพและเทคโนโลยป.4

การใชทรพยากรและพลงงานเปนระยะเวลานานอาจทำใหสงเหลานหมดไปเชนแหลงนำเนาเสยอากาศเกดมลพษพชไมเตบโตสตวนำสญพนธซงสงผลกระทบตอการดำรงชวตดงนนเราจงควรใชทรพยากรอยางประหยดเหมาะสม และคมคา เพอเปนการอนรกษทรพยากรและพลงงานใหคงอยตลอดไป

2.1 การใชน�ำาแบบประหยด

นำประปาทใชอยตามบานเรอนเปนนำจากธรรมชาตทนำมาผานกรรมวธทำใหสะอาดซงเราควรใชนำอยางประหยดเพอลดคาใชจายในครอบครวและอนรกษทรพยากรนำโดยปฏบตดงน 1.ควรรองนำใสแกวหรอขนถอไวขณะแปรงฟน แทนการเปดใชนำจากกอกนำโดยตรง 2.ควรอาบนำจากฝกบวจะชวยประหยดนำไดมากกวาใชขนตกอาบ 3.ควรเลอกใชโถสวมชกโครกแบบมระบบกดนำนอย 4. ลางถวยชามในกะละมงทใสนำแทนการลางทละใบใตกอกนำแลวนำนำทลางถวยชาม(นำลางครงท2)ไปใชรดนำตนไมทปลกไว 5. ลางผกผลไมในอางนำหรอกะละมงแทนการลางจากกอกนำโดยตรง 6.ทำความสะอาดทางเดนเขาบานและลานบานโดยวธการกวาดแทนการใชสายยางฉดนำลาง 7. ซกผาสปดาหละ2–3ครงครงละหลายๆชด 8. เมอใชนำเสรจแลวปดกอกนำใหสนทหากพบรอยรวซมของนำและมนำหยดจากกอกนำควรแจงใหผปกครองทราบเพอจะไดรบแกไข

การแปรงฟนแบบประหยดนำ

Page 15: หนังสือเร ยน รายว ชาพื้นฐาน การ ......ความค ดรวบยอดและเก ดความเข าใจท

5หนงสอเรยน รายวชาพนฐาน การงานอาชพและเทคโนโลย ป. 4

หลอดฟลออเรสเซนตชนดผอม

นานา นาร

นำทสญเสยไป– เปดนำขณะแปรงฟนสญเสยนำนาทละ15ลตร– นำซมนำรวนำหยดชาๆจากทอสญเสยนำสปดาหละ90ลตร– กดนำสวมแบบชกโครก1ครงสญเสยนำ9ลตร

2.2 การใชไฟฟาแบบประหยดพลงงาน

ไฟฟาเปนพลงงานทมราคาแพงจงควรใชอยางประหยดเพอชวยประหยดคาไฟฟาของครอบครว 1.การใชหลอดไฟฟาควรปฏบตดงน 1)ควรเลอกใชหลอดฟลออเรสเซนตชนดหลอดผอมแทนหลอดไสเพราะจะใหกำลงสองสวางมากกวาแตกนไฟนอยกวาหลอดไฟฟาทวไป5–10เปอรเซนตและเลอกหลอดไฟฟาทมกำลงวตตตำจะกนไฟนอยกวาหลอดไฟฟา ทมกำลงวตตสง 2)เลอกใชโคมไฟตงโตะในบรเวณทตองการแสงสวางเฉพาะแหงเชนโตะเขยนหนงสอ 3)ปดสวตชทหลอดไฟฟาทกดวงเมอไมตองการใชงาน 2.การใชโทรทศนควรปฏบตดงน 1)เลอกใชโทรทศนทมขนาดพอเหมาะกบพนทภายในบาน เพราะโทรทศนขนาดเลกจะกนไฟนอยกวาขนาดใหญ 2)ไมควรเปด–ปดโทรทศนบอย ๆ เพราะทำใหเปลองไฟ และ ถาเลกดควรปดโทรทศนพรอมกบถอดปลกออก 3)สมาชกในครอบครวควรเลอกดรายการโทรทศนรายการเดยวกน

Page 16: หนังสือเร ยน รายว ชาพื้นฐาน การ ......ความค ดรวบยอดและเก ดความเข าใจท

6 หนงสอเรยน รายวชาพนฐาน การงานอาชพและเทคโนโลย ป. 4

3.การใชพดลมควรปฏบตดงน 1)ควรใชพดลมตงพนแทนพดลมตดเพดาน ซงกนไฟมากกวาประมาณหนงเทา 2)เลอกขนาดพดลมใหเหมาะสมกบการใชงาน และปรบระดบความเรวลมพอสมควร 3)เมอเลกใชพดลมแลวควรปดและดงปลกออกเพราะถาเปดสวตชทงไวตลอดวนจะทำใหมอเตอรพดลมรอนอาจตดไฟได 4.การใชเตารดควรปฏบตดงน 1)รดผาครงละหลายๆ ชนและรดตดตอกนใหเสรจโดยเรว จะประหยดไฟฟา 2)เมอรดผาเสรจแลวควรปดสวตชและถอดปลกขณะทเตารดยงมความรอนอยอาจใชรดผาเนอบางเชนปลอกหมอนผาเชดหนา

ควรรดผาครงละหลาย ๆ ชนเพอประหยดไฟฟา

นานา นาร

การพรมนำผากอนรดควรพรมใหชนพอเหมาะ เพราะถาชนมากจะเปลองไฟและทำใหเตารดเสยเรว

2.3 การใชทรพยากรในการทำางานแบบประหยด

ทรพยากรในการทำงาน หมายถง สงตาง ๆ ทนำมาใชเพอชวยใหการทำงานสะดวก รวดเรว และชวยผอนแรงในการทำงาน ซงควรนำมาใชอยางเหมาะสมประหยดและคมคาโดยปฏบตดงน

Page 17: หนังสือเร ยน รายว ชาพื้นฐาน การ ......ความค ดรวบยอดและเก ดความเข าใจท

7หนงสอเรยนรายวชาพนฐานการงานอาชพและเทคโนโลยป.4

1.การใชวสดในการทำงานวสดทนำมาใชในการทำงานควรใชในปรมาณทพอเหมาะกบงานเชน 1)ควรใชกระดาษใหหมดทง2ดานและนำเศษกระดาษมาตดใหเทากนทำเปนสมดฉกหรอสมดบนทกเลกๆไวใชตอไป 2)การลางจานไมควรใชนำยาลางจานมากเกนไปเพราะจะทำใหเปลองนำยาลางจานและเปลองนำในการลางออก 3)ควรเทกาวออกจากขวดควรเททละนอยๆ ใสในจานเมอใชหมดแลวจงคอยเทออกมาใหมและเมอใชกาวเสรจแลวควรปดฝาขวดใหเรยบรอย

ควรใชนำ ยาลางจานครงละ 2–3 หยด ควรเทกาวใชทละนอย

2.การนำวสดเหลอใชมาทำประโยชนวสดเหลอใชจากการทำงานเชนเศษไมจากการทำกรอบรปไมเศษผาจากการตดเสอซงเราสามารถนำมาทำใหเกดประโยชนใชสอยไดอก เชน นำเศษไมมาทำพวงแขวนดอกไม นำเศษผามาทำถงมอจบของรอน

แหลงสบคนความร

1. กระทรวงพลงงานหองสมดการประปานครหลวงการไฟฟาสวนภมภาค2.โทรทศนคอมพวเตอรเวบไซดตางๆ เชนwww.mwa.co.th,www.pwa.co.th,

www.green.kmutt.ac.th/water.html3.ผปกครองครผสอนผรในชมชน

Page 18: หนังสือเร ยน รายว ชาพื้นฐาน การ ......ความค ดรวบยอดและเก ดความเข าใจท

8 หนงสอเรยนรายวชาพนฐานการงานอาชพและเทคโนโลยป.4

ของใชสวนตว คอ สงของเครองใชตาง ๆ ทเปนสมบตของเรา ซงเราจำเปนตองใชอยเปนประจำ เชน ชดนอน ผาเชดตว หมวก ถงเทา รองเทาเขมขด เมอนำไปใชแลวมกจะเกดความสกปรกจากฝนละออง คราบเหงอไคลหรอรอยเปอนจากสงอนเชนสโคลนเราจงควรดแลรกษาเพอใหของใชสวนตวแลดใหม เหมาะแกการนำมาใชประโยชน ซงจะชวยประหยดและยงเปนการสรางนสยรกความสะอาดอกดวย

3.1 วธการดแลรกษาเสอผา

เสอผาทสวมใสเปนประจำ เชน ชดอยบานชดนอน ชดนกเรยน มแนวทางปฏบตในการดแลรกษาดงน 1.ใชเสอผาอยางระมดระวง ในขณะทำกจกรรมตางๆเชน – ขณะทปรงอาหารควรสวมผากนเปอนผกคลมทบเสอผาเพอปองกนนำมนกระเดนหรออาหารหกรดเสอผา

กจกรรมเรยนร...สปฏบต

1. แบงกลมรวมกนคดหาวธการใชนำอยางประหยดและคมคาแลวบนทกผล2. แบงกลม รวมกนเขยนแผนทความคดการใชไฟฟาอยางประหยด แลวนำเสนอ

ผลงานหนาชนเรยน3. แบงกลมรวมกนอภปราบเกยวกบวธทำงานบานแบบประหยดแลวสรปผล

3. การดแลรกษาของใชสวนตว

ควรสวมผากนเปอนขณะปรงอาหาร

Page 19: หนังสือเร ยน รายว ชาพื้นฐาน การ ......ความค ดรวบยอดและเก ดความเข าใจท

9หนงสอเรยนรายวชาพนฐานการงานอาชพและเทคโนโลยป.4

ควรระมดระวงไมใหอาหารหกรดเสอผา

– ขณะทำความสะอาดบานเชนขดถพนหองหรอพรวนดนใสปยเกบเกยวผลไมซงอาจมยางหยดใสหรอเปอนดนควรนำเสอผาเกาๆมาสวมใสขณะทำงาน

– ขณะทยกอาหาร หรอนงรบประทานไอศกรมหรออาหารประเภททมนำเปนสวนผสมควรระวงในการตกอาหาร – เมอจะนงลงทใด ควรใชกระดาษหรอผาปดฝนบนทนงออกกอนไมควรยนหรอนงพงฝาผนง

2. ทำความสะอาดอยางสมำเสมอโดยนำออกผงแดด หรอซก สำหรบเครองแตงกายทซกไมไดเชนรองเทาหนง ควรปดฝนออก และขดใหเปนเงาอยเสมอ

นานา นาร

เสอผาเครองแตงกายทสะอาดจะชวยสงเสรมใหผสวมใสมความมนใจในตนเองและมบคลกภาพทด

3.ซอมแซมเสอผาทชำรด ถาพบเสอผาชำรด เชน ชายเสอหลดซปแตกควรรบบอกผใหญใหชวยเยบปะสอยเพอใหนำไปใชตอไปไดอก 4.จดเกบใหเรยบรอยเสอผาเครองแตงกายทซกแลวไมควรกองรวมไวควรแยกนำไปพบรดและจดเกบไวในตเสอผาใหเปนระเบยบเรยบรอย

3.2 วธการดแลรกษาเคร��องแตงกาย

เครองแตงกายทเราใชประจำเชนถงเทารองเทาเขมขดตองหมนดแลใหสะอาดอยเสมอโดยปฏบตดงน 1.ถงเทา หลงจากสวมใสแลวควรนำไปซกใหสะอาด และตากใหแหงทกครง แลวจดเกบโดยนำมาวางคกนตามยาว พบทบครงวางซอนกน หรอมวนเปนคใสในกลองหรอลนชก

Page 20: หนังสือเร ยน รายว ชาพื้นฐาน การ ......ความค ดรวบยอดและเก ดความเข าใจท

10 หนงสอเรยนรายวชาพนฐานการงานอาชพและเทคโนโลยป.4

2.รองเทารองเทาหนงเมอใชแลวควรทำความสะอาดโดยเคาะเศษดนทตดรองเทาออกใหหมด และใชแปรงปดฝนละอองบนรองเทา ถาเปอนโคลนควรใชผาชบนำเชดออก ทายาขดรองเทาใหทวแลวใชผาแหงหรอแปรงขดใหขนเงา

การทำ ความสะอาดรองเทาหนง

การตากรองเทาผาใบ

การจดเกบหมวก

สำหรบรองเทาผาใบควรทำความสะอาดดวยการซก โดยนำไปแชนำเปลาประมาณ10นาทแชนำผสมผงซกฟอก10–15นาทแลวใชแปรงถผาถจนหมดคราบสกปรก ลางออกดวยนำสะอาด2–3ครงบบใหสะเดดนำแลวนำไปตากโดยยกสวนหวรองเทาใหสง เพอใหนำไหลออก

หลงจากทำความสะอาดรองเทาแลวจงเกบเขาตหรอวางบนชนวางรองเทา โดยเรยงไวเปนคๆใหเรยบรอย 3.หมวกเมอใชแลวตองทำความสะอาด ถาเปนหมวกผาควรนำไปซกและตากใหแหง ถาเปนหมวกสานควรใชแปรงปดฝนออกแลวแขวนเกบหรอใสเกบไวในตเสอผา

4.เขมขดควรคอยๆ ถอดปลายเขมขดออกจากสายรดและหวเขมขดแลวแขวนเกบไวในตเสอผาหรอมวนใสกลองเกบไวในลนชกภายในต

Page 21: หนังสือเร ยน รายว ชาพื้นฐาน การ ......ความค ดรวบยอดและเก ดความเข าใจท

11หนงสอเรยน รายวชาพนฐาน การงานอาชพและเทคโนโลย ป. 4

3.3 วธการดแลรกษาของใชสวนตวทใชทกวน

ของใชสวนตวทใชทกวนเชนผาเชดตวควรดแลรกษาความสะอาดโดยปฏบตดงน 1.ผาเชดตวทกครงทใชผาเชดตวแลวตองผงแดดใหแหงและควรนำไปซกอยางนอยสปดาหละ1ครง 2.ผาเชดหนา ตองเปลยนทกวน ไมควรใชผาเชดหนาซำ เมอใชแลวควรนำไปซกใหสะอาด 3.หวเมอใชเสรจแลวควรเชดหวใหแหงและลางทำความสะอาดสปดาหละครงผงแดดใหแหงแลวใสกลองเกบไวทหนากระจกหรอโตะเครองแปง 4.แปรงสฟน หลงจากใชแปรงสฟนแปรงฟนแลว ควรลางใหสะอาดลวกดวยนำรอนซบขนแปรงใหแหง วางตงไวในกระบอกเกบ แปรงสฟน

นานา นาร

ควรเปลยนแปรงสฟนทก 2–3เดอน เพอความสะอาดและปลอดภยจากเชอโรค

กจกรรมเรยนร...สปฏบต

1. จบคกบเพอนสอบถามวธการดแลรกษาของใชสวนตวแลวเขยนบนทก2.แบงกลมรวมกนคดวธการดแลรกษาของใชสวนตวแลวเขยนแผนทความคด

4. การจดตเสอผา โตะเขยนหนงสอ และกระเปานกเรยน

การจดตเสอผา โตะเขยนหนงสอ และกระเปาเรยน ตามกระบวนการทำงานมขนตอนดงน

Page 22: หนังสือเร ยน รายว ชาพื้นฐาน การ ......ความค ดรวบยอดและเก ดความเข าใจท

ไมแขวนเสอทใสดนสอกลองหนงสอกระเปานกเรยนกลองดนสอ

เพอใหมความเปนระเบยบ

เพอใหหยบของใชไดสะดวก

การจดตเสอผา

การจดโตะเขยนหนงสอ

การจดกระเปานกเรยน

วตถประสงค

วสดอปกรณทใช

ศกษาวธการ

12 หนงสอเรยนรายวชาพนฐานการงานอาชพและเทคโนโลยป.4

1.การวางแผน เปนการกำหนดขอบเขตของการทำงานวา จะทำอะไรมวตถประสงคอะไรจะตองจดเตรยมวสดอปกรณอะไรบางและมขนตอนการทำงานอยางไรโดยเขยนเปนแผนทความคดดงน

การจดตเสอผาโต�ะเขยนหนงสอ

และกระเป‰านกเรยน

2.การปฏบตงานเปนการลงมอจดตเสอผาจดโตะเขยนหนงสอและจดกระเปานกเรยนตามแผนทวางไวดงตอไปน 1) การจดตเสอผามขนตอนการปฏบตดงน (1)แยกประเภทเสอผาไดแกเสอผาทตองรด และเสอผาทไมตองรด เชน ชดนอนผาเชดตว เสอใสอยบาน ชดชนใน แลวพบเสอผาทไมตองรดใหเรยบรอย สวนเสอผาทรดแลวควรใสไมแขวนแยกเปนพวกๆ เชนชดนกเรยนชดไปเทยว (2)นำเสอผาทพบแลววางเรยงซอนกนเปนพวกๆ (3)แยกเกบเสอผาเขาตเสอผาโดยวางเสอไวบนสดกางเกงกระโปรงวางถดลงมาชดชนใน การจดตเสอผา

Page 23: หนังสือเร ยน รายว ชาพื้นฐาน การ ......ความค ดรวบยอดและเก ดความเข าใจท

13หนงสอเรยนรายวชาพนฐานการงานอาชพและเทคโนโลยป.4

ผาเชดหนาใสลนชก เขมขดและถงเทาวางชนลางสด สำหรบเสอผาทรดและใสไมแขวนเสอไวนำมาแขวนบนราวผาภายในตเสอผาแลวปดตเสอผาใหมดชดเพอปองกนฝนละอองและแมลงเขาไปอาศยอย 2) การจดโตะเขยนหนงสอ โตะเขยนหนงสอโดยทวไปควรเปนโตะทมความสงประมาณ60–70เซนตเมตรการจดโตะเขยนหนงสอควรปฏบตดงน (1)ควรตงโตะไวในหองบรเวณทมแสงสวางสองเขาทางดานซายมอและควรมโคมไฟดวงเลกๆ ตงไวบนโตะเพอใหมแสงสวางเพยงพอทจะอานหรอเขยนหนงสอในเวลากลางคน (2)ควรจดเตรยมเครองเขยน เชน ดนสอ ยางลบ ปากกาวงเวยนสไวประจำโตะเขยนหนงสอโดยรวบรวมเครองเขยนใสไวในทใสดนสอวางบนโตะดานขวามอ แตถาโตะเขยนหนงสอเปนแบบมลนชก กควรนำเครองเขยนใสกลองดนสอแลววางเกบไวในลนชกเพอใหหยบใชไดสะดวก (3)การจดหนงสอบนโตะเขยนหนงสอควรจดวางเฉพาะหนงสอทใชเปนประจำเชนหนงสอเรยนกลมสาระการเรยนรตางๆ พจนานกรมและหนงสอความรรอบตวโดยวางหนงสอแนวตงเรยงตามขนาดใสในกลองหนงสอแยกกลองละวชาและหนสนปกออกดานนอกเพอใหหยบใชไดงายสำหรบสมดวางซอนกนไวบนโตะโดยจดสมดปกแขงไวดานลางสมดปกออนอยดานบน (4)ทำความสะอาดโตะเขยนหนงสอทกวนโดยใชไมกวาดขนไกปดฝนละอองบนโตะ เชดดวยผาแหงสะอาดเชด แลวจดหนงสอหรอสงของบนโตะใหเปนระเบยบเรยบรอย

การจดโตะเขยนหนงสอ

Page 24: หนังสือเร ยน รายว ชาพื้นฐาน การ ......ความค ดรวบยอดและเก ดความเข าใจท

14 หนงสอเรยนรายวชาพนฐานการงานอาชพและเทคโนโลยป.4

3) การจดกระเปานกเรยน ปฏบตดงน (1)แบงพนทในกระเปานกเรยนออกเปนสวนๆ สำหรบใสหนงสอสมดจดบนทก สมดการบาน และเครองเขยน เพอความเปนระเบยบและหยบใชไดสะดวก (2)ดตารางเรยนของแตละวนวาเรยนกลมสาระการเรยนรอะไรวชาใดและควรนำหนงสอเลมใดไปบาง (3)จดหนงสอเรยนสมดและสมดการบาน ใสในกระเปาใหครบสำหรบเครองเขยนควรเกบรวมกนไวในกลองดนสอหรอกระเปาใบเลก ๆ ทใชใสดนสอแลวนำไปใสในชองดานหนาหรอชองวางตรงกลางกระเปานกเรยน (4)ควรดแลรกษากระเปานกเรยนโดยเชดทำความสะอาดทกวนไมควรทงเศษกระดาษหรอของทไมจำเปนไวในกระเปานกเรยนเพราะจะทำใหกระเปาสกปรกและมกลนเหมน 3.การตรวจสอบผลงานหลงจากปฏบตงานเสรจแลวควรตรวจสอบดวาผลการจดเปนไปตามวตถประสงคหรอไม เสอผาในตจดแนนเกนไปหรอไมโตะเขยนหนงสอจดแลวมทวางพอทจะเขยนหนงสอไดสะดวกไหมจดหนงสอและสมดใสกระเปานกเรยนมากเกนไปหรอเปลา 4.การปรบปรงแกไขเมอตรวจพบขอบกพรองเชน – การจดตเสอผาพบวาเสอผาทพบวางเรยงซอนกนไวตงสงเกนไปกแกไขโดยนำเสอกระโปรงหรอกางเกงบางตวใสไมแขวนแขวนไวบนราวผาแทนการพบตงไว – การจดโตะเขยนหนงสอพบวาหนงสอทจดไวบนโตะมมากเกนไปกปรบปรงแกไขโดยคดเลอกเฉพาะหนงสอทจำเปนตองใชวางไว สวนเลมอนนำออกไปไวทชนหรอตหนงสอในบาน

การจดกระเปานกเรยน

Page 25: หนังสือเร ยน รายว ชาพื้นฐาน การ ......ความค ดรวบยอดและเก ดความเข าใจท

15หนงสอเรยนรายวชาพนฐานการงานอาชพและเทคโนโลยป.4

– การจดกระเปานกเรยนพบวากระเปาตงเกนไปปดเกอบไมไดและมนำหนกมาก ควรแกไขโดยแบงหนงสอหรอสงของบางอยางออกมาใสถงทมหหวเพอใหปดกระเปาไดสะดวก

กจกรรมเรยนร...สปฏบต

1. เลาประสบการณการจดตเสอผาโตะเขยนหนงสอและกระเปานกเรยน2. แบงกลมรวมกนสาธตวธการจดตเสอผาโตะเขยนหนงสอและกระเปานกเรยน

5. การตอนรบบดามารดาหร�อผปกครอง

การตอนรบบดามารดาหรอผปกครองจดเปนการบรการบคคลในครอบครวและเปนมารยาททดงามทเราควรปฏบตซงจะชวยฝกนสยใหเปนคนมสมมาคารวะมความออนนอมถอมตนและสรางวนยตอตนเอง การตอนรบบดามารดาหรอผปกครอง ควรปฏบตเปนประจำทกวนเมอทานกลบจากทำงานมาถงบาน หรอในโอกาสททานไดรบเชญจากทางโรงเรยนใหไปพบผอำนวยการโรงเรยนพบคณครประจำชนหรอไปรวมงานและกจกรรมตางๆทโรงเรยนจดขนซงเราควรปฏบตตนใหเหมาะสมดงตอไปน การตอนรบบดามารดาหรอผปกครองเมอทานกลบมาถงบานควรปฏบตดงน 1. เดนไปเปดประตรว ทกทายดวยการยกมอไหวพรอมกบกลาวคำวา“สวสดครบ” หรอ “สวสดคะ” ดวยใบหนายมแยม 2. ชวยถอสงของนำไปวางไวในบานแลวรบจดเตรยมนำเยนมาใหดม การทกทายดวยการไหว

Page 26: หนังสือเร ยน รายว ชาพื้นฐาน การ ......ความค ดรวบยอดและเก ดความเข าใจท

16 หนงสอเรยน รายวชาพนฐาน การงานอาชพและเทคโนโลย ป. 4

3. สนทนาเรองทเกยวของกบทานในระหวางททานไมอยเชนมโทรศพทจากญาตมคนมาหาพรอมกบเลาเหตการณทเราประสบใหทานฟงเพอใหทานไดรบทราบ 4.คอยอยใกลบดามารดาหรอผปกครองเพอทจะชวยเหลอ บรการ รบใชหรอชวยทานทำงานบางอยาง การตอนรบบดามารดาหรอผปกครองในโอกาสททานไดรบเชญจากทางโรงเรยนควรปฏบตดงน 1. เมอไปถงโรงเรยน ควรนำบดามารดาหรอผปกครองไปนงในหองประชมหรอสถานททโรงเรยนจดไวใหสำหรบบรการผปกครอง 2.ควรไปแจงใหคณครประจำชนทราบกอน แลวจงนำบดามารดาหรอ ผปกครองไปพบ 3.คอยบรการรบใชอยใกลๆบดามารดาหรอผปกครองและสนทนากบทานดวยถอยคำไพเราะและสภาพ

กจกรรมเรยนร...สปฏบต

แบงกลมรวมกนอภปรายเกยวกบวธการตอนรบบดามารดาบนทกผลแลวแสดงบทบาทสมมต

6. มารยาทในการรบประทานอาหาร

มารยาทในการรบประทานอาหารหมายถงการมกรยาวาจาทถอวาสภาพเรยบรอยในขณะรบประทานอาหารซงมวธปฏบตดงน 1.การนงรบประทานอาหาร บางครอบครวรบประทานอาหารแบบ นงโตะบางครอบครวรบประทานอาหารแบบนงพนการปฏบตตนตามมารยาทมความแตกตางกนบางเลกนอยกลาวคอ

Page 27: หนังสือเร ยน รายว ชาพื้นฐาน การ ......ความค ดรวบยอดและเก ดความเข าใจท

17หนงสอเรยนรายวชาพนฐานการงานอาชพและเทคโนโลยป.4

1) การรบประทานอาหารแบบนงโตะ ผทมาถงโตะอาหารกอนควรนงเกาอตวทอยดานในสดเพอใหผมาทหลงเขานงไดสะดวกนอกจากนการรบประทานอาหารแบบนงโตะ ไมควรนงเอามอเทาคางหรอวางขอศอกบนโตะอาหาร 2) การรบประทานอาหารแบบนงพน ผหญงควรนงพบเพยบผชายนงขดสมาธและไมควรนงชดหรอหางจากสำรบอาหารมากเกนไปเพราะจะทำใหตกอาหารไมสะดวก 2.ขณะรบประทานอาหารควรปฏบตดงน 1) การใชชอนและสอมใชมอขวาถอชอนและมอซายถอสอมใชนว3 นวจบชอนและสอม ขณะรบประทานอาหารควรระวงไมใหมเสยงกระทบระหวางชอนกบสอมและจานขาว 2) การใชชอนกลางควรใชชอนกลางตกกบขาวมาใสในจานขาวตนเองทกครงไมใชชอนกลางตกกบขาวเขาปาก 3) การตกอาหาร ควรตกพอดขอบชอน ไมตกพนชอนขนมา และขณะตกอาหารใสปากไมควรใหชอนกระทบกบฟน 4) การเคยวอาหาร ไมเคยวอาหารเสยงดง เวลาเคยวควรหบปากและเคยวอาหารใหละเอยดกอนกลน 5) การคายเศษอาหาร ควรหนหนาออกจากวงอาหารและใชมอปองปากไวกอนแลวจงคายเศษอาหารใสกระดาษเชดปากไมควรคายเศษอาหารลงในจานขาว

การรบประทานอาหารแบบนงโตะ

การใชชอนกลาง

Page 28: หนังสือเร ยน รายว ชาพื้นฐาน การ ......ความค ดรวบยอดและเก ดความเข าใจท

18 หนงสอเรยนรายวชาพนฐานการงานอาชพและเทคโนโลยป.4

6) การไอหรอจามขณะเคยวอาหาร ควรหนหนาออกจากวงอาหารแลวใชผาเชดหนากระดาษเชดปากหรอมอปองปากไวกอน 7) การมนำ ใจขณะรบประทานอาหารควรแสดงความเออเฟอผอนเชน เลอนจานกบขาวให ตกขาวให รนนำให และถาจะตองหยบหรอสงของผานหนาผอนควรกลาวคำขอโทษและกลาวคำขอบคณเมอรบของจากผอน 8) การดมนำ ควรดมนำแกวทวางทางขวามอของตน เมอดมแลววางแกวไวทางขวามอทกครง และไมใชแกวนำรวมกบผอน การจบแกวนำดมควรจบคอนมาทางกนแกวการดมนำไมควรดมใหเกดเสยงดง 3.เมอรบประทานอาหารอมแลวควรเขยเศษอาหารมารวมกนไวขางจานรวบชอนและสอมวางไวคกนขางจานขาวหรอตรงกลางจานขาว ในการรบประทานอาหารรวมกนหลายคนควรคะเนใหอมไลเลยหรอพรอมๆ กบผอนเพอจะไดลกออกจากทรบประทานอาหารพรอมๆ กนถามเหตจำเปนทจะตองลกไปกอนควรกลาวคำวาขอโทษผทนงอยดวย

เมอรบประทานอาหารอมแลว

แหลงสบคนความรนานา นาร

ขณะรบประทานอาหารควรพดคยกบผอน ทนงรวมโตะบาง แตไมควรพดคยขณะทมอาหารอยเตมปาก

1. หนงสอเรยนสาระการเรยนรพนฐานการงานอาชพและเทคโนโลยป.42.ผปกครองครผสอน

กจกรรมเรยนร...สปฏบต

แบงกลม ระดมสมอง วางแผนเพอสงเกตการรบประทานอาหารของนกเรยนในโรงอาหารมสงใดทควรปรบปรงแกไข สรปและบนทกผลการสงเกต สงตวแทนรายงานผลหนาชนเรยน

Page 29: หนังสือเร ยน รายว ชาพื้นฐาน การ ......ความค ดรวบยอดและเก ดความเข าใจท

19หนงสอเรยนรายวชาพนฐานการงานอาชพและเทคโนโลยป.4

หองเรยนและหองสวมเปนหองสำคญทตองใชรวมกบนกเรยนชนอน ๆ

ถาเราทำสกปรกเลอะเทอะจะเปนทรงเกยจของผอน ดงนนจงควรปฏบตตน

ใหถกตองตามมารยาทของสงคม

การใชหองเรยนใหเหมาะสมควรปฏบตดงน

1. เดนเขาหรอออกจากหองเรยน

ควรเดนเบา ๆ และเปดหรอปดประต

เบาๆ

2. เข านงเรยนในทประจำาของ

ตนเอง ไมควรลกออกจากทนงบอย ๆ

หรอเดนไปมาในหองเรยน ไมพดคย

เสยงดงเพราะเปนการรบกวนสมาธของ

ผอนและไมวงเลนหรอนำอาหารเขามารบประทานในหองเรยน

3. จดเตรยมอปกรณการเรยนทจำเปนใหพรอมแสดงนำใจตอเพอน ๆ

ในหองเรยนโดยใหเพอนยมอปกรณการเรยนหรอชวยอธบายใหเพอนฟงใน

เรองทเพอนไมเขาใจ

4. ไมควรลากโตะหรอเกาอเสยงดงถาตองการเคลอนยายควรยกไป

5.ปฏบตตนเปนผมมารยาทตงใจเรยนหากสงสยในเรองทกำลงเรยน

อยควรยกมอกอนถามคร

6. ชวยกนดแลรกษาสงของเครองใชและทำความสะอาดหองเรยนเปน

ประจำทกวนโดยการกวาดเชดถพนหองจดเกบสงของใหเปนระเบยบและ

ทงขยะหรอเศษกระดาษลงในถงขยะ

7. เมอหยบหนงสอหรอสงของทมอยในหองเรยนมาใชเสรจแลวควรนำ

กลบไปวางไวทเดม

7. การใชหองเรยนและหองสวม

การใชหองเรยนอยางเปนระเบยบ

Page 30: หนังสือเร ยน รายว ชาพื้นฐาน การ ......ความค ดรวบยอดและเก ดความเข าใจท

20 หนงสอเรยน รายวชาพนฐาน การงานอาชพและเทคโนโลย ป. 4

8. เกบเกาอใหเปนระเบยบทกครงหลงจากโรงเรยนเลกหรอออกจากหองเรยน นกเรยนควรสรางขอตกลงรวมกนในการปฏบตการใชหองเรยนและชวยกนตรวจตราวามผใดไมปฏบตตามขอตกลงนนหองสวมเปนหองทใชเปนทสำหรบขบถายปสสาวะและอจจาระ โดยทวไปในโรงเรยนมกจะจดแยกหองสวมไวเปนอาคารเฉพาะใหนกเรยนไดใชรวมกน การใชหองสวมใหเหมาะสมควรปฏบตดงน 1.ตรวจดอปกรณภายในหองนำ เชน สายยางฉดนำชำรดหรอไมม ขนนำและปรมาณนำเพยงพอทจะใชชำระลางหรอไมกอนทจะถายปสสาวะหรออจาระ ควรราดนำหรอกดชกโครกลงไปในโถสวมกอนเพอชำระลางเชอโรค ออกไป 2. ไมควรถายปสสาวะหรออจจาระออกนอกโถสวม ถาเปนสวมแบบชกโครกควรนงลงไปบนโถสวม ไมควรขนไปเหยยบบนโถสวมเพราะจะทำใหเปรอะเปอนและสกปรก 3.หลงจากถายปสสาวะหรออจจาระเสรจแลวควรใชสายยางฉดนำหรอใชขนนำตกนำชำระลางแลวราดนำหรอกดชกโครกลงไปในโถสวมและคอหานใหสะอาด 4. ควรทงกระดาษชำระทใชแลวและวสดอนๆเชนผาอนามยลงในถงขยะไมควรทงลงในโถสวมเพราะจะทำใหสวมตนราดนำไมลง 5. ไมควรขดเขยนบนฝาผนงหองสวม 6.กอนออกจากหองสวมควรตรวจดเครองแตงกายใหเรยบรอย 7.ควรลางมอใหสะอาดทกครงหลงออกจากหองสวม

นานา นาร

ฝกเขาหองนำและหองสวมใหเปนเวลา อยากลนอจจาระหรอปสสาวะไวนาน ๆ เพราะจะทำใหเปนโรคทองผกหรอกระเพาะปสสาวะอกเสบ

Page 31: หนังสือเร ยน รายว ชาพื้นฐาน การ ......ความค ดรวบยอดและเก ดความเข าใจท

21หนงสอเรยน รายวชาพนฐาน การงานอาชพและเทคโนโลย ป. 4

แหลงสบคนความร

เวบไซตตางๆ เชนwww.kalyanamitra.org,www.dekgeng.com,www.chaiwit.ac.th/bor/toilet.htm

กจกรรมเรยนร...สปฏบต

รวมกนอภปรายสรปมารยาทในการใชหองเรยนและหองสวมรวมกบผอน

Page 32: หนังสือเร ยน รายว ชาพื้นฐาน การ ......ความค ดรวบยอดและเก ดความเข าใจท

เรยนรเกยวกบ

แบงเปน

การใชน�าแบบประหยด

การใชไฟฟาแบบประหยดพลงงาน

การใชทรพยากรในการท�างานแบบประหยด

อนรกษทรพยากรและพลงงานประหยดคาใชจาย

ใชอยางระมดระวงหมนทำความสะอาดจดเกบใสกลอง/ต

การวางแผนการปฏบตงานการตรวจสอบผลงานการปรบปรงแกไข

รวธการทำงานตามขนตอนประหยดเวลาปองกนปญหาขณะปฏบตงานชวยใหทำงานไดสำเรจ

เพอ

มดงนมดงน ทำให

กระบวนการทำางาน

การดแลรกษาของใชสวนตว

การใชทรพยากรและพลงงาน

วธการดแลรกษาเสอผา

วธการดแลรกษาเครองแตงกาย

วธการดแลรกษาของใชสวนตวทใชทกวน

เกดความเปนระเบยบเรยบรอยมความรบผดชอบในการทำงาน

ทำให

การจดตเสอผา โตะเขยนหนงสอและกระเปานกเรยน

22 หนงสอเรยน รายวชาพนฐาน การงานอาชพและเทคโนโลย ป. 4

รจกใช รจกรกษา

ผงมโนทศนสรปเนอหา

ขนตอน ประโยชน

Page 33: หนังสือเร ยน รายว ชาพื้นฐาน การ ......ความค ดรวบยอดและเก ดความเข าใจท

ทานกลบมาถงบานทานไดรบเชญจากทางโรงเรยน

ไมพดเสยงดงตงใจเรยนชวยกนรกษาความสะอาด

ราดนำกอนและหลงการขบถายลางมอทกครงหลงออกจากหองสวม

เมอ

ทำไดโดยทำไดโดย

ฝกใหเราม

การตอนรบบดามารดาหรอผปกครอง

การใชหองเรยนและหองสวม

เรยนรเกยวกบ

สมมาคารวะความออนนอมถอมตน

วนยในตนเอง

ใชชอนกลางตกอาหารใชผา/กระดาษ/มอปองปากเวลาจามไมเคยวอาหาร/ดมนำเสยงดง

เชน

มารยาทในการรบประทานอาหาร

23หนงสอเรยน รายวชาพนฐาน การงานอาชพและเทคโนโลย ป. 4

หองเรยน หองสวม

รจกใช รจกรกษา (ตอ)

Page 34: หนังสือเร ยน รายว ชาพื้นฐาน การ ......ความค ดรวบยอดและเก ดความเข าใจท

24 หนงสอเรยนรายวชาพนฐานการงานอาชพและเทคโนโลยป.4

1.นกเรยนแบงกลม กลมละ 4–5 คน วางแผนการทำงานบานตามกระบวนการทำงานแลวนำเสนอผลงานหนาชนเรยน 2.นกเรยนแบงกลมกลมละ4–5คนทำแผนพบเพอเผยแพรขอมลเกยวกบการใชพลงงานและทรพยากรอยางประหยดและคมคา 3.นกเรยนสำรวจตนเองวามวธการดแลรกษาเสอผา เครองแตงกายและของใชสวนตวอยางไรแลวบนทกขอมล 4.นกเรยนสมภาษณเพอนเกยวกบการจดตเสอผา โตะเขยนหนงสอและกระเปานกเรยนแลวบนทกผล 5.นกเรยนรวมกนแสดงบทบาทสมมตเกยวกบการตอนรบบดามารดาหรอผปกครองแลวสรปผล 6.นกเรยนสงเกตการรบประทานอาหารของตนเองและเพอนภายในชนเรยนวามสงใดทควรปรบปรงแกไขบนทกผลแลวอภปรายหนาชนเรยน 7.นกเรยนแบงกลม กลมละ 4–5 คน แสดงความคดเหนเกยวกบมารยาททควรปฏบตในการใชหองเรยนและหองสวมแลวสรปผล

¡Ô¨¡ÃÃÁàʹÍá¹Ð

âคร§§าน

นกเรยนเลอกทำโครงงานจากหวขอทกำหนดให1 เรองหรออาจเลอกทำตามความสนใจโดยเลอกเรองทเกยวของกบเนอหาทเรยนแลวตงชอโครงงานพรอมทงวางแผนการทำโครงงานนำเสนอครเพอพจารณาอนมตกอนลงมอทำ เรองทกำหนดให 1.การทำเอกสารแผนพบวธดแลรกษาของใชสวนตว 2.สำรวจการใชไฟฟาแบบประหยดพลงงานของครอบครว 3. การศกษาคนควาเกยวกบมารยาทในการรบประทานอาหารในโอกาสตางๆ

Page 35: หนังสือเร ยน รายว ชาพื้นฐาน การ ......ความค ดรวบยอดและเก ดความเข าใจท

25หนงสอเรยน รายวชาพนฐาน การงานอาชพและเทคโนโลย ป. 4

คำ�ถามทบทวน

การประยกตใช

1. กระบวนการทำงานมกขนตอนอะไรบาง 2. การวางแผนทำงานมประโยชนตอนกเรยนอยางไร 3. การใชนำอยางประหยดมประโยชนอยางไร 4. ยกตวอยางวธการประหยดนำทนกเรยนปฏบตเปนประจำ 5. เมอเลกดโทรทศนแลวควรปฏบตอยางไร 6. นกเรยนจะมวธการใชเตารดอยางไรเพอประหยดพลงงานไฟฟา 7. นกเรยนมวธการใชกระดาษแบบประหยดอยางไร 8. ถาตองทำความสะอาดบานเราควรเลอกใสเสอผาแบบใด 9. บอกขนตอนการทำความสะอาดรองเทาผาใบมาพอเขาใจ 10. ผาเชดหนากบผาเชดตวมวธการทำความสะอาดแตกตางกนหรอไม อยางไร 11. นกเรยนมวธการจดกระเปานกเรยนใหเรยบรอยอยางไร 12. เมอบดามารดาหรอผปกครองกลบมาจากทำงานเราควรปฏบตอยางไร เปนอนดบแรก 13. ขณะรบประทานอาหารถาไอหรอจามควรปฏบตอยางไร 14. ขณะอยในหองเรยนนกเรยนควรปฏบตตวอยางไร 15. หลงออกจากหองสวมทกครงนกเรยนควรปฏบตอยางไร

1.นกเรยนมวธใดบางทจะบอกสมาชกในครอบครวใหชวยกนประหยดนำและประหยดไฟเพอลดรายจายของครอบครว 2.นกเรยนรวมกบเพอน ๆ ในหองเรยน ชวยกนสรางขอตกลงใน การปฏบตตนในการใชหองเรยน และกำหนดบทลงโทษสำหรบผฝาฝน แลว ชวยกนตรวจตราวามผใดปฏบตตามขอตกลงทสรางขนบาง