Click here to load reader

ทะลุมิติ หักเหลี่ยมจอมมาร 4 · โ ร ส พั บ ลิ ช ชิ่ ง ก รุ ง เ ท พ ม ห า น ค ร เฟิงหลิวซูไต

  • View
    0

  • Download
    0

Embed Size (px)

Text of ทะลุมิติ หักเหลี่ยมจอมมาร 4 · โ ร ส พั...

  • โ ร ส พั บ ลิ ช ชิ ่ ง ก รุ ง เ ท พ ม ห า น ค ร

    เฟิงหลิวซูไตเขียน

    MWแปล

    ทะลุมิติ หักเหลี่ยมจอมมาร  4

  • คํานําสํานักพิมพ์

    เรื่องดำเนินมาถึงเล่มสี ่ เรื่องราวของโจวอวิ่นเซิ่งกำลังเข้มข้น ในที่สุด

    เขาก็รู้ว่าโลกเสมือนจริงที่ถูกดึงเข้าไปเวียนว่ายตายเกิดครั้งแล้วครั้งเล่า

    เกิดจากฝีมือของใคร และพระเจ้าที่คอยตามรังควานเขาคือใคร นอกจากนี้

    ความจรงิทีไ่ดรู้เ้กีย่วกบัคนรกัยงัสง่ผลตอ่การตดัสนิใจของเดก็หนุม่ใหเ้ดนิหนา้

    ทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นจริง

    ขอเชิญร่วมติดตามและเป็นกำลังใจให้น้องเซิ่งของเราไปด้วยกันนะคะ

    พฤษภาคม 2562

  • Arc 12

    โลกบำเพ็ญเพียร (ต่อ)

  • 2

    บทที ่ 4ฆ่าคนชิงสมบัติ

    รากปราณธาตุสายฟ้า แตกต่างกับรากปราณห้าธาตุ เพราะมันเป็นรากปราณที่มีอานุภาพแข็งแกร่งสุด และแทบจะไม่มีวิธี

    ควบคุมได้เลย ดังนั้นเมื่อซ่งอวี่เฟยล่วงรู้ว่าฟางซิงไห่มีแค่รากปราณธาตุ

    หมอกซึ่งไร้ประโยชน์สิ้นดี จึงคลายความหวาดเกรงที่มีต่ออีกฝ่ายลงไปมาก

    ผู้บำเพ็ญเพียรที่มีรากปราณธาตุหมอกชำนาญด้านหลบซ่อนตัว

    เพราะเมื่อกลายร่างเป็นไอหมอกที่ไร้รูปร่าง คนอื่นย่อมทำอันตรายเขาไม่ได้

    แต่เขากลับสามารถผลุบโผล่ออกมาจู่โจมเล่นงานศัตรูได้โดยไม่มีใครล่วงรู้

    ซึ่งนี่คือข้อได้เปรียบที่สุดของฟางซิงไห่

    โม่อวี่กับโจวอี้หมิงอาจจะพลาดท่าตกหลุมพรางติดต่อกัน แต่

    พอถึงตาซ่งอวี่เฟย คนอย่างเขาไม่มีทางพลาดท่าหลงกลลูกไม้แบบนี้อย่าง

    แน่นอน

    “ฟางซิงไห่ ไม่ได้เจอกันเสียนาน เจ้ายังคงชอบทำตัวลับ ๆ ล่อ ๆ

    เหมือนเมื่อก่อนไม่มีผิด เจ้ามีนิสัยต่ำช้าขี้ขลาด รากปราณธาตุหมอกก็เป็น

    รากปราณที่เหมาะสมกับตัวเจ้าที่สุดแล้ว” เขายกสองมือขึ้นมาเกี่ยวดรรชนี

    เรียกสายฟ้าขนาดมหึมา

    อัสนีสีม่วงผ่าเปรี้ยงบนท้องฟ้า ก่อนจะแผ่กระจายจนครอบคลุม

    ทั่วบริเวณหมอกหนาทึบโดยอาศัยละอองน้ำเล็กละเอียดเป็นสื่อ สำหรับ

    ผู้บำเพ็ญเพียรทั่วไป การใช้วิชาโจมตีแบบกลุ่มอาจจะเป็นวิธีที่สิ้นเปลือง

  • เ ฟิ ง ห ลิ ว ซู ไ ต

    3

    พลังปราณอย่างมาก แต่สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรที่มีรากปราณธาตุสายฟ้า

    การโจมตีทุก ๆ ครั้งของพวกเขามักจะสร้างความเสียหายกินบริเวณกว้าง

    อยู่แล้ว แต่กลับผลาญพลังปราณเพียงน้อยนิด

    ในสถานที่ปกคลุมด้วยละอองน้ำก็เช่นเดียวกัน ซ่งอวี่เฟยค้นพบ

    มานานแล้วว่าน้ำเป็นสื่อนำสายฟ้าได้

    “ผู้บำเพ็ญเพียรที่มีรากปราณธาตุสายฟ้าร้ายกาจมากจริง ๆ!” บรรดา

    ศิษย์ที่มุงดูอยู่ด้านล่างของแท่นประลองเห็นหมอกโดนสายฟ้าล้อมไว้ก็อด

    ชื่นชมไม่ได้

    โจวอวิ่นเซิ่งที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางม่านหมอกรับรู้ได้ถึงอาการชาวูบ

    ตอนสายฟ้าแล่นทะลุผ่านร่าง ทว่าเขาเคยต้านรับกระทั่งทัณฑ์อัสนีเก้าเก้า

    แปดสิบเอ็ดสายมาแล้ว สายฟ้าที่มีอานุภาพแค่นี้ยังทำร้ายเขาไม่ได้ แต่ก็

    ทำให้ละอองน้ำระเหยหายไปไม่น้อย ไอหมอกของเขาจึงเบาบางลงมาก

    ร่างที่กลายเป็นหมอกของเขาเริ่มผลุบ ๆ โผล่ ๆ อยู่กลางอากาศ จึง

    จำเป็นต้องยกนิ้วขึ้นมาเรียกพลังปราณสร้างไอหมอกเพิ่มขึ้นอีก พลังปราณ

    ที่เขาเรียกมาใช้ไม่ใช่พลังปราณของตนเอง แต่เป็นพลังปราณในอากาศรอบ

    ตัว หรือก็คือพลังปราณของซ่งอวี่เฟยนั่นเอง

    นี่ก็คือไอหมอกที่เขาสร้างขึ้นมา มันทั้งน่ากลัวและยากระวังป้องกัน

    ที่สุด…มันสามารถแทรกซึมตามพลังปราณเข้าไปในร่างของผู้บำเพ็ญเพียร

    หลังจากไหลเวียนครบรอบวงจรของมันแล้วจะพาพลังปราณที่มีจำนวน

    มากกว่าออกมาด้วย แผ่กระจาย แทรกซึม ดูดกลืน แตกสลาย นี่เป็น

    คุณสมบัติเฉพาะตัวของหมอก และโจวอวิ่นเซิ่งก็ใส่สิ่งเหล่านี้เข้าไปหลอม

    รวมในวิชาของตนเอง ทำให้มันแสดงอานุภาพได้อย่างเต็มที่

    เมื่อซ่งอวี่เฟยเห็นไอหมอกเบาบางลงเพราะการโจมตีของสายฟ้าก็

    คลี่ยิ้มออกมา ก่อนจะเกี่ยวดรรชนีต่ออีกหลายท่า อัสนีสีม่วงสว่างแลบ

    แปลบปลาบไปทั่วบริเวณ ส่งเสียงครืนครั่นดังสนั่นชวนขนหัวลุก ถ้าหาก

    ฟางซิงไห่ซ่อนตัวอยู่ในกลุ่มหมอกเบาบาง เวลานี้คงกำลังทรมานมากแน่

    ซง่อวีเ่ฟยแคร่อใหอ้กีฝา่ยปรากฏตวัแลว้ตอ่ยกระแทกจนิตนัใหแ้หลกละเอยีด

    ก็พอ

  • ท ะ ลุ มิ ต ิ หั ก เ ห ลี่ ย ม จ อ ม ม า ร 4

    4

    ไท่ซ่างจ๋างเหล่าเคยกล่าวไว้ไม่ใช่หรือว่า เมื่ออยู่บนแท่นประลองจะ

    ไม่ถือสาเอาความเรื่องเป็นตาย ในเมื่อฟางซิงไห่ยังทำกับคนอื่นเช่นนั้นได้

    เขาก็ต้องใช้วิธีเดียวกันตอบโต้อีกฝ่ายได้เช่นกัน และถ้าหากไท่ซ่างจ๋างเหล่า

    ต้องการตามคิดบัญชีจากเขาให้ได้ อย่างมากเขาก็แค่ออกจากสำนักเซียน

    ไร้นิวรณ์เท่านั้น เพราะเดิมทีเขาก็ไม่ได้ผูกพันกับสำนักอย่างลึกซึ้งอยู่แล้ว

    ทว่าเวลาผ่านไปได้ไม่นานนัก เขาก็รับรู้ได้ถึงความผิดปกติอย่าง

    รวดเร็ว พลังปราณในจุดตันเถียนของเขาเริ่มไหลออกไปตามเส้นลมปราณ

    อย่างควบคุมไม่อยู่ จากนั้นมุดออกทางรูขุมขนแล้วสลายไปในอากาศ

    กลายเป็นหมอกขาวแทน ไอหมอกที่ก่อนนี้เริ่มระเหยหายไปเพราะสายฟ้า

    จึงกลับมาหนาทึบอีกครั้ง ถ้าขืนยังโจมตีต่อก็รังแต่จะสิ้นเปลืองพลังปราณ

    ของตนเองเปล่า ๆ

    เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้! ซ่งอวี่เฟยตกตะลึงพรึงเพริด รีบใช้จิตเพ่งมอง

    จุดตันเถียนในตัวทันที และค้นพบว่าผิวเปลือกนอกของจินตันถูกห่อหุ้ม

    ด้วยหมอกขาวตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ พวกมันส่งพลังปราณเข้าไปในจุด

    ตันเถียนก่อน แต่แล้วกลับพาพลังปราณที่มีจำนวนมากกว่ามุดออกจาก

    ร่างของเขา ราวกับว่ามีอะไรสักอย่างจากภายนอกคอยฉุดดึงพวกมันออกไป

    ฟางซิงไห่! ข้าประเมินเจ้าต่ำเกินไปแล้ว! ซ่งอวี่เฟยกัดฟันกรอด

    รีบโคจรลมปราณขจัดหมอกขาวที่ห่อหุ้มจินตันทันที แต่พอหมอกขาว

    เลือนหายไป ทันทีที่เขาเริ่มดูดซับพลังปราณจากภายนอกเข้ามาในร่าง มัน

    ก็ถูกห่อหุ้มด้วยหมอกขาวชั้นใหม่อย่างรวดเร็ว วนเวียนซ้ำซากเหมือนไม่มี

    ที่สิ้นสุด

    จวบจนตอนนี้ซ่งอวี่เฟยค่อยตระหนักว่าหลังจากฟางซิงไห่กลายร่าง

    เป็นหมอกก็เกาะติดอยู่กับพลังปราณ ขอเพียงเขายังจำเป็นต้องดูดซับ

    พลังปราณเข้ามาในร่าง อีกฝ่ายก็สามารถดึงพลังปราณออกจากจุดตันเถียน

    ของเขาได้อย่างต่อเนื่อง วิชาเช่นนี้ช่างแปลกประหลาดยิ่งนัก ทำให้ผู้คน

    ไม่ทันระวังป้องกันตัวและหลบเลี่ยงไม่ได้!

    ซ่งอวี่ เฟยยอมละวางความหยิ่งผยองก่อนหน้า จากนั้นดึงขวด

    หยินหยางสองพลังที่เก็บซ่อนไว้ในจี้หยกออกมา สิ่งนี้เป็นของวิเศษชั้นสูง

  • เ ฟิ ง ห ลิ ว ซู ไ ต

    5

    แม้จะเทียบกับของวิเศษต้นกำเนิด1 ไม่ได้ แต่ก็ด้อยกว่ากันนิดเดียวเท่านั้น

    มันสามารถดูดกลืนสรรพสิ่ง ขจัดสิ่งชั่วร้าย และดูดร่างของผู้บำเพ็ญเพียร

    ที่อยู่ระดับสูงกว่าเขาสองขั้นเข้ามาในขวดแล้วหลอมจนกลายเป็นพลังปราณ

    ได้

    ซ่งอวี่เฟยเคยอาศัยขวดหยินหยางสองพลังหลบหนีการตามไล่ฆ่า

    มานับครั้งไม่ถ้วน และหลอมผู้บำเพ็ญเพียรมามากมายโดยไม่มีใครล่วงรู้

    เวลานี้พวกนั้นกลายเป็นพลังปราณในจุดตันเถียนของเขาตั้งนานแล้ว ถ้า

    ไม่ใช่เพราะวิชาฝีมือของฟางซิงไห่แปลกประหลาดยากคาดเดาเกินไป เขา

    ไม่มีทางหยิบมันออกมาโดยเสี่ยงกับการถูกเปิดโปงเช่นนี้แน่

    ดีที่บนแท่นประลองปกคลุมด้วยม่านหมอกหนาทึบจึงช่วยอำพรางไป

    ได้บ้าง ขอเพียงเขารีบเก็บซ่อนของวิเศษก่อนม่านหมอกจะโดนดูดหายหมด

    ก็พอ ซ่งอวี่เฟยเปิดฝาขวด จากนั้นหันปากขวดที่ส่องแสงวูบวาบไปทาง

    ม่านหมอกหนารอบตัว ถ้าฟางซิงไห่โผล่ออกมาเมื่อไหร่ รับรองว่าหนีไม่รอด

    แน่นอน

    ได้ยินเสียงลมดัง ซูด อยู่ครู่หนึ่ง หมอกหนาทึบโดนดูดหายเข้าไป

    ในขวดจนหมด ก่อนเผยให้เห็นศิษย์ในสำนักที่ยืนหัวดำสลอนอยู่ด้านล่าง

    ของแท่นประลอง

    ซ่งอวี่เฟยฉวยโอกาสตอนม่านหมอกยังไม่ทันสลายหมดรีบเก็บขวด

    วิเศษเข้าไปในจี้หยกอย่างรวดเร็ว จากนั้นกวาดตามองรอบตัว แสร้ง

    เล่นละครตะโกนว่า “ฟางซิงไห่ เลิกซ่อนได้แล้ว ออกมาเดี๋ยวนี้นะ!” เขา

    ร้องตะโกนพลางเรียกสายฟ้าออกมาดังเปรี๊ยะ ๆ

    บรรดาศิษย์ที่อยู่ด้านล่างของแท่นประลองก็หันมองซ้ายมองขวา

    หาร่องรอยของฟางซิงไห่ตามไปด้วย

    ซ่งอวี่เฟยมั่นใจอยู่แล้ว แต่ยังแสร้งเล่นละครว่าหาฟางซิงไห่ไม่เจอ

    ท่านเซียนกางข่ายอาคมป้องกันทั้งด้านนอกและด้านในของจี้หยกเอาไว้แล้ว

    1 สุดยอดของวิเศษในตำนานตอนกำเนิดโลก มีทั้งหมดสามชิ้นด้วยกัน ได้แก่ ธงผานกู่

    ภาพไทเก๊ก ระฆังฮุ่นตุ้น

  • ท ะ ลุ มิ ต ิ หั ก เ ห ลี่ ย ม จ อ ม ม า ร 4

    6

    หากยืมคำท่านเซียนมาพูดก็คือ…นอกเสียจากว่าเซียนตี้เซียนจุนจะลงมาเอง

    มิฉะนั้นผู้คนบนโลกนี้ไม่มีทางค้นพบว่ามีอีกจักรวาลหนึ่งอยู่ในจี้หยก

    หลังจากการประลองสิ้นสุดลง เขาจะหลอมจินตันของฟางซิงไห่ ก่อนทำลาย

    สติปัญญาจนกลายเป็นคนสติไม่สมประกอบ จากนั้นมองหาสถานที่อันตราย

    สักแห่งแล้วปล่อยมันทิ้งไว้ที่นั่น

    กว่าไท่ซ่างจ๋างเหล่าจะตามหาฟางซิงไห่เจอ บางทีเจ้านั่นอาจจะกลาย

    เป็นซากกองกระดูกขาวโพลนไปแล้วก็ได้ ในเมื่อไม่มีหลักฐาน ไท่ซ่างจ๋าง-

    เหล่าย่อมทำอะไรเขาไม่ได้ แต่ถ้าอีกฝ่ายจะตามเอาเรื่องให้ได้ เขาก็แค่

    หาทางหลบเลี่ยงจากการค้นหาของไท่ซ่างจ๋างเหล่าโดยหนีไปซ่อนตัวในถ้ำ

    ลึกลับที่เคยค้นพบ เพราะที่นั่นมีพลังปราณหนาแน่นมาก ไม่ได้น้อยกว่า

    สำนักเซียนไร้นิวรณ์เลย จากนั้นรอให้พลังฝีมือของเขาพัฒนาขึ้นกว่านี้

    วันหน้าย่อมมีโอกาสหวนคืนสู่สำนัก

    ซง่อวีเ่ฟยคดิใครค่รวญแผนการอยูใ่นใจอยา่งรอบคอบ และตดัสนิใจ

    แน่วแน่ชนิดทุบหม้อจมเรือ2 แล้ว เพราะถ้าจะให้เขายอมทนคนต่ำช้าอย่าง

    ฟางซิงไห่ต่อไป เขาคงทำไม่ได้อีกแล้ว ต่อให้เขายอมแพ้ในการประลอง

    ครั้งนี้ วันหน้าฟางซิงไห่จะยอมละเว้นเขาแน่หรือ ไม่มีใครรู้จักนิสัยเจ้าคิด

    เจ้าแค้นของอีกฝ่ายได้ดีไปกว่าตัวเขาเองแล้ว

    แต่เขาหารู้ไม่ว่าจงอีสามารถมองทะลุเข้าไปในข่ายอาคมป้องกันของ

    สตรีในจี้หยกได้ตั้งนานแล้ว อีกทั้งยังใช้แก่นวิญญาณทำร้ายสตรีนางนั้น

    จนบาดเจ็บสาหัสอีกด้วย แต่นางมิกล้าปริปากบอกให้ซ่งอวี่เฟยล่วงรู้เพราะ

    เกรงว่าจะเสื่อมเสียถึงศักดิ์ศรีเสวียนเซียนของตนเอง ถ้าซ่งอวี่เฟยดูด

    ฟางซิงไห่เข้าไปในขวดหยินหยางสองพลังได้จริง จงอีมองแค่แวบเดียว

    ก็ดูออกแล้ว อีกทั้งจะเล่นงานคนทำจนวิญญาณแตกซ่านด้วย

    สตรีงามพิลาสในจี้หยกเห็นซ่งอวี่เฟยแสดงละครเช่นนั้นก็ล่วงรู้ได้

    ถึงความคิดของอีกฝ่ายทันที ขณะกำลังจะเอ่ยเตือนกลับเกิดเหตุการณ์

    2 กลยุทธ์ศึกที่เซี่ยงอวี่หรือฌ้อปาอ๋องเคยใช้ในสมัยปลายราชวงศ์ฉิน ต่อมากลายเป็น

    สุภาษิตของจีน หมายถึง การเดินหน้าสู้ตายอย่างไม่ยอมล่าถอยเด็ดขาด

  • เ ฟิ ง ห ลิ ว ซู ไ ต

    7

    เปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน

    ทันใดนั้นเอง หยดน้ำเล็กละเอียดที่เกาะติดอยู่บนเสื้อคลุมนักพรต

    ของซ่งอวี่เฟยก็แปรเปลี่ยนเป็นม่านหมอกหนาทึบห้อมล้อมตัวเขาไว้อีกครั้ง

    ละอองหมอกสีเทาอ่อนมุดลอดเข้าไปในร่างของซ่งอวี่เฟยผ่านทางรูจมูก

    เมื่อไปบรรจบกับเส้นพลังปราณในร่างก็ไหลเวียนตามเข้าไปในจุดตันเถียน

    แล้วซ่อนตัวอยู่ในนั้นอย่างสงบ

    พริบตาเดียว แท่นประลองก็กลับมาปกคลุมด้วยม่านหมอกหนาอีก

    ครั้ง บรรดาศิษย์ที่ยืนมุงดูอยู่ด้านล่างของแท่นประลองต่างงุนงงตามไม่ทัน

    “สนุกหรือไม่” จู่ ๆ โจวอวิ่นเซิ่งก็โผล่ออกมาพูดอยู่ข้างใบหูด้านซ้าย

    ของซ่งอวี่เฟยราวกับภูตผีปีศาจ

    หมัดที่อัดแน่นด้วยสายฟ้าของซ่งอวี่เฟยต่อยจู่โจมใส่ทันที ทว่าแค่

    กระทบกับกลุ่มหมอกเท่านั้น

    “เจ้ามีของวิเศษเยอะไม่เบานี่นา” คราวนี้โจวอวิ่นเซิ่งโผล่ออกมา

    หัวเราะหน้าระรื่นอยู่ข้างใบหูด้านขวา

    ซ่งอวี่เฟยทำหน้าเคร่งเครียด ทราบดีว่าอีกฝ่ายคงจะสนใจของวิเศษ

    ของเขาเข้าแล้ว การฆ่าคนชิงสมบัติเป็นเรื่องที่พบเห็นได้ทั่วไปในแดน

    บำเพ็ญเพียร ทันทีที่ฟางซิงไห่เล็งเอาไว้ เขาคงเหลือแค่หนทางตายสถาน

    เดียวแล้ว ใครใช้ให้อีกฝ่ายมีอาจารย์ที่มีพลังฝีมือสูงส่งและแข็งแกร่ง

    มากล่ะ

    ในเมื่อเป็นเช่นนี้ วันนี้เขาคงต้องสังหารฟางซิงไห่ให้ได้แล้ว การ

    ต่อสู้กันบนแท่นประลองนั้นจะไม่ถือสาเอาความเรื่องความเป็นตาย นี่เป็น

    กฎบัญญัติของสำนัก ไท่ซ่างจ๋างเหล่าย่อมไม่มีทางลงมือกับเขาอย่างเปิดเผย

    แน่ ดังนั้นเขายังพอมีเวลาวางแผนหลบหนีได้

    ดวงตาของซ่งอวี่เฟยฉายแววอำมหิต รีบดึงพลังปราณออกมาจาก

    จุดตันเถียนจนหมด ก่อนใช้กระบวนท่าสายฟ้าพุ่งทะยานเมฆาม้วนตลบ

    ซึ่งมีอานุภาพรุนแรงที่สุดออกไปอย่างฉับพลัน จู่ ๆ ท้องฟ้าสีครามสดใส

    เหนือม่านหมอกพลันปกคลุมด้วยกลุ่มเมฆดำทะมึน อีกทั้งมีเสียงฟ้าร้อง

    ครืนครั่นดังกึกก้องจากไกลเข้ามาใกล้ หากมองเผิน ๆ แล้วอาจหลงคิดว่า

  • ท ะ ลุ มิ ต ิ หั ก เ ห ลี่ ย ม จ อ ม ม า ร 4

    8

    ผู้บำเพ็ญเพียรสักคนกำลังจะผ่านด่านเคราะห์ได้

    บรรดาลูกศิษย์ลูกหาที่ยืนมุงดูอยู่ด้านล่างของแท่นประลองรีบถอย

    กรูดออกห่างจากรัศมีปกคลุมของกลุ่มเมฆดำครึ้มทันที เพื่อไม่ให้พลอย

    โดนลกูหลงไปดว้ย พรอ้มกบัทอดถอนใจวา่พวกผูบ้ำเพญ็เพยีรทีม่รีากปราณ

    ธาตุสายฟ้ามีพลังแข็งแกร่งที่สุดแล้วจริง ๆ

    โจวอวิ่นเซิ่งที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางม่านหมอกลอบหัวเราะออกมาเบา ๆ

    กระทั่งทัณฑ์อัสนีเก้าเก้าแปดสิบเอ็ดสายเขายังมิเกรงกลัว มีหรือจะเห็น

    สายฟ้าเล็ก ๆ แค่นี้อยู่ในสายตา

    ซ่งอวี่ เฟยเกี่ยวดรรชนีเปลี่ยนมุทราหลายท่าเพื่อสร้างข่ายอาคม

    ป้องกันรอบแท่นประลองชั้นแล้วชั้นเล่า ทางหนึ่งเพื่อป้องกันไม่ให้ฟางซิงไห่

    หลบหนีไปได้ อีกทางหนึ่งก็เพื่อเพิ่มอานุภาพของสายฟ้าให้รุนแรงยิ่งขึ้น

    แค่ชั่วอึดใจเดียว เขาก็สร้างข่ายอาคมป้องกันได้ถึงเก้าชั้นด้วยกัน ในเวลา

    เดียวกันนั้นสายฟ้าขนาดมหึมาก็ผ่าเปรี้ยงจากท้องฟ้าลงมายังแท่นประลอง

    ละอองหมอกระเบิดดัง เปรี๊ยะ ๆ แล้วกลายเป็นกลุ่มควันหมอก

    สีม่วง อานุภาพของมันรุนแรงมากจนแทบถล่มฟ้าทลายดินได้ ซ่งอวี่เฟย

    ยืนตระหง่านอยู่กลางข่ายอาคม พร้อมทั้งเกี่ยวดรรชนีเปลี่ยนมุทราไม่หยุด

    เพื่อให้สถานที่แห่งนี้กลายเป็นเขตแดนสายฟ้าทั้งหมด และสาบานกับตัวเอง

    ว่าจะผ่าฟางซิงไห่ไม่ให้เหลือแม้แต่เศษซาก

    “เจ้ามีความสามารถแค่นี้เองหรือ” โจวอวิ่นเซิ่งควบแน่นหมอกจน

    กลับคืนสู่ร่างกายมนุษย์แล้วแค่นหัวเราะถาม

    ซ่งอวี่เฟยกระดิกปลายนิ้วขึ้นเล็กน้อย เรียกสายฟ้าผ่าใส่อีกฝ่าย

    อีกหลายสาย

    “ข้าก็ใช้ค่ายกลสายฟ้าได้เช่นกัน เจ้าลองลิ้มรสชาติดูเองเถอะ”

    โจวอวิ่นเซิ่งเดี๋ยวก็กลายเป็นกลุ่มหมอกเดี๋ยวก็กลับคืนสู่ร่างคนจริง เงา

    ร่างนั้นวิ่งผลุบโผล่วอบแวบอยู่ระหว่างกลุ่มสายฟ้าอย่างคล่องแคล่วปราด

    เปรียว พร้อมทั้งปลดปล่อยทัณฑ์อัสนีเก้าเก้าแปดสิบเอ็ดสายที่โดนหลุมดำ

    ดูดเข้ามาเก็บกักไว้ก่อนหน้านี้ออกไป

    เสียงคำรามดังสนั่นหวั่นไหวชวนให้ขนลุกดังขึ้นกลางอากาศ สายฟ้า

  • เ ฟิ ง ห ลิ ว ซู ไ ต

    9

    ที่ เปล่งแสงสว่างเจิดจ้าและน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าสายฟ้าของซ่งอวี่ เฟย

    แผ่กระจายไปทั่วบริเวณที่ปกคลุมด้วยม่านหมอกขาวหนาทึบ ก่อนจู่โจม

    ใส่ซ่งอวี่เฟยทันที

    ฟางซิงไห่มีรากปราณธาตุหมอกชัด ๆ เหตุใดจึงควบคุมสายฟ้าได้

    ซ่งอวี่เฟยตกตะลึงจนทำให้จังหวะก้าวเดินสับสนจึงโดนสายฟ้าผ่าใส่เต็ม ๆ

    ตามหลักแล้วผู้บำเพ็ญเพียรที่มีรากปราณธาตุสายฟ้ามิต้องกลัวเกรงสายฟ้า

    ทว่าสายฟ้าที่เกิดจากทัณฑ์อัสนีเก้าเก้าแปดสิบเอ็ดสายก็ไม่ใช่ธรรมดา อย่า

    ว่าแต่ตัวเขาที่จัดอยู่ในระดับหลอมโอสถขั้นปลายเลย กระทั่งซ่านเซียนเอง

    หากเจอทัณฑ์อัสนีฟาดใส่ก็แทบต้านทานไม่ไหวเช่นกัน

    ร่างกายไหม้ดำเกรียม เส้นลมปราณขาดสะบั้น จินตันเริ่มมีรอย

    ปริร้าวหลังจากผ่านการกระแทกซ้ำหลายครั้ง ถ้าหากยังฝืนสู้ต่อไป เกรงว่า

    อาจต้องสิ้นใจตายลงตรงนี้ ซ่งอวี่เฟยคิดจะดิ้นรนหลบหนี แต่กลับถูก

    กระแสสายฟ้าที่มีลักษณะคล้ายมังกรพันรัดไว้แน่นจนขยับตัวไม่ได ้ เวลานี้

    จึงเหลือแค่เพียงความสิ้นหวังเท่านั้น

    “ท่านเซียน ช่วยข้าด้วย!” ในที่สุดเขาก็ยอมละทิ้งศักดิ์ศรี ร้องขอ

    ความช่วยเหลือจากสตรีงามพิลาสในจี้หยก

    นางยังเฝ้ารอให้ซ่งอวี่เฟยบรรลุเป็นเซียนแล้วพานางกลับไปที่แดน

    เซยีนดว้ย ดงันัน้ไมม่ทีางยนืมองอกีฝา่ยตายไปเฉย ๆ แน ่ นางโคจรลมปราณ

    ตัดสายฟ้าแล้วกระชากตัวซ่งอวี่เฟยลงจากแท่นประลอง

    “ข้าขอยอมแพ้!” ก่อนซ่งอวี่เฟยจะร่วงถึงพื้นก็รีบตะโกนบอกเสียง

    ดัง

    ผู้ชมที่มุงดูอยู่รอบ ๆ มองเห็นแค่สายฟ้าแลบแปลบปลาบอยู่ในกลุ่ม

    หมอก อกีทัง้แตล่ะครัง้ทีผ่า่ลงมากท็วคีวามรนุแรงมากขึน้เรือ่ย ๆ โดยเฉพาะ

    สายฟ้าไม่กี่สายสุดท้ายทำเอาตัวสำนักที่มีข่ายอาคมป้องกันปกคลุมสั่น

    สะเทือนเลื่อนลั่นไปหมด อีกทั้งยังผ่าพื้นดินแยกกว้างเป็นทางยาวหลายแห่ง

    ทุกคนต่างคิดว่าเป็นวิชาอาคมของซ่งอวี่เฟยซึ่งมีรากปราณธาตุสายฟ้า ในใจ

    จึงลอบรู้สึกนับถือและหวาดเกรงไม่น้อย

    “ศิษย์พี่ซ่งสมกับเป็นศิษย์ที่มีความสามารถโดดเด่นที่สุดในรุ่นนี้!”

  • ท ะ ลุ มิ ต ิ หั ก เ ห ลี่ ย ม จ อ ม ม า ร 4

    10

    “นี่มันวิชาอะไรกัน อานุภาพร้ายแรงยิ่งนัก! เกรงว่ากระทั่งยอดฝีมือ

    ระดับกำเนิดปราณยังต้านรับไม่ไหว!”

    “ผู้บำเพ็ญเพียรที่มีรากปราณธาตุสายฟ้าเป็นสิ่งมีชีวิตที่ขัดต่อฟ้าดิน

    จริง ๆ! คราวนี้อาจารย์อาคงประสบเคราะห์ร้ายเสียมากกว่าดีแล้ว!”

    ทุกคนต่างซุบซิบนินทาและวิพากษ์วิจารณ์กันยกใหญ่

    ผู้นำยอดเขาแรกอัสนีจ้องมองสายฟ้าไม่กี่สายสุดท้ายบนแท่นประลอง

    แล้วทำหน้าครุ่นคิด วิชาระดับนี้อย่าว่าแต่ซ่งอวี่เฟยเลย กระทั่งตัวเขาที่จัด

    อยู่ในระดับสู่ผ่านด่านเคราะห์ขั้นปลายยังทำไม่ได้

    บรรดาจ๋างเหล่ากับผู้นำยอดเขาคนอื่น ๆ เหลือบมองจงอีเป็นระยะ

    เพราะเกรงว่าอีกฝ่ายจะระเบิดโทสะออกมาด้วยเหตุนี้

    นักพรตชื่อเซียวจ้องมองแท่นประลองด้วยสีหน้าไม่บ่งบอกความรู้สึก

    แต่ในใจลอบยินดีเป็นอันมาก ถ้าซ่งอวี่เฟยฆ่าฟางซิงไห่ได้จริง เขาก็ยินดี

    ลุกขึ้นขัดขวางไท่ซ่างจ๋างเหล่าเพื่อปกป้องชีวิตของอีกฝ่ายเอาไว้ เพราะ

    การต่อสู้บนแท่นประลองล้วนไม่ถือสาเอาความเรื่องความเป็นตาย นี่เป็น

    กฎบัญญัติของสำนัก ดังนั้นไม่ว่าใครก็คัดง้างไม่ได้

    ทว่าพริบตาต่อมา แววตาของเขาก็ต้องเปลี่ยนเป็นตกตะลึงแทน

    เมื่อเห็นร่างดำเกรียมของซ่งอวี่เฟยลอยพุ่งออกมาจากม่านหมอกแล้วหล่น

    กระแทกกับพื้นเสียงดัง พร้อมแหกปากตะโกนว่า “ข้าขอยอมแพ้”

    บรรดาศิษย์ที่มือไวตาไวรีบวิ่งปราดเข้าไปช่วยประคองทันที พอเห็น

    ชัดถนัดตาว่าซ่งอวี่เฟยมีสภาพอเนจอนาถมากเพียงใดก็ตกตะลึงกันหมด

    นี่มันเกิดอะไรขึ้น ศิษย์พี่ซ่งมีรากปราณธาตุสายฟ้าไม่ใช่หรือ เหตุใดจึงโดน

    สายฟ้าที่ตัวเองเรียกมาผ่าเอาจนมีสภาพน่าสมเพชเช่นนี้ล่ะ

    โจวอวิ่นเซิ่งดูดสายฟ้ากับหมอกกลับเข้าไปในจุดตันเถียนตามเดิม

    จากนั้นเดินไปตรงขอบแท่นประลองแล้วเหลือบมองลงไปที่ซ่งอวี่ เฟย

    พร้อมทั้งทำมือเหมือนกำลังควักจินตันออกมา ซ่งอวี่เฟยกระอักเลือดสด ๆ

    ออกมาหลายคำ ก่อนจะตะเกียกตะกายตรงเข้าไปหานักพรตไท่ผิง ในใจ

    อัดแน่นด้วยความไม่ยินยอมพร้อมใจรับความพ่ายแพ้

    ถึงอย่างไรซ่งอวี่เฟยก็เป็นศิษย์ของตนเอง นักพรตไท่ผิงไหนเลยจะ

  • เ ฟิ ง ห ลิ ว ซู ไ ต

    11

    ทนดูอีกฝ่ายตกอยู่ในสภาพน่าอดสูอยู่เฉย ๆ ดังนั้นจึงยัดโอสถฟื้นฟูใส่ปาก

    ซ่งอวี่เฟยเม็ดหนึ่ง ก่อนหันไปประสานมือคารวะจงอี “ไท่ซ่างจ๋างเหล่า

    ศิษย์ของข้าขอยอมแพ้แล้ว การประลองรอบนี้จบลงเท่านี้ได้หรือไม่”

    จงอีลุกขึ้นเดินตรงเข้าไปหาลูกศิษย์ตัวน้อยของตนเอง ก่อนเอ่ย

    เหมือนไม่ใส่ใจว่า “ได้”

    ทั้งสองคนขี่รังสีกระบี่สีดำเหาะกลับยอดเขาผลาญวิเวก ทิ้งพวก

    ลูกศิษย์ที่มัวแต่มองหน้ากันเลิ่กลั่กด้วยความงุนงงไว้เบื้องหลัง

    แค่นี้ก็จบแล้วหรือ กระทั่งรางวัลจากการประลองก็ไม่เอา? ฟางซิงไห ่

    มาเพื่อแก้แค้นจริง ๆ สินะ เขาเข้าประลองสามรอบ แต่ไม่มีใครมองเห็นวิชา

    ฝีมือที่แท้จริงของเขาเลยแม้แต่กระบวนท่าเดียว พลังฝีมือช่างลึกล้ำเกิน

    คาดหยั่งจริง ๆ!

    “กลับกันเถอะ” นักพรตไท่ผิงประคองซ่งอวี่เฟยขึ้นมา สายฟ้าสว่าง

    วาบขึ้นใต้ฝ่าเท้า ก่อนจะหายวับไปจากตรงนั้น

    นักพรตชื่อเซียวโบกมือไล่ทุกคนให้แยกย้ายกันไป จากนั้นหันไป

    มองยอดเขาผลาญวิเวกที่ตั้งตระหง่านอยู่ไกลออกไปด้วยสายตาเย็นชา

    เป็นเวลานาน ก่อนจะสาวเท้าเดินผละไปในท้ายที่สุด

    โม่อวี่นอนอยู่บนเตียง เนื่องจากนางโดนถอดกระดูกออกไป ดังนั้น

    นอกจากลูกตาแล้วก็ไม่มีส่วนไหนขยับเคลื่อนไหวได้เลยแม้แต่ส่วนเดียว

    ตรงช่วงท้องยิ่งเจ็บปวดทรมานเกินทานทน

    “สอบถามมาแล้วหรือยัง ศิษย์พี่ซ่งสังหารฟางซิงไห่ได้หรือไม่” เมื่อ

    เห็นเด็กรับใช้ผลักประตูเข้ามา นางก็รีบซักถามด้วยน้ำเสียงดุ ๆ

    “ศิษย์พี่ซ่งแพ้แล้ว” เด็กรับใช้คุกเข่าลงข้างเตียงพร้อมเอ่ยตอบเบา ๆ

    โม่อวี่เบิกตากว้างแทบฉีก แผดเสียงร้องโวยวายเหมือนคลุ้มคลั่ง

    “เจ้าจะแหกปากอันใดอีก ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้าทำเรื่องโง่เขลาลงไป วันนี ้

    มีหรือจะตกอยู่ในสภาพเช่นนี ้ ไหนเจ้าบอกข้ามาซิว่าคนที่มีรากปราณขั้นหนึ่ง

    อย่างเจ้าไปแย่งหญ้าบำรุงฟ้าของคนอื่นเขาเพื่ออะไรกัน” นักพรตชื่อเซียว

    เดินเข้ามาถึงข้างเตียงแล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา

  • ท ะ ลุ มิ ต ิ หั ก เ ห ลี่ ย ม จ อ ม ม า ร 4

    12

    โม่อวี่ลอบนึกเสียใจภายหลังจนอยากจะหมุนเวลาย้อนกลับไปใหม่

    อีกครั้ง รับรองว่าคราวนี้นางไม่มีทางยอมไปหาหญ้าบำรุงฟ้าตามคำยุยงของ

    ซ่งอวี่เฟยเด็ดขาด

    “ท่านพ่อ ท่านมีวิธีช่วยข้าฟื้นฟูรากปราณกับจินตันใช่หรือไม่ ท่าน

    เป็นถึงเจ้าสำนักเซียนไร้นิวรณ์เชียวนะ” นางถามอย่างมีความหวังเต็มเปี่ยม

    “เจ้าคิดว่าข้าเป็นไท่ซ่างจ๋างเหล่าหรืออย่างไร คิดจะฟื้นฟูรากปราณ

    กับจินตัน ในโลกนี้มีเพียงโอสถช่วงชิงชะตาฟ้าเท่านั้นที่ทำได้ ที่สำคัญ

    สมุนไพรกับตัวยาวิเศษที่ใช้หลอมโอสถช่วงชิงชะตาฟ้าล้วนล้ำค่ามาก

    กระทั่งชื่อข้ายังไม่เคยได้ยินมาก่อนด้วยซ้ำ อย่าว่าแต่ช่วยเจ้ารวบรวมเลย

    ต่อให้รวบรวมจนครบได้จริง แต่จะไปหาไภษัชยคุรุระดับฮุ่นตุ้นที่ไหนมา

    ช่วยหลอมยาให้ เจ้าอย่าหลงคิดว่าท่านพ่อของเจ้าเก่งกาจสามารถรอบด้าน

    เวลานี้พ่อทำได้เพียงทำให้กระดูกในตัวเจ้างอกขึ้นใหม่เท่านั้น หากคิด

    จะบำเพ็ญเพียรต่อ เกรงว่าคงเป็นไปไม่ได้แล้ว” นักพรตชื่อเซียวเอ่ย

    ด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่ดวงตากลับแดงเรื่อขึ้นมาเล็กน้อย อย่างไรเสีย

    นางก็เป็นทายาทเพียงคนเดียวที่คู่รักบำเพ็ญเพียร3 ของเขายอมสละพลัง

    บำเพ็ญเพียรกับชีวิตของตนเองคลอดออกมา เขามีหรือจะไม่รู้สึกปวดใจ

    กับเรื่องนี้

    “ไม่นะ! ข้าไม่ยอมเป็นมนุษย์ธรรมดาเด็ดขาด! ท่านพ่อ ท่านทน

    ดูข้าแก่ตายและถูกฝังดินกลบหน้าได้หรือ” โม่อวี่ร้องห่มร้องไห้ออกมา

    ด้วยความสิ้นหวัง “ท่านพ่อ ท่านช่วยไปขอร้องไท่ซ่างจ๋างเหล่าให้ข้าที

    ขอร้องเขาให้ช่วยหลอมโอสถช่วงชิงชะตาฟ้าให้ข้าสักเม็ด! ข้ายินดีขอขมา

    ฟางซิงไห่ จะให้โขกศีรษะให้เขาก็ย่อมได้! วันหน้าถ้าข้าเจอเขาจะเดินอ้อม

    หลบทาง ไม่กล้าล่วงเกินเขาอีกแล้ว!”

    ภาพตอนคนผู้นั้นถอดกระดูก บดขยี้ตันเถียน และระเบิดจินตัน

    ของนางยังเหมือนฝันร้ายฉายวนเวียนอยู่ในหัว นางหวาดกลัวแล้วจริง ๆ

    ถ้ารู้แต่แรกว่าฟางซิงไห่เป็นคนโหดเหี้ยมเลือดเย็นขนาดนี้ ต่อให้ตีนาง

    3 หมายถึง สหายธรรมหรือคู่รักที่บำเพ็ญเพียรหรือฝึกวิชามาด้วยกัน

  • เ ฟิ ง ห ลิ ว ซู ไ ต

    13

    จนตายก็ไม่กล้าไปล่วงเกินอีกฝ่ายแล้ว

    “เจ้าคิดว่าโอสถช่วงชิงชะตาฟ้าหลอมง่ายดายขนาดนั้นเลยหรือ แค่

    บอกยกให้เจ้าก็ยกให้ได้เลย?” นักพรตชื่อเซียวสะบัดแขนเสื้อเดินออกไป

    หลังจากคิดใคร่ครวญอยู่หลายชั่วยาม สุดท้ายก็ยอมวางศักดิ์ศรีลงแล้ว

    มุ่งหน้าไปขอขมาโทษที่ยอดเขาผลาญวิเวก แต่พอไปถึงตีนเขากลับได้ยิน

    หุ่นเด็กรับใช้บอกว่าไท่ซ่างจ๋างเหล่ากับฟางซิงไห่เข้าฌานแล้ว เกรงว่าหลาย

    สิบปีนี้คงยังไม่ออกมา

    นักพรตชื่อเซียวอับจนปัญญา ทำได้เพียงป้อนโอสถงอกกระดูกให้

    บุตรีกินเพื่อให้กระดูกธรรมดางอกออกมาก่อน ต่อมายังผลาญเงินก้อนใหญ่

    ไปกับการซื้อโอสถอายุยืนกับโอสถบำรุงผิวพรรณอย่างละเม็ด เพื่อให้นาง

    มีอายุยืนยาวสองร้อยปีและรักษาความอ่อนเยาว์เอาไว้ได้ จากนั้นก็ให้คนพา

    นางไปส่งที่แดนมนุษย์ เพราะนางล่วงเกินคนในสำนักเซียนไร้นิวรณ์เอาไว้

    มากมาย บัดนี้ไม่มีพลังฝีมือป้องกันตัวแล้ว ดังนั้นไม่แน่ว่าวันไหนอาจจะ

    โดนใครสักคนลอบทำร้ายเอาได้

    โม่อวี่ทั้งร้องห่มร้องไห้ทั้งเอะอะโวยวาย ร่ำร้องจะบุกขึ้นเขาไป

    อ้อนวอนขอร้องไท่ซ่างจ๋างเหล่าด้วยตัวเอง แต่จงอีเคยประกาศไว้แล้วว่า

    ห้ามนางเหยียบย่างขึ้นไปบนยอดเขาผลาญวิเวกแม้แต่ก้าวเดียว ดังนั้นเด็ก

    รับใช้ยังไม่ทันเข้าขัดขวาง นางก็ถูกข่ายอาคมป้องกันดีดตัวกระเด็นออกมา

    ก่อนแล้ว โม่อวี่ได้แต่ฟุบหน้าร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ตรงตีนเขาด้วยความ

    สำนึกผิดอยู่นานมาก

    ส่วนอีกทางด้านหนึ่ง โจวอี้หมิงโดนบดขยี้จินตันทำให้สูญเสียตำแหน่งศิษย์

    อันดับหนึ่งของสำนักไป และถูกโยกย้ายไปอยู่ที่เรือนพักของศิษย์ทั่วไปแทน

    เวลานี้บาดแผลบริเวณท้องของเขาหายดีแล้ว แต่พอลองดึงพลังปราณ

    เข้ามาในร่างอีกครั้งกลับพบว่าในจุดตันเถียนของเขาเต็มไปด้วยกลุ่มหมอก

    สีเทา หมอกดังกล่าวดูดกลืนพลังปราณที่เขาดึงเข้ามาในร่าง แล้วผลักไส

    มันออกจากร่างผ่านทางเส้นลมปราณอย่างรวดเร็วจนไม่เหลือทิ้งไว้แม้แต่

    นิดเดียว เขาพยายามทดลองอยู่หลายครั้งแต่ก็ทำไม่สำเร็จสักที ใบหน้า

  • ท ะ ลุ มิ ต ิ หั ก เ ห ลี่ ย ม จ อ ม ม า ร 4

    14

    เย็นชาจึงเริ่มปริแตกและเผยอารมณ์คลุ้มคลั่งออกมา

    “ฟางซิงไห่ เจ้าข่มเหงรังแกกันเกินไปแล้ว!” เขาถีบประตูเปิดผาง

    แล้ววิ่งตรงไปที่ยอดเขาผลาญวิเวกทันที เวลานี้เขาเป็นแค่มนุษย์ธรรมดา

    กระทั่งจะดึงพลังปราณเข้าร่างยังทำไม่ได้ แล้วจะตวัดกระบี่เหาะเหินเดิน

    อากาศได้อย่างไร ถ้าหากหมอกในท้องไม่ยอมสลายไป เขาคงหมดสิ้น

    วาสนากับเส้นทางบำเพ็ญเซียนแล้ว นั่นมันโหดร้ายยิ่งกว่าสังหารเขาเสียอีก

    ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขาต้องโดนเด็กรับใช้ขัดขวางไว้ เมื่อรู้ว่าฟาง-

    ซิงไห่เข้าฌานเป็นเวลานานหลายสิบปี โจวอี้หมิงก็ฟันต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ข้างตัว

    ขาดครึ่งด้วยความเคียดแค้นและคลุ้มคลั่ง

    ซ่งอวี่เฟยรักษาอาการบาดเจ็บของตนเองพลางจับตาดูความเคลื่อนไหวของ

    โม่อวี่กับโจวอี้หมิงไปด้วย พอรู้ว่าทั้งสองคนกลายเป็นมนุษย์ธรรมดา

    คนหนึ่งถูกส่งไปยังแดนมนุษย์ ส่วนอีกคนกระทั่งจะดึงพลังปราณเข้ามา

    ในร่างยังทำไม่ได้ เวลานี้จึงกลายเป็นมนุษย์ยาให้พวกไภษัชยคุรุทดลอง

    สารพัดโอสถไปแล้ว ซ่งอวี่เฟยก็อดลอบตกตะลึงไม่ได้

    “ช่างโหดเหี้ยมยิ่งนัก! ถ้าไม่ใช่เพราะท่านเซียนกระชากข้าลงจาก

    แท่นประลองทันเวลา เวลานี้จุดจบของข้าคงไม่ต่างอะไรกับสองคนนั้น”

    “ภายภาคหน้าอย่าได้ล่วงเกินสองศิษย์อาจารย์คู่นี้อีก วิชาฝีมือของ

    พวกเขาไม่ใช่ธรรมดา ข้าเองก็เพิ่งเคยเห็นผู้บำเพ็ญเพียรที่มีรากปราณธาตุ

    หมอกสามารถควบคุมสายฟ้าที่มีอานุภาพรุนแรงขนาดนั้นได้ น่าจะพอ ๆ

    กับทัณฑ์อัสนีเก้าเก้าแปดสิบเอ็ดสายเลยทีเดียว” สตรีงามพิลาสเอ่ยด้วย

    สีหน้าเคร่งขรึม

    ซ่งอวี่เฟยเอ่ยอย่างลังเลว่า “เวลานี้ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าข้าล่วงเกิน

    พวกเขาหรือไม่ แต่ตอนอยู่บนแท่นประลอง เขาเห็นข้าหยิบขวดหยินหยาง

    สองพลังออกมาด้วยตาตัวเอง คาดว่าเวลานี้น่าจะจับจ้องตาเป็นมันแล้ว”

    “ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็รีบเดินทางออกจากสำนักไปหาประสบการณ์ข้างนอก

    เถิด รอให้พลังฝีมือแข็งแกร่งมากพอแล้วก็ไม่จำเป็นต้องกลัวเกรงใครอีก”

    “ท่านเซียนกล่าวได้ถูกต้อง ข้ากำลังคิดเช่นนั้นอยู่พอดี”

  • เ ฟิ ง ห ลิ ว ซู ไ ต

    15

    หลงัจากทัง้คูป่รกึษาหารอืกนัเสรจ็กร็บีรอ้นเดนิทางออกจากสำนกัทนัท ี

    เมื่อเดินทางไปได้สักครึ่งทาง ซ่งอวี่เฟยพลันค้นพบว่าจินตันของตนเอง

    มีปัญหา เพราะแสงของมันริบหรี่ลงทุกวัน ประกายของก็ค่อย ๆ เปลี่ยนจาก

    สีทองเป็นสีเทาดำ ก่อนจะกลายเป็นเศษสวะไร้ค่า

    “ท่านเซียน เหตุใดมันจึงเป็นเช่นนี้” ซ่งอวี่เฟยถามเสียงสั่น

    สตรีงามพิลาสงุนงงไม่เข้าใจเช่นเดียวกัน เมื่อใช้จิตเพ่งมองจินตัน

    ของอีกฝ่ายก็พบว่าข้างในโล่งกลวง และโดนยึดครองด้วยหมอกสีเทาดำ

    กลุ่มหนึ่งแทน ในหมอกยังมีกลิ่นโอสถอย่างหนึ่งเจือปนอยู่จาง ๆ นั่นก็คือ

    หนึ่งในโอสถที่มีพิษร้ายแรงที่สุดในแดนบำเพ็ญเพียร...โอสถละลายวิญญาณ

    โอสถชนิดนี้สามารถหลอมละลายจินตัน แก่นวิญญาณ และทำให้ผู้บำเพ็ญ

    เพียรดับดิ้นพลังแตกซ่านได้ แต่ค่ายพรรคสำนักใหญ่ต่างทำลายตำรับยา

    หมดสิ้นจากแดนบำเพ็ญเพียรตั้งแต่เมื่อหมื่นปีก่อนแล้วนี่นา

    ฝีมือใครกันนะ นอกจากหลอมโอสถชนิดนี้ออกมาได้แล้ว ยัง

    สามารถชักนำมันเข้าไปในจุดตันเถียนของซ่งอวี่เฟยต่อหน้าต่อตานางอย่าง

    เงียบ ๆ สตรีงามพิลาสขบคิดกลับไปกลับมา สุดท้ายก็นึกได้แค่ฟางซิงไห่

    เท่านั้น ความคิดอันแสนร้ายกาจ อีกทั้งลงมืออย่างโหดเหี้ยม นางนึก

    อยากร้องชมเชยอีกฝ่ายนัก

    พอซ่งอวี่เฟยฟังสตรีในจี้หยกวิเคราะห์ออกมาก็นึกอยากจะวิ่งกลับ

    สำนักไปลงมือสังหารฟางซิงไห่ทิ้งโดยไม่ต้องคิดคำนึงถึงเรื่องอะไรทั้งนั้น

    แต่เขารู้ดีว่าต่อให้เป็นตัวเขาในเวลาที่สภาพร่างกายสมบูรณ์พร้อมที่สุด

    ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของฟางซิงไห่ ดังนั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึงตอนนี้เลย

    ไท่ซ่างจ๋างเหล่าสมแล้วที่เป็นไท่ซ่างจ๋างเหล่า กระทั่งคนไม่เอาถ่าน

    อยา่งฟางซงิไหย่งัสามารถอบรมสัง่สอนจนกลายเปน็อจัฉรยิะผูบ้ำเพญ็เพยีรได ้

    ซ่งอวี่เฟยรู้สึกริษยาจนตาร้อนผ่าว ทว่าพยายามสงบสติอารมณ์ให้เยือกเย็น

    ก่อนเอ่ยถามสตรีในจี้หยกว่ายังพอมีวิธีแก้ไขหรือไม่

    นางเองก็ไม่ค่อยมั่นใจเช่นกัน แต่ยังคงบอกชื่อสมุนไพรที่สามารถ

    ขจัดร้อยพิษหลายตัวเพื่อให้เขาลองหามากินดู จากนั้นซ่งอวี่เฟยก็เดินทาง

    โซซัดโซเซไปทางทิศตะวันตกอย่างหลบ ๆ ซ่อน ๆ

  • ท ะ ลุ มิ ต ิ หั ก เ ห ลี่ ย ม จ อ ม ม า ร 4

    16

    สี่สิบปีต่อมา โจวอวิ่นเซิ่งตื่นจากฌาน จงอีก็รู้สึกตัวตื่นตาม ทั้งสองคน

    แตะหน้าผากสัมผัสกันพร้อมส่งดวงจิตหลอมรวมคลอเคลียกันจนก่อเกิด

    เป็นประกายไฟงดงามจับตา โจวอวิ่นเซิ่งเริ่มอดรนทนไม่ไหวจึงเงยหน้าขึ้น

    จุมพิตริมฝีปากของอีกฝ่าย

    จงอีอุ้มศิษย์น้อยขึ้นมานั่งบนตักตนเอง พลางลิ้มรสชาติหวานฉ่ำ

    จากโพรงปากของอีกฝ่ายอย่างจริงจัง หากจะกล่าวถึงเรื่องการบำเพ็ญเพียร

    เวลานีโ้จวอวิน่เซิง่สามารถบรรลถุงึระดบักำเนดิปราณไดแ้ลว้ แตเ่ขตตอ้งหา้ม

    ร้อยสมุนไพรกำลังจะเปิดอีกครั้งในเร็ว ๆ นี้ เขาจำเป็นต้องเดินทางไปนำ

    กระดูกของฟางเหวินกวงออกมาฝัง ดังนั้นจึงไม่มีเวลาผ่านด่านเคราะห์

    ในตอนนี้ แค่คัมภีร์ปรับเปลี่ยนร่างกายเล่มหนึ่งกับคัมภีร์ฝึกจิตอีกเล่มหนึ่ง

    ก็ช่วยให้พลังฝีมือของเขาแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว ดังนั้นเขาจึงมีลาง

    สังหรณ์ว่าเมื่อเขาบรรลุถึงระดับสู่มหายานก็น่าจะหลุดพ้นจากพันธนาการ

    ของพระเจ้า และสร้างกายเนื้อขึ้นใหม่ได้

    หลังจากทั้งคู่แลกเปลี่ยนจุมพิตกันเสร็จ โจวอวิ่นเซิ่งก็ลูบตอเคราแข็ง

    ของจงอี พลางเอ่ยพร้อมรอยยิ้มว่า “ข้าจะไปเขตต้องห้ามร้อยสมุนไพร

    ท่านจะไปกับข้าหรือไม่”

    “โอสถวิเศษที่จำเป็นต้องใช้ในขั้นที่เจ็ดยังขาดอีกชนิดหนึ่งจึงจะ

    รวบรวมได้อย่างครบถ้วน ดังนั้นข้าจะลองไปตามหาที่แดนมารสักครั้ง” จงอ ี

    เอ่ยด้วยความเสียดาย

    ทั้งสองคนคลอเคลียกันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเปิดข่ายอาคมป้องกันของ

    อารามพิฆาตฟ้า พอนักพรตชื่อเซียวทราบข่าวก็รีบร้อนมาขอเข้าพบทันที

    และอ้อนวอนขอร้องให้ไท่ซ่างจ๋างเหล่าช่วยหลอมโอสถช่วงชิงชะตาฟ้าสักเม็ด

    แต่จงอีกลับตอบปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย

    การหลอมโอสถเม็ดหนึ่งเป็นเรื่องเล็กน้อยมากสำหรับเขา แต่โม่อวี่

    เป็นศัตรูของศิษย์น้อย แค่ไม่ได้สังหารนางด้วยมือตัวเองก็นับว่าเมตตา

    มากพอแล้ว ไหนเลยยังจะมีเหตุผลให้เขาช่วยนางกลับมาเดินบนเส้นทาง

    บำเพ็ญเซียนได้อีกครั้ง ถ้านางตายไปในแดนมนุษย์ นั่นก็เป็นเรื่องดีที่สุด

    แล้ว

  • เ ฟิ ง ห ลิ ว ซู ไ ต

    17

    นักพรตชื่อเซียวอับจนปัญญา ทำได้เพียงเอ่ยคำลากลับไป แต่ในใจ

    นั้นนึกโกรธแค้นชิงชังสองศิษย์อาจารย์คู่นี้จนเข้ากระดูกดำ

    จากนั้นโจวอวิ่นเซิ่งก็กดระดับการบำเพ็ญเพียรลงไปอยู่ที่ระดับสร้าง

    รากฐาน แล้วเดินทางเข้าไปค้นหาซากศพของฟางเหวินกวงในเขตต้องห้าม

    ร้อยสมุนไพร เนื่องจากเขามีความทรงจำของโม่อวี่อยู่ในมือ ดังนั้นจึง

    เดินตามทางไปโดยสังเกตจากลักษณะภูมิประเทศจนเจอสถานที่เกิดเหตุ

    ในตอนนั้นอย่างรวดเร็ว สุดท้ายแล้วก็ค้นพบกองกระดูกขาวโพลนสวม

    เสื้อคลุมนักพรตของสำนักเซียนไร้นิวรณ์อยู่ในพุ่มหญ้า ตรงชายเสื้อคลุม

    ยังมีตัวอักษรคำว่า ‘กวง’ ปักเอาไว้

    โจวอวิ่นเซิ่งรีบเก็บซากกระดูกใส่เข้าไปในโลงหยก แล้วจัดแจงหา

    ที่วางอย่างเหมาะสมในแหวนจักรวาล ก่อนจะออกเดินทางพลางลงมือ

    สังหารศิษย์พรรคกลืนวิญญาณไปด้วย จนกระทั่งเข่นฆ่าศิษย์พรรคมาร

    ที่อยู่ ในเขตต้องห้ามร้อยสมุนไพรจำนวนสองร้อยสามคนจนหมดสิ้น

    ค่อยรามือ จากนั้นมองหาถ้ำแห่งหนึ่งแล้วหยุดพักเข้าฌาน รอให้ถึงเวลา

    ปิดเขตต้องห้ามอีกครั้ง

    หนึ่งเดือนต่อมา เขาก้าวออกจากถ้ำแล้วกลายร่างเป็นหมอกลอยตรงไปทาง

    ทิศที่ตั้งสำนักเซียนไร้นิวรณ์ บางครั้งเกาะอยู่บนกระบี่วิเศษของผู้ฝึกวิชา

    กระบี่ บางครั้งเกาะติดกับเสื้อคลุมนักพรตของผู้บำเพ็ญเพียร ดังนั้นจึง

    ไม่ได้สิ้นเปลืองพลังปราณของตนเองเลยสักนิด อีกทั้งค้นพบความลับที่

    น่าสนใจมากมาย ตลอดทางมานี้ไม่มีใครค้นพบตัวเขาเลย

    วันนี้ จู่ ๆ ผู้บำเพ็ญเพียรกลุ่มที่เขาเกาะแฝงตัวมาด้วยนั้นตัดสินใจ

    เปลี่ยนเส้นทางมุ่งหน้าไปทางตะวันตกกันอย่างเร่งด่วน โดยบอกว่าเขต

    ต้องห้ามโบราณแห่งหนึ่งใกล้จะปิดแล้ว ผู้บำเพ็ญเพียรจำนวนมากที่โชคดี

    ได้ยันต์ผ่านทางเข้าไปในเขตต้องห้ามกำลังจะเดินทางออกมาจากที่นั่น เวลา

    นี้ต่างเฝ้ารอกันอยู่ตรงทางออก ไม่แน่ว่าพวกเขาอาจจะมีโอกาสดี ๆ ช่วงชิง

    สมบัติจากคนพวกนั้นมาได้บ้างสักชิ้นสองชิ้น

    โจวอวิ่นเซิ่งลองคำนวณดูแล้วว่าจงอียังไม่กลับมาในช่วงเวลานี้ จึง

  • ท ะ ลุ มิ ต ิ หั ก เ ห ลี่ ย ม จ อ ม ม า ร 4

    18

    ตามไปชมดูความครึกครื้นด้วย

    เมื่อคนทั้งกลุ่มเดินทางไปถึงทางออกเขตต้องห้าม ยังเหลืออีกครึ่ง

    เดือนกว่าจะถึงเวลาปิด ดังนั้นพวกเขาจึงแยกย้ายกันหาที่นั่งรอ โจวอวิ่นเซิ่ง

    ลองตรวจสอบภูมิประเทศในละแวกใกล้เคียงโดยอาศัยม่านหมอกที่แผ่

    ปกคลุมอยู่รอบตัว พบว่ายังมียอดฝีมือซ่อนตัวอยู่ในที่ลับอีกมากมาย

    ผู้บำเพ็ญเพียรที่ได้ยันต์ผ่านทางเข้าเขตต้องห้ามล้วนโชคดีมาก หากเอาชีวิต

    รอดออกมาได้ด้วยยิ่งโชคดีไปกันใหญ่ แต่ถ้าได้สิทธิ์สืบทอดเขตต้องห้าม

    หรือเจอสมบัติแล้วยังสามารถนำมันกลับออกมาได้อย่างปลอดภัย คงต้อง

    บอกว่าช่างเป็นที่รักของสวรรค์แล้วจริง ๆ

    ทว่านี่ก็เป็นแค่เรื่องผิวเผินเท่านั้น เพราะถ้าไม่สามารถเก็บซ่อน

    สมบัติดี ๆ จนพลาดเปิดเผยร่องรอยให้คนอื่นล่วงรู้เข้า สิ่งที่รอคอยคนผู้นั้น

    อยู่ก็คือภัยพิบัตินับหมื่นนับพันอย่าง เพราะแต่ไหนแต่ไรมาผู้อ่อนแอย่อม

    ต้องตกเป็นเหยื่อของผู้ที่แข็งแรงกว่า นี่เป็นหลักการสำคัญของแดนบำเพ็ญ

    เพียร

    โจวอวิ่นเซิ่งไม่ได้สนใจไยดีสมบัติพัสถานอะไรพวกนั้นเลยสักนิด

    เขาแค่ว่างมากจนรู้สึกเบื่อหน่ายจึงตามมาชมดูความสนุกเท่านั้น ดังนั้น

    เมื่อเห็นว่ายังต้องรออีกครึ่งเดือนก็คิดจะจากไปทันที แต่เดินไปได้ไม่กี่ก้าว

    ก็สังเกตเห็นแสงสว่างวูบวาบแถว ๆ ทางออกจากเขตต้องห้ามเสียก่อน

    จากนั้นก็มีผู้บำเพ็ญเพียรลอยกระเด็นออกมาทีละคน สภาพแต่ละคน

    ดูอเนจอนาถมาก

    “เกิดอะไรขึ้น เหตุใดเขตต้องห้ามถึงปิดก่อนเวลา”

    “พวกเจ้าพบเจออะไรผิดปกติอย่างนั้นหรือ”

    “คงมีคนไปสัมผัสกับข่ายอาคมป้องกันอะไรสักอย่างที่ร้ายกาจมาก

    แน่ ๆ!”

    คนพวกนี้จับกลุ่มกันสอบถามข้อมูล สีหน้าของแต่ละคนดูงุนงง

    จับต้นชนปลายไม่ถูก พวกเขาลองใช้ยันต์ผ่านทางอีกครั้งเพื่อเข้าไปสืบข่าว

    จากด้านใน แต่แล้วกลับสังเกตเห็นเสาแสงสีทองสายหนึ่งพุ่งตรงขึ้นฟ้า

    ในนั้นแฝงไว้ด้วยแรงกดดันมหาศาลดุจขุนเขากดทับลงมา

  • เ ฟิ ง ห ลิ ว ซู ไ ต

    19

    “พลังแบบนี้ แปลว่าต้องมีของวิเศษปรากฏขึ้นบนโลกแน่ ๆ!” ไม่รู้ว่า

    ใครร้องตะโกนขึ้นมา ผู้บำเพ็ญเพียรทุกคนจึงลืมสอบถามเรื่องที่เกิดขึ้น

    ในเขตต้องห้ามกันหมด ต่างพากันมุ่งหน้าตรงไปทางเสาแสงดังกล่าวด้วย

    วิธีที่รวดเร็วสุดเท่าที่ทำได้

    โจวอวิ่นเซิ่งยืนดูอยู่บนยอดไม้ เขายกมือขึ้นป้องดวงตามองอยู่นาน

    มาก แต่กลับมิได้รู้สึกหวั่นไหวด้วยเลยสักนิด เขาแค่ต้องการฝึกวิชาอย่าง

    จริงจังเท่านั้น เพราะพลังฝีมือย่อมช่วยพาเขาเลื่อนขั้นสูงขึ้นไปได้โดย

    ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาอาศัยสมบัติหรือของวิเศษอันใด อีกอย่าง รอเขาบรรลุ

    ระดับสู่มหายานแล้ว ไม่แน่ว่าอาจจะทำลายกำแพงกั้นมิติแล้วไหลตาม

    ชุดข้อมูลกลับออกไปสู่โลกแห่งความจริง จากนั้นก็ใช้พลังวิญญาณอัน

    มหาศาลสร้างกายเนื้อขึ้นใหม่ได้ เนื่องจากความต้องการของเขาไม่ตรงกับ

    ความต้องการของผู้คนในโลกนี้ ดังนั้นจึงไม่ได้มีความทะยานอยากอย่าง

    แรงกล้าเหมือนพวกเขา

    เสาแสงสีทองพุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนแทบจะแทงทะลุเพดานสวรรค์แล้ว

    ปลายยอดเสาแสงมีกระจกสำริดบานหนึ่ง แสงสีทองดังกล่าวสะท้อนออก

    มาจากกระจกสำริดบานนั้นจนเชื่อมต่อกับสวรรค์ นอกจากทำให้บรรยากาศ

    รอบตัวบิดเบี้ยวผิดรูปแล้ว ยังก่อให้เกิดแรงกดดันมหาศาลราวกับเทพจาก

    บรรพกาลปรากฏกายลงมา จนสามารถบดขยี้มหาพิภพแห่งนี้ให้แหลก

    สลายเป็นผุยผงได้อย่างง่ายดาย

    “หรือว่านี่จะเป็นกระจกคุนหลุนในตำนานที่หายสาบสูญไปตั้งนาน

    แล้ว” ไม่รู้ว่าใครโพล่งออกมา จึงพลอยทำให้ผู้บำเพ็ญเพียรทุกคนพากัน

    คลุ้มคลั่งตามไปด้วย

    กระจกคุนหลุน หนึ่งในสิบสุดยอดของวิเศษจากบรรพกาล สามารถ

    เชื่อมโยงแดนมนุษย์กับแดนสวรรค์เข้าด้วยกัน รวมถึงทำลายกำแพงกั้น

    ของเวลาและมิติ ดังนั้นจึงมีพลังอิทธิฤทธิ์สูงมาก ถ้ามีมันในครอบครอง

    จะสามารถก้าวข้ามแดนเซียน โบยบินขึ้นสู่แดนสวรรค์ได้เลย มันจึงกลาย

    เป็นสิ่งยั่วยวนใจอย่างมากสำหรับเหล่าผู้บำเพ็ญเพียรที่กำลังพยายามดิ้น